https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/issue/feed
วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2026-03-29T15:34:34+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนกอร บุญมี
neuarj@neu.ac.th
Open Journal Systems
<p><span data-sheets-value="{"1":2,"2":"วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ออกปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม และฉบับที่ 3 ประจำเดือน กันยายน – ธันวาคม) รับพิจารณาบทความในด้านบริหารธุรกิจ การท่องเที่ยว เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และนิติศาสาตร์ "}" data-sheets-userformat="{"2":513,"3":{"1":0},"12":0}"> วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ออกปีละ 4 ฉบับ เริ่ม ฉบับที่ 1 ปีที่ 12 พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป (ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม – มีนาคม ฉบับที่ 2 ประจำเดือน เมษายน - มิถุนายน ฉบับที่ 3 ประจำเดือน กรกฎาคม - กันยายน และฉบับที่ 4 ประจำเดือน ตุลาคม - ธันวาคม) เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ในด้านบริหารธุรกิจ การท่องเที่ยว เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และนิติศาสตร์<br /> บทความทุกบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ จะต้องผ่านการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการ โดยกองบรรณาธิการวารสารฯ และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก จำนวน 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาของบทความ โดยมาจากหลากหลายสถาบัน และไม่ได้อยู่ในสังกัดเดียวกับผู้เขียน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)<br /></span></p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/284066
การคุ้มครองสิทธิแรงงาน: จากหลักนิติธรรมสู่หลักความยุติธรรมทางสังคม
2025-12-24T16:04:52+07:00
อุทิศ ทาหอม
utis.th@bru.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายพัฒนาการของแนวคิดและกลไกทางกฎหมาย ในการคุ้มครองสิทธิแรงงานภายใต้กรอบระบอบประชาธิปไตย โดยเชื่อมโยงระหว่างหลักนิติธรรมกับหลักความยุติธรรมทางสังคมในมุมมองสังคมวิทยากฎหมาย การศึกษาย้อนกลับไปตั้งแต่ผลพวงของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 18–19 ซึ่งก่อให้เกิดการตรากฎหมายโรงงาน การรวมกลุ่มของแรงงาน และการยกระดับสิทธิแรงงานจากประเด็นทางเศรษฐกิจไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของหลักสิทธิมนุษยชนสากล ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 และแนวคิด “วาระการทำงานที่มีคุณค่า” (Decent Work Agenda) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ บทความมุ่งเน้นการวิเคราะห์ว่ากฎหมายแรงงานมิได้เป็นเพียงกลไกเชิงบังคับทางกฎหมาย หากแต่เป็นสถาบันทางสังคมที่ทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของแรงงานในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ ภายใต้บริบทประเทศไทย ได้วิเคราะห์กฎหมายแรงงานสำคัญ ได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2568) พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งกำหนดมาตรฐาน ขั้นต่ำของการจ้างงาน การคุ้มครองค่าจ้าง สวัสดิการ ความปลอดภัยในการทำงาน การเลิกจ้าง และสิทธิในการรวมกลุ่มและเจรจาต่อรอง บทความชี้ให้เห็นว่า การคุ้มครองสิทธิแรงงานที่มีประสิทธิผลจำเป็นต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายภายใต้หลักนิติธรรมควบคู่กับการยึดถือหลักความยุติธรรมทางสังคม เพื่อให้กฎหมายแรงงานสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นธรรม ความเสมอภาค และความมั่นคงในความสัมพันธ์แรงงาน อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตยที่ยั่งยืน</p>
2026-03-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286653
การประกอบสร้างตัวตน และการเล่าเรื่องของอินฟลูเอนเซอร์ปัญญาประดิษฐ์ในสื่อดิจิทัล
2026-03-04T14:23:38+07:00
นับทอง ทองใบ
nubthong.th@spu.ac.th
ชาญวิทย พรหมพิทักษ์
nubthong.th@spu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งสำรวจปรากฏการณ์อินฟลูเอนเซอร์ปัญญาประดิษฐ์ ในฐานะนวัตกรรมการสื่อสารรูปแบบใหม่ ผ่านกรอบแนวคิดการประกอบสร้างตัวตนและการเล่าเรื่องในสื่อดิจิทัล โดยศึกษาเปรียบเทียบกรณีศึกษาของอินฟลูเอนเซอร์ปัญญาประดิษฐ์ที่โดดเด่นทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ 6 คน ผลการศึกษาพบว่า หัวใจสำคัญของการสร้างอินฟลูเอนเซอร์ปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่เพียงการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือศิลปะการปรุงแต่งความจริงให้ดูจริงใจ เพื่อก้าวข้ามสภาวะความน่ากลัวของหุ่นยนต์ และกลายมาเป็นการสร้างความผูกพันกับผู้ชม ลักษณะเด่นของการประกอบสร้างตัวตนในปัจจุบัน คือการผสานความงามที่สมบูรณ์แบบทางสายตาเพื่อเป็นทั้งพรีเซนเตอร์เสมือนที่สะท้อนภาพลักษณ์และตอบโจทย์ความปลอดภัยของแบรนด์ รวมทั้งการใช้กลยุทธ์การเล่าเรื่องมุ่งเน้นให้เกิดผลทางอารมณ์ซึ่งแสดงความเปราะบางแบบมนุษย์ เพื่อลดทอนความเป็นปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้นบทบาทของนักนิเทศศาสตร์ในอนาคตจึงกำลังเปลี่ยนผ่านไปเป็น "ผู้กำกับความจริงเสมือน" ที่ต้องบริหารจัดการทั้งข้อมูล จิตวิทยา และจริยธรรมสื่ออย่างสมดุล</p>
2026-03-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/282164
คุณภาพการให้บริการส่งผลต่อภาพลักษณ์ตราสินค้าและความภักดีของลูกค้าในธุรกิจโรงแรม
2025-11-06T11:45:47+07:00
ฐรินดา ขำสัจจา
6614992037@rumail.ru.ac.th
อรไท ชั้วเจริญ
6614992037@rumail.ru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพให้บริการภาพลักษณ์และความภักดีของลูกค้า 2) เพื่อเปรียบเทียบภาพลักษณ์และความภักดีจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาคุณภาพให้บริการที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความภักดีของลูกค้าเป็นการวิจัยเชิงปริมาณได้ศึกษาแนวคิด ภาพลักษณ์ของโรงแรม แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับคุณภาพให้บริการ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความภักดี และแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับประชากรศาสตร์เป็นกรอบการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เคยใช้บริการในโรงแรม จำนวน 400 คน กำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้วิธีของเครจซี่และมอร์แกน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล</p> <p>วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้สถิติ t-test One-Way ANOVA และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนบุคคล อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และค่าใช้จ่ายในการใช้บริการโรงแรม/คืน มีอิทธิพลต่อทัศนคติด้านภาพลักษณ์ของโรงแรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ปัจจัยส่วนบุคคล อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ความภักดีของลูกค้าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3) คุณภาพให้บริการด้านสิ่งที่จับต้องได้ และด้านการตอบสนอง ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของโรงแรมในสายตาของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และคุณภาพให้บริการด้านสิ่งที่จับต้องได้ ด้านการตอบสนอง และด้านความเอาใจใส่ ส่งผลต่อความภักดีของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-03-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/284835
การศึกษาเส้นทางของผู้บริโภคและจุดสัมผัสในการสมัครเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชน กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2026-01-07T14:22:39+07:00
อุมาวรรณ วาทกิจ
umarwan.wat@neu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบเส้นทางของผู้บริโภค (Customer Journey) และจุดสัมผัส (Touchpoint) ในขั้นตอนการสมัครเรียนกับมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการสมัครเรียน และ 3) เสนอแนวทางการประชาสัมพันธ์รับสมัครนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สอดคล้องกับรูปแบบการเดินทางและจุดสัมผัสของของผู้สมัคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาชั้น ปีที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 300 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลมหาวิทยาลัยจากสื่อสังคมออนไลน์และคำแนะนำจากครอบครัวหรือเพื่อน และสมัครเรียนด้วยตนเองที่มหาวิทยาลัย เส้นทางของผู้บริโภคในการสมัครเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัย โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยให้ความสำคัญด้านการประเมินทางเลือกมากที่สุด จุดสัมผัสในกระบวนการสมัครเข้าศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะจุดสัมผัสระหว่างติดต่อ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการสมัครเรียน ได้แก่ หลักสูตร อิทธิพลทางสังคมและผู้มีอิทธิพลทางความคิด การบริการและการสื่อสาร กระบวนการสมัคร ภาพลักษณ์และความผูกพันต่อแบรนด์มหาวิทยาลัย</p>
2026-03-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/281785
ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนต่อการบริหารงานโรงเรียนประถมศึกษา ตำบลบางพลีน้อย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2
2025-09-11T12:18:38+07:00
รัตนาภรณ์ ศรีกอง
ruttananporn1122@gmail.com
นิวัตต์ น้อยมณี
ruttananporn1122@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความพึงพอใจและเปรียบเทียบการบริหารงานที่ผู้ปกครองมีต่อโรงเรียนประถมศึกษา ตำบลบางพลีน้อย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต 2 จำแนกตามอายุ เพศ วุฒิการศึกษาและอาชีพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนประถมศึกษาในตำบลบางพลีน้อย จำนวน 123 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เปรียบเทียบสัดส่วนประชากรโดยใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวบข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับด้วยวิธีของครอนบาร์ค เท่ากับ .822 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าเฉลี่ย ทดสอบความแตกต่างของกลุ่มตัวอย่างด้วยค่าทีและวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้ปกครองนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการบริหารงานโรงเรียนประถมศึกษา ในตำบลบางพลีน้อย อยู่ในระดับมาก 2) ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนต่อการบริหารงาน 4 ด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-03-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/284613
โมเดลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันปัจจัยการผลิตที่มีผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหารในจังหวัดขอนแก่น
2026-01-13T09:45:19+07:00
นีรนาท เสนาจันทร์
naruemol.ari@neu.ac.th
นฤมล อริยพิมพ์
naruemol.ari@neu.ac.th
ภัทรภร กินิพันธ์
naruemol.ari@neu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมภายนอกและปัจจัยด้านการจัดการผลิตที่มีอิทธิพลทางตรงต่อต้นทุนการผลิตสินค้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหารในจังหวัดขอนแก่น และพัฒนาแบบจำลองปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหารในจังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหารในจังหวัดขอนแก่น จำนวน 260 กลุ่ม โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสมการเชิงโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยต้นทุนการผลิต ได้รับอิทธิพลทางตรงจากปัจจัยด้านการจัดการผลิตและปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก โดยปัจจัยต้นทุนการผลิตได้รับอิทธิพลทางตรงจากปัจจัยด้านการจัดการผลิตมากที่สุดโดยมีขนาดอิทธิพลทางตรงเท่ากับ 0.20 รองลงมาคือ ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก มีขนาดอิทธิพลทางตรงเท่ากับ 0.03 นอกจากนี้ปัจจัยด้านการจัดการผลิตได้รับอิทธิพลทางตรงจากปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกมีขนาดอิทธิพลทางตรงเท่ากับ 0.70 ซึ่งเป็นค่าอิทธิพลที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) แบบจำลองที่พัฒนาชื่อว่า EPMC Model ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก และ 13 องค์ประกอบย่อย ข้อแสนอแนะการนำไปใช้ วิสาหกิจชุมชน แต่ละแห่งควรประยุกต์ใช้แบบจำลองให้สอดคล้องกับบริบท และสถานการณ์ที่เหมาะสมของแต่ละองค์กร</p>
2026-03-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283780
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565 - 2566 จำแนกตามรอบการรับเข้าด้วยระบบ TCAS
2025-11-10T19:32:01+07:00
ฐิรสิริ ฮวดศรี
nuttana.hau@mahidol.ac.th
ณัฎฐา ชาวกงจักร์
nuttana.hau@mahidol.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 (รหัส 65) ปีการศึกษา 2565 และชั้นปีที่ 1 (รหัส 66) ปีการศึกษา 2566 ที่ผ่านการคัดเลือกจากระบบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) จำแนกตามรอบการรับเข้าและเกณฑ์การรับสมัคร กลุ่มประชากรประกอบด้วยนักศึกษาชั้นปีที่ 1 รหัส 65 จำนวน 304 คน และรหัส 66 จำนวน 311 คน รวม 615 คน โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยการคำนวณจากโปรแกรม G*Power รวมทั้งสิ้น 360 คน (ปีการศึกษาละ 180 คน) เครื่องมือวิจัยเป็นแบบบันทึกข้อมูลทุติยภูมิที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เก็บข้อมูลจากระบบทะเบียนนักศึกษา ประกอบด้วยข้อมูลรอบการรับเข้า เกรดเฉลี่ยระดับ ม.ปลาย คะแนน A-Level คะแนน TGAT และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย (GPAX ภาคปลายชั้นปีที่ 1 จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา เพื่อแสดงภาพรวมผลสัมฤทธิ์ รวมทั้งใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ One-Way ANOVA พร้อมการทดสอบเปรียบเทียบเชิงซ้อน (LSD) ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565 และ 2566 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และภาพรวมผลสัมฤทธิ์อยู่ในระดับ “ดี” (Mean = 2.85, S.D. = 0.57) และเมื่อพิจารณาตามรอบการรับเข้า พบว่ารอบ TCAS 3 (Admission) มีค่าเฉลี่ย GPAX สูงที่สุดรองลงมาคือ TCAS 4 (Direct Admission) และ TCAS 1 (Portfolio) ส่วน TCAS 2 (Quota) มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ผลการวิเคราะห์ ANOVA และการเปรียบเทียบรายคู่ ชี้ให้เห็นว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างรอบการรับเข้า โดยเฉพาะคะแนนสอบ A-Level และ TGAT ที่สะท้อนว่านักศึกษารอบ TCAS 3 (Admission) และ TCAS 4 (Direct Admission) มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีกว่ารอบ TCAS 2 (Quota) อย่างมีนัยสำคัญ จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่ารอบการคัดเลือกมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ซึ่งผลการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการรับนักศึกษาในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครและจำนวนการรับเข้าในแต่ละรอบ</p>
2026-03-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283772
รูปแบบภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อการสร้างความคิดสร้างสรรค์ของพนักงานในยุคของการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลเทคโนโลยี กรณีศึกษา อุตสาหกรรมฟอกและการตกแต่งเครื่องหนัง ในด้านการฟอกและการตกแต่งเครื่องหนังนิคมนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2025-11-06T11:32:17+07:00
พิชชาภา บูรณะ
pitchapa3551@gmail.com
รักเกียรติ โรจน์กัญญาพร
pitchapa3551@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบภาวะผู้นำที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของพนักงาน ในอุตสาหกรรมฟอกและตกแต่งเครื่องหนัง โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 187 คน ผลการวิจัยพบว่า พนักงานรับรู้ว่ารูปแบบภาวะผู้นำที่ให้ความสำคัญต่อบุคลากร การสนับสนุนการทำงานร่วมกัน และความสัมพันธ์ในทีม เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยส่งเสริมบรรยากาศการทำงานเชิงสร้างสรรค์ นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณยังชี้ว่ารูปแบบภาวะผู้นำที่ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมมีนัยสำคัญสูงสุดต่อความคิดสร้างสรรค์ของพนักงาน (p = 0.001) รองลงมาคือรูปแบบภาวะผู้นำที่มุ่งบุคลากร (p = 0.007) และรูปแบบภาวะผู้นำที่มุ่งเน้นงาน (p = 0.002) ซึ่งสะท้อนว่าผู้นำที่สามารถสร้างความร่วมมือ เปิดโอกาสให้พนักงานแสดงออก ทางความคิด และประสานการทำงานอย่างเป็นระบบ จะช่วยกระตุ้นการพัฒนาแนวคิดใหม่และ เพิ่มความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ของบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำที่เน้นทีมเวิร์กและการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร เพื่อสนับสนุนการเติบโตด้านนวัตกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-03-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/281148
แนวทางการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษา ในยุคดิจิทัล
2025-12-18T10:23:14+07:00
สิตา ทัพมงคล
sita@nmc.ac.th
อรณิชชา ทศตา
sita@nmc.ac.th
<p>วัตถุประสงค์การวิจัยครั้งนี้เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการใช้เทคโนโลยี AI ในการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษา 2) ศึกษาผลกระทบของการใช้เทคโนโลยี AI ต่อสมรรถนะด้านการเรียนรู้ด้วยตนเอง 3) ศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้ AI เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษาให้เหมาะสมกับบริบทในยุคดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวน 420 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และอาจารย์ผู้สอนที่มีประสบการณ์ใช้ AI ประกอบการจัดการเรียนรู้ จำนวน 15 คน สำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามการใช้เทคโนโลยี AI และการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษา 2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึกจากอาจารย์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาส่วนใหญ่มีประสบการณ์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยนิยมใช้แชทบอทอัจฉริยะมากที่สุด แม้ความถี่ในการใช้งานยังอยู่ในระดับต่ำ นักศึกษาใช้ AI เพื่ออธิบายแนวคิดซับซ้อน ทำการบ้าน และฝึกทักษะภาษา โดยมักขอให้ AI สร้างแบบฝึกหัด แก้ไขงานเขียน และตอบคำถาม พร้อมใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อให้ได้คำตอบที่มีคุณภาพ เช่น ขอคำอธิบายแบบ มีตัวอย่างหรือแบบเป็นขั้นตอน 2) AI ส่งผลเชิงบวกในระดับมากต่อสมรรถนะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทั้งด้านผลสัมฤทธิ์ แรงจูงใจ การวางแผน และกระบวนการคิด โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ความรู้ การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และการเรียนรู้ตามวิธีของตนเอง 3) แนวทางการประยุกต์ใช้ AI เช่น การเรียนรู้แบบรายบุคคลการส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ การพัฒนาทักษะเรียนรู้ตลอดชีวิต การสร้างสื่อความรู้ การบูรณาการ AI เข้ากับการจัดการเรียนรู้ การอบรมความรู้เท่าทัน AI การประเมินจากกระบวนการเรียนรู้ และการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง</p>
2026-03-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283259
การศึกษาแรงจูงใจ คุณภาพชีวิตและความสุขในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันของพนักงาน ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่
2026-01-21T10:57:38+07:00
เทพรัตน์ ธานีรัตน์
thepparat.th@baac.or.th
ฐานิตา ฆ้องฤกษ์
thepparat.th@baac.or.th
<p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษาแรงจูงใจ คุณภาพชีวิตและความสุขในการทำงาน ที่ส่งผลต่อความผูกพันของพนักงาน ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างพนักงาน ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ จำนวน 400 คน จาก 51 ส่วนงาน โดยใช้แบบสอบถามอิเล็กทรอนิกส์ในการเก็บรวมรวบข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยแรงจูงใจด้านความสำเร็จในการทำงาน ด้านลักษณะงานที่ทำด้านนโยบายและการบริหารงาน ด้านสภาพการปฏิบัติงาน ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานด้านความมั่นคงในงาน และเงินเดือนและสวัสดิการ ส่งผลต่อความผูกพันองค์กรของพนักงาน ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ และในส่วนของด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ด้านความรับผิดชอบในงานด้านการเจริญเติบโตในองค์กร ด้านความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชาไม่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กร ของพนักงาน ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ ปัจจัยคุณภาพชีวิตในการทำงานพบว่า ด้านค่าตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรม ด้านโอกาสในการพัฒนาขีดความสามารถของบุคคล ด้านสิทธิส่วนบุคคล ด้านความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน ด้านประโยชน์และความรับผิดชอบต่อสังคม ส่งผลต่อความผูกพันองค์กร ของพนักงาน ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ ในส่วนของด้านสภาพแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย ด้านโอกาสในความก้าวหน้าและมั่นคงในงาน ด้านการบูรณาการทางสังคมไม่ส่งผลต่อความผูกพันองค์กร ของพนักงาน ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ และปัจจัยพนักงานที่มีความสุขพบว่า ด้านความรื่นรมย์ในการทำงาน ด้านความพึงพอใจในการทำงาน ด้านความกระตือรือร้นในการทำงาน ส่งผลต่อความผูกพันองค์กร ของพนักงาน ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ โดยผลการศึกษาวิจัยจะได้นำไปพัฒนาในด้านต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานเกิดความผูกพันต่อองค์กรมากยิ่งขึ้น</p>
2026-03-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286265
ภาวะผู้นำพลังร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นชุมชนแห่ง การเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2
2026-03-14T11:03:57+07:00
ศิวกร สุขเกษม
siwakorn.sk@ksu.ac.th
ศักดิ์สิทธิ์ ฤทธิลัน
srittilun@gmail.com
ปาริชา เคน
mariecain4545@yahoo.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำพลังร่วมของผู้บริหารและระดับสภาพความเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา 2) ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสอง และ 3) ระบุองค์ประกอบที่พยากรณ์ความเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ดำเนินการด้วยรูปแบบการวิจัยเชิงพรรณนา ประชากรจำนวน 1,464 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 320 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ จำแนกเป็นผู้บริหาร 64 คน และข้าราชการครู 256 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นด้านภาวะผู้นำพลังร่วม (0.985) และด้านความเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (0.987) สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ข้อค้นพบจากการวิจัยแสดงให้เห็นว่า 1) ภาวะผู้นำพลังร่วมของผู้บริหารโดยภาพรวมต่างอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.606, S.D. = 0.601) 2) สภาพการดำเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของสถานศึกษา โดยภาพรวมต่างอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.904, S.D. = 0.703) 3) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรภาวะผู้นำพลังร่วมกับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ พบว่าเป็นไปในทิศทางบวกในระดับสูงมาก (r<sub>xy</sub> = 0.943) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อระบุว่า องค์ประกอบทั้ง 5 ด้านของภาวะผู้นำพลังร่วม ได้แก่ การแลกเปลี่ยนหมุนเวียนเป็นผู้นำ, การตัดสินใจร่วม, การสื่อสาร, การสร้างเครือข่ายทีมงาน, และการสร้างการเปลี่ยนแปลง มีอิทธิพลต่อความเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณในระดับสูง (R = 0.947) และสามารถร่วมกันพยากรณ์ผลลัพธ์ได้ร้อยละ 89.60 (Adjusted R<sup>2</sup> = 0.896)</p>
2026-03-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286242
ความรู้ความเข้าใจในการยื่นภาษีส่งผลต่อประสิทธิภาพในการยื่นแบบรายการภาษี ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจังหวัดขอนแก่น
2026-02-09T15:49:27+07:00
นฤมล อริยพิมพ์
naruemol.ari@neu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจในการยื่นแบบรายการภาษี ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจังหวัดขอนแก่น 2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความรู้ความเข้าใจในการยื่นภาษีที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการยื่นแบบรายการภาษี และ 3) เสนอแนะแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการยื่นแบบรายการภาษีและการวางแผนภาษีอากรที่เหมาะสม โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 349 กลุ่ม ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ที่รับผิดชอบด้านบัญชีและการเงินของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น จากนั้นนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจังหวัดขอนแก่น<br />มีระดับความรู้ความเข้าใจในการยื่นแบบรายการภาษีโดยรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งด้านกฎหมายภาษีด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี และด้านเทคโนโลยีการยื่นแบบผ่านระบบ e-Filing โดยด้านกฎหมายภาษี มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า ความรู้ความเข้าใจในการยื่นภาษี ทั้งสามด้านส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพในการยื่นแบบรายการภาษีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพในการยื่นแบบรายการภาษีได้ร้อยละ 68.3 โดยปัจจัยด้านความรู้กฎหมายภาษีส่งผลสูงที่สุด ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการยกระดับความรู้และทักษะด้านภาษีและเทคโนโลยีของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจะช่วยเพิ่มความถูกต้อง ความรวดเร็ว และความคุ้มค่าในการยื่นแบบรายการภาษี เช่น การจัดอบรมให้ความรู้และสิทธิประโยชน์ทางบัญชี รวมถึงการสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการเสียภาษี อันนำไปสู่การบริหารจัดการภาษีที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว</p>
2026-03-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/285618
การเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการชั้นเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ แบบมีส่วนร่วมของนักศึกษาสาขาวิชาชีพครู
2026-01-22T16:02:00+07:00
วดาภรณ์ พูลผลอำนวย
surasitk@nmc.ac.th
สุระสิทธิ์ เขียวเชย
surasitk@nmc.ac.th
บุญลือ มีเงิน
surasitk@nmc.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบสมรรถนะการจัดการชั้นเรียนของนักศึกษา สาขาวิชาชีพครู ก่อนและหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 2) เพื่อประเมินความสามารถแห่งตนในการจัดการชั้นเรียนของนักศึกษาสาขาวิชาชีพครู หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาสาขาวิชาชีพครู ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา GDIP531 การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูระหว่างเรียน 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) เนื่องจากเป็นห้องเรียนที่ผู้วิจัยรับผิดชอบสอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการจัดการชั้นเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 2) แบบวัดสมรรถนะการจัดการชั้นเรียน 3) แบบประเมินความสามารถ แห่งตนในการจัดการชั้นเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) การเปรียบเทียบสมรรถนะการจัดการชั้นเรียนของนักศึกษาสาขาวิชาชีพครู หลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมสูงกว่าก่อนจัดกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การประเมินความสามารถแห่งตนในการจัดการชั้นเรียนของนักศึกษาสาขาวิชาชีพครู หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-03-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286371
การเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ด้านการเงินและบัญชี เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ : กรณีศึกษาห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการขายปุ๋ยและเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์
2026-02-09T15:58:30+07:00
วัลย์จรรยา วิระกุล
wanjanya.war@neu.ac.th
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ด้านการเงินและบัญชี และ 2) วิเคราะห์ระบบการเงินและระบบบัญชีที่เหมาะสมสำหรับกิจการขายปุ๋ยและเคมีภัณฑ์ทางการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการแข่งขันและโอกาส ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยกำหนดเป้าหมายกรณีศึกษาคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ประกอบกิจการขายปุ๋ย และเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) กับผู้ประกอบการ ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสาร และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) การวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) และการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน (SWOT Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ในด้านศักยภาพของผู้ประกอบการ กระบวนการถ่ายทอดความรู้ด้วยวิธีการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ (Action Learning) โดยใช้ข้อมูลจริงของกิจการ ได้ช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ประกอบการให้ตระหนักถึงความสำคัญของการทำระบบบัญชีชุดเดียว รวมถึงทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารต้นทุนการวางแผนภาษีที่ถูกต้อง สำหรับด้านระบบการเงิน และบัญชีที่เหมาะสม พบว่าการนำระบบการจัดการสินค้าคงเหลือแบบเข้าก่อน-ออกก่อน (FIFO) มาใช้ช่วยให้กิจการสะท้อนต้นทุนขายที่แท้จริงได้ นอกจากนี้การใช้โมเดลการวิเคราะห์งบการเงินยังทำให้ผู้ประกอบการสามารถอ่านค่าอัตราส่วนทางการเงิน และวิเคราะห์แนวโน้ม เพื่อนำไปวางแผนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสในการพิจารณาสินเชื่อจากสถาบันการเงิน และนำไปสู่ความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว</p>
2026-03-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/282200
คุณลักษณะบัญชีบัณฑิตที่พึงประสงค์ในมุมมองของศิษย์เก่าบัญชีบัณฑิต มหาวิทยาลัยนานาชาติเอเชีย-แปซิฟิก
2025-12-18T10:54:32+07:00
สุนิษา ทาทอง
jaruwan@apiu.edu
จารุวรรณ แซ่เต้า
jaruwan@apiu.edu
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะบัญชีบัณฑิตที่พึงประสงค์ในมุมมองของศิษย์เก่าบัญชีบัณฑิต มหาวิทยาลัยนานาชาติเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน ตลอดจนช่วยให้นักบัญชีสามารถพัฒนาทักษะวิชาชีพ คุณธรรม และความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสังคม อันจะนำไปสู่การยกระดับวิชาชีพบัญชี และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้ข้อมูลทางบัญชีในทุกภาคส่วน โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากศิษย์เก่าบัญชี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนานาชาติเอเชีย-แปซิฟิก จำนวน 91 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวน (One-way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นต่อคุณลักษณะบัญชีบัณฑิตที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านจริยธรรมได้รับคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด สะท้อนถึงความสำคัญของคุณธรรม และจรรยาบรรณในวิชาชีพบัญชีซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ในการสร้างความน่าเชื่อถือ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการปฏิบัติงานอย่างถูกต้องโปร่งใส รองลงมาคือด้านลักษณะบุคคล ด้านทักษะ และด้านความรู้ ตามลำดับ 2) ปัจจัยด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงานของศิษย์เก่า มีความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณลักษณะบัญชีบัณฑิตไม่แตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรบัญชีบัณฑิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตามคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมยุคปัจจุบัน</p>
2026-03-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286306
การใช้ความรู้ในการบริหารแผนงานโครงการเชิงพื้นที่ของ โครงการส่งเสริมการเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักปลอดภัย: กรณีศึกษาบ้านหนองบัวน้อย จังหวัดกาฬสินธุ์
2026-02-12T16:21:40+07:00
สริญญา ลัทธิ์ถีระสุวรรณ
sarila@kku.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารแผนงานโครงการเชิงพื้นที่ โดยประยุกต์ใช้กระบวนการ PDCA (Plan-Do-Check-Act) ในโครงการส่งเสริมการเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักปลอดภัย กรณีศึกษาบ้านหนองบัวน้อย จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อให้โครงการบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ กลุ่มปลูกผักปลอดภัยบ้านหนองบัวน้อย จำนวน 75 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก โดยดำเนินการวิจัยตามระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา แบ่งออกเป็น 4 ระยะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ร้อยละ (Percentage) และ การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระยะวางแผน (Plan) ได้กำหนดเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบการผลิตผักให้มีความปลอดภัยได้มาตรฐาน GAP และยกระดับการขายสินค้าเกษตรในตลาดสมัยใหม่ 2) ระยะปฏิบัติ (Do) ดำเนินการผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การส่งเสริมการผลิตผักปลอดภัย การตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP และการส่งเสริมการเข้าสู่การตลาดยุคใหม่ 3) ระยะตรวจสอบ/ติดตาม (Check) พบว่า เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP 3 ชนิดพืช ได้แก่ ผักคะน้า 17 คน ผักกวางตุ้งใบ/ดอก 17 คน และผักกาดหอม 14 คน นอกจากนี้ เกษตรกร ยังมีช่องทางจำหน่ายผ่านตลาดสมัยใหม่ 2 ช่องทาง คือ เพจเฟซบุ๊กและไลน์ ซึ่งส่งผลให้มีรายได้ผ่านระบบออนไลน์เพิ่มขึ้นร้อยละ 63.51 และภาพรวมเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 187.80 เมื่อเทียบกับก่อนดำเนินโครงการ 4) ระยะปรับปรุงให้เกิดความยั่งยืน (Act) ได้มีการถอดบทเรียนจากการดำเนินงานจัดทำเป็นคู่มือองค์ความรู้ 2 เล่ม ได้แก่ องค์ความรู้ระบบการผลิตผักให้ได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP และองค์ความรู้การตลาดสมัยใหม่ผักอารมณ์ดี เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่มีคุณค่าสำหรับนักวิชาการ นักพัฒนาชุมชน และผู้ปฏิบัติงานภาครัฐ ในการศึกษารูปแบบการบริหารโครงการที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์และการสร้าง ความยั่งยืนให้กับวิสาหกิจชุมชน</p>
2026-03-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/285159
การคุ้มครองลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาในสินทรัพย์ NFT วิเคราะห์ปัญหา NFT กับการคุ้มครองลิขสิทธิ์งานศิลปกรรมดิจิทัล
2026-03-13T13:22:59+07:00
แสนทนง อภิบาลศรี
santhanong.ap@spu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัญหาและแนวทางการคุ้มครองลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาในสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท Non-Fungible Token (NFT) โดยเฉพาะในส่วนของงานศิลปกรรมดิจิทัล ซึ่งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายในระดับสากล การวิจัยมุ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง NFT กับสิทธิในลิขสิทธิ์ ตลอดจนศึกษาช่องว่างในกฎหมายไทยที่อาจไม่สามารถรองรับการคุ้มครองสิทธิของ ผู้สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเพียงพอ วิธีการวิจัยใช้การวิเคราะห์เชิงเอกสาร (Documentary research) จากกฎหมาย หลักทฤษฎี และแนวคำพิพากษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการเปรียบเทียบโมเดลกฎหมายสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เพื่อตรวจสอบลักษณะของสิทธิในสินทรัพย์ NFT ประเด็นการโอนสิทธิผ่านสัญญาอัจฉริยะ (Smart contract) การพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ และปัญหา การบังคับใช้สิทธิในระดับข้ามพรมแดน ผลการศึกษาพบว่า NFT มิได้เป็นลิขสิทธิ์ในตัวเอง แต่เป็นเพียงโทเคนที่แทนค่าการถือครองข้อมูลดิจิทัล ซึ่งอาจไม่ก่อให้เกิดสิทธิในงานอันมีลิขสิทธิ์โดยตรง เว้นแต่มีการกำหนดไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน ช่องว่างทางกฎหมายจึงอยู่ที่การไม่สอดคล้องกันระหว่างการครอบครอง NFT กับการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จริง ทั้งในแง่การโอนสิทธิ การรับรายได้จากการขายซ้ำ และการบังคับใช้สิทธิในต่างประเทศ ข้อเสนอแนะสำคัญคือควรมีการปรับปรุงกฎหมายไทยให้สอดคล้องกับบริบทของเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยเฉพาะกฎหมายลิขสิทธิ์และกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้สามารถรับรองสิทธิและความรับผิดชอบของผู้สร้าง ผู้ซื้อ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มได้อย่างเหมาะสม รวมถึงพัฒนาแนวปฏิบัติและมาตรฐานทางเทคโนโลยีที่ส่งเสริมความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในระบบนิเวศ NFT ของไทย</p>
2026-03-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/285506
กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จทางธุรกิจ
2026-02-11T13:34:29+07:00
วชิราภรณ์ ฆารอำไพ
vachirapornkanampai@gmail.com
เสาวลักษณ์ จิตติมงคล
vachirapornkanampai@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การตลาดออนไลน์ และความสำเร็จทางธุรกิจผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ ในประเทศไทย เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ของกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ต่อความสำเร็จทางธุรกิจผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ ในประเทศไทย เพื่อทดสอบผลกระทบของกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่มีผลต่อความสำเร็จทางธุรกิจผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ ในประเทศไทย การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือเจ้าหน้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในเรือนจำของประเทศไทย จำนวน 143 แห่ง รวมจำนวนทั้งสิ้น 286 คน ได้จากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.67–1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.71-0.84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จทางธุรกิจ ด้านการสร้างภาพลักษณ์และตราสินค้า ด้านการตอบสนองต่อตลาดอย่างทันเวลา ด้านการนำเสนอข้อมูลที่น่าเชื่อถือ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ มีความคิดเห็นต่อความสำเร็จทางธุรกิจเรือนจำ พบว่า มีกระบวนการบริหารจัดการทางด้านผลิตภัณฑ์ที่ดีเป็นระบบ ได้รับรายได้จากลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น ลูกค้ามีความพึงพอใจต่อการซื้อผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ในร้านค้าออนไลน์ ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดออฟไลน์ โดยมีความสัมพันธ์ในทิศทางบวกกับความสำเร็จทางธุรกิจในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จทางธุรกิจ</p>
2026-03-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286256
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างแบบจำลอง Geometric Brownian Motion และ Heston Model สำหรับการประเมินความเสี่ยงราคาโลหะเงินภายใต้ความผันผวน ของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
2026-03-06T15:11:51+07:00
นที สุวรรณเวทิน
natee_s@live.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจำลอง Geometric Brownian Motion และ Heston Model ในการประเมินความเสี่ยงของราคาโลหะเงิน 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างราคาตลาดโลกกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (THB/USD) และ 3) ประเมินความเสี่ยงส่วนหาง (Tail Risk) ภายใต้บริบทของความเสี่ยงคู่ขนาน (Dual Risk Exposure) ความสำคัญของงานวิจัยสะท้อนผ่านบทบาทของอุตสาหกรรมอัญมณีไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าโลหะเงินมูลค่าเฉลี่ยมากกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี การวิจัยนี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิรายวันย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ. 2564–2568) จากฐานข้อมูล Yahoo Finance โดยอ้างอิงราคาปิดของสัญญาโลหะเงินล่วงหน้า (SI=F) และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (THB=X) จากนั้นใช้เทคนิค Monte Carlo Simulation จำนวน 5,000 รอบ เพื่อวิเคราะห์การกระจายตัวของราคาและประเมินความเสี่ยงส่วนหางในรูปแบบสกุลเงินบาท ผลการวิจัยพบว่า Heston Model ซึ่งรองรับความผันผวนแบบสุ่ม (Stochastic volatility) สามารถสะท้อนพฤติกรรมหางหนา (Fat Tails) ได้ดีกว่า Geometric Brownian Motion โดยให้ค่าความโด่ง (Kurtosis) 6.31 สูงกว่าค่าที่ได้จาก Geometric Brownian Motion ที่ 3.87 นอกจากนี้ การวิเคราะห์ ค่าสหสัมพันธ์เคลื่อนที่ (Rolling correlation) พบความสัมพันธ์เชิงบวกในระยะสั้นที่ระดับ r = 0.287 ซึ่งสะท้อนว่ากลไกการป้องกันความเสี่ยงตามธรรมชาติ (Natural hedge) ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะตลาดปัจจุบัน อีกทั้ง Heston Model ยังสามารถประเมินความสูญเสียในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด (Worst-Case Scenario) ได้ครอบคลุมมากกว่า ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเสนอให้ภาคธุรกิจพิจารณาใช้ กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงแบบแยกส่วน (Decoupled Hedging) เพื่อรักษาเสถียรภาพของต้นทุนนำเข้าในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง</p>
2026-03-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/285963
การพัฒนาศักยภาพและทิศทางการจัดการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนบนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่น เทศบาลตำบลบ้านเพชรภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ
2026-02-18T11:12:13+07:00
ประมุข ศรีชัยวงษ์
pramuk.sri@neu.ac.th
ภานุวัฒน์ กิตติกรวรานนท์ รัตนพิมลพลแสน
art.panuwat072@gmail.com
วราภรณ์ ศรีบุญ
pramuk.sri@neu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนเกี่ยวกับการจัดการท่องเที่ยวโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน 2) สังเคราะห์ทิศทางการจัดการท่องเที่ยวชุมชน โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และ 3) สร้างข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับแนวทางการจัดการท่องเที่ยวชุมชนโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เทศบาลตำบลบ้านเพชรภูเขียว ใช้การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) การวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โดยเลือกแบบเจาะจง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้นำชุมชน สมาชิกสภาเทศบาลตำบล และตัวแทนภาคประชาชน รวม 32 คน 2) สนทนากลุ่มย่อย ผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อกำหนดทิศทางการจัดการท่องเที่ยวชุมชนใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้แก่ ผู้บริหารและบุคลากรของเทศบาลตำบลบ้านเพชรภูเขียว ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ผู้นำชุมชน ตัวแทนภาคประชาชน ผู้ประกอบการในพื้นที่ จำนวน 12 คน และ 3) สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เพื่อสร้างข้อเสนอเชิงนโยบาย เจาะจงเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จากผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ตัวแทนภาคประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านการวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนพบว่า ชุมชนมีศักยภาพด้านทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งเป็นจุดแข็งสามารถพัฒนาต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากได้ดี ประชาชนมีรายได้มั่นคง มีการรวมกลุ่มอาชีพและเครือข่าย ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) ด้านทิศทางการจัดการท่องเที่ยวควรมีรูปแบบการท่องเที่ยวโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน การมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานราก ความยั่งยืนของทรัพยากร และความร่วมมือเชิงนโยบาย สร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน 3) ข้อเสนอเชิงนโยบาย ควรจัดการท่องเที่ยวชุมชนที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาคนในชุมชนและองค์กรชุมชน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานราก ความยั่งยืนของทรัพยากร และความร่วมมือเชิงภาคีเครือข่าย</p>
2026-03-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286121
ความพึงพอใจในงานและคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันในองค์กรของบุคลากรบริษัทจำหน่ายกระเป๋าแฟชั่นแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
2026-03-07T12:09:18+07:00
วิชชาวดี หน่อเนื้อ
6614105019@rumail.ru.ac.th
ทองฟู ศิริวงศ์
6614105019@rumail.ru.ac.th
<p>การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจในการทำงานของบุคลากรบริษัทจำหน่ายกระเป๋าแฟชั่นแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรบริษัทจำหน่ายกระเป๋าแฟชั่นแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร 3) เพื่อศึกษาระดับความผูกพันในองค์กรของบุคลากรบริษัทจำหน่ายกระเป๋าแฟชั่นแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร 4) เพื่อศึกษาความผูกพันในองค์กรจำแนกตามลักษณะส่วนบุคคลของบุคลากรบริษัทจำหน่ายกระเป๋าแฟชั่นแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร และ 5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในงานและคุณภาพชีวิตในการทำงานส่งผลต่อความผูกพันในองค์กรของบุคลากรบริษัทจำหน่ายกระเป๋าแฟชั่นแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา จำนวน 120 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test, One-way ANOVA (ทดสอบรายคู่ด้วยวิธี Scheffé) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า บุคลากรที่มีอายุแตกต่างกันมีความผูกพันต่อองค์กรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่เพศ ระดับการศึกษา รายได้ ลักษณะงาน และระยะเวลาการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกัน สำหรับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์กร ได้แก่ คุณภาพชีวิตในการทำงานด้านความภูมิใจและความหมายของงานต่อสังคม (β = 0.507) ด้านความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตนอกงาน (β = 0.246) และความพึงพอใจในงาน ด้านลักษณะงาน (β = 0.179) โดยโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 74.0 (Adjusted R² = 0.740) ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารในการพัฒนานโยบายและกลยุทธ์ด้านทรัพยากรมนุษย์ โดยควรมุ่งเน้นการออกแบบงานที่สร้างคุณค่าและความหมายต่อสังคม รวมถึงส่งเสริมสมดุลระหว่างงานกับชีวิตนอกงาน เพื่อเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์กรอย่างยั่งยืน</p>
2026-03-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/284225
การพัฒนารูปแบบกิจกรรมการออกกำลังกายและความรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเทศบาลบ้านหนองใหญ่
2026-03-17T09:59:20+07:00
ชีวิน อ่อนละออ
savita@cas.ac.th
ศิริพร น้อยวงศ์
savita@cas.ac.th
สวิตา อ่อนละออ
savita@cas.ac.th
วรวุฒิ แดงนา
savita@cas.ac.th
พงศ์นิรันดร์ จันทร์ผาย
savita@cas.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากิจกรรมการออกกำลังกายและความรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ ที่เหมาะสม และพัฒนารูปแบบกิจกรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลบ้านหนองใหญ่ โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (R&D) 3 ระยะ ได้แก่ 1) สำรวจสมรรถภาพกายและพฤติกรรมออนไลน์ 2) ดำเนินกิจกรรม และ 3) ประเมินผล กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 43 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า ระยะที่ 1 นักเรียนมีสมรรถภาพทางกายระดับปานกลางถึงต่ำ โดยเฉพาะนั่งงอตัวและยืนยกเข่า ส่วนพฤติกรรมออนไลน์ส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์เพื่อความบันเทิงเวลา 20.01–24.00 น. วันละ 6–10 ครั้ง ระยะที่ 2 ได้รูปแบบกิจกรรม "3F Model" ประกอบด้วย 1) Fun & Enjoy เน้นความสนุกสนาน 2) Facile & Easy ออกง่ายไม่ต้องใช้อุปกรณ์ และ 3) Firm & Healthy เน้นสุขภาพแข็งแรง หลังเข้าร่วมกิจกรรมสมรรถภาพทางกายดีขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะลุก–นั่ง 60 วินาที นักเรียนชายระดับดีมากร้อยละ 95.65 และหญิงร้อยละ 85 ระยะที่ 3 ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.06) ช่วยพัฒนาสุขภาพกายและทัศนคติที่ดีต่อการออกกำลังกาย</p>
2026-03-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ