วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj <p><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ออกปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม และฉบับที่ 3 ประจำเดือน กันยายน – ธันวาคม) รับพิจารณาบทความในด้านบริหารธุรกิจ การท่องเที่ยว เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และนิติศาสาตร์ &quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}"> วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ออกปีละ 4 ฉบับ เริ่ม ฉบับที่ 1 ปีที่ 12 พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป (ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม – มีนาคม ฉบับที่ 2 ประจำเดือน เมษายน - มิถุนายน ฉบับที่ 3 ประจำเดือน กรกฎาคม - กันยายน และฉบับที่ 4 ประจำเดือน ตุลาคม - ธันวาคม) เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ในด้านบริหารธุรกิจ การท่องเที่ยว เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และนิติศาสตร์<br /> บทความทุกบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ จะต้องผ่านการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการ โดยกองบรรณาธิการวารสารฯ และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก จำนวน 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาของบทความ โดยมาจากหลากหลายสถาบัน และไม่ได้อยู่ในสังกัดเดียวกับผู้เขียน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)<br /></span></p> th-TH neuarj@neu.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนกอร บุญมี) neuarj@neu.ac.th (ดร.สัมฤทธิ์ ศิริคะเณรัตน์) Thu, 18 Dec 2025 11:27:39 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 Digital Transformation of Sports Testing: A Tablet-Based Assessment Platform for Young Tennis Players https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/282979 <p>Background: Accurate and efficient management of testing data is essential in youth tennis training. Traditional paper forms and spreadsheet calculations are still widely used but remain time-consuming, error-prone, and difficult to integrate into systematic monitoring. Although digital tools are increasingly adopted in sports science, limited evidence exists on their operational advantages over manual methods in real coaching environments.</p> <p>Objectives: This study evaluated three data-management workflows—(1) manual recording with later Excel entry, (2) direct Excel input, and (3) a web-based automatic platform—implemented at the Srichaphan Tennis Academy. The goal was to compare their accuracy, efficiency, error rate, and user satisfaction during physical-skill assessments of young tennis players.</p> <p>Methods: Twenty players (14 boys, 6 girls; aged 8–12 years) were tested monthly, including before and during a three-month training period (four sessions in total). Three standardized tests were used: zigzag run (agility), push-up test (upper-body endurance), and forehand stroke test (technical skill). Data were entered and analyzed through each workflow by three trained coaches. Efficiency (time per player), transcription errors, and satisfaction (5-point Likert scale) were compared across systems.</p> <p>Results: The web-based platform demonstrated the highest operational efficiency, reducing data-entry and computation time by 58 % compared with manual + Excel recording and by 37 % compared with Excel-only entry. Error rates decreased from 11.5 % (manual) to 4.3 % (Excel) and 0 % (web-based). Overall user satisfaction averaged 4.7 ± 0.5, with the highest ratings for ease of use and error-free reporting. All three coaches confirmed smoother workflow and faster feedback generation with the digital platform.</p> <p>Conclusion: The results confirm that transitioning from paper-based and semi-manual Excel workflows to a fully web-based system markedly improves accuracy, efficiency, and usability in tennis performance assessment. Rather than altering test content, the digital transformation streamlined data handling and eliminated transcription errors. The findings highlight the practical value of digital platforms for modernizing athlete monitoring and supporting evidence-based coaching in youth sport contexts.</p> Tronggun Musikaphan, Thanarat Promthong, Thanakorn Srichaphan, Daranee Hormdee ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/282979 Thu, 18 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการในธุรกิจบริการด้านกฎหมาย กรณีศึกษา: สำนักงานทนายความในพื้นที่เทศบาลนครขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/274042 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการในธุรกิจบริการด้านกฎหมาย และ 2) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการในธุรกิจบริการ ด้านกฎหมาย กรณีศึกษา: สำนักงานทนายความในพื้นที่เทศบาลนครขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่เคยใช้บริการสำนักงานทนายความในพื้นที่ เทศบาลนครขอนแก่น จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไม่เจาะจง เครื่องมือการวิจัยคือแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ T-Test, F-Test การวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ใช้บริการสำนักงานทนายความในพื้นที่เทศบาลนครขอนแก่นมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยให้ความสำคัญสูงสุดต่อชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ คุณภาพบริการ ความเอาใจใส่และความเชี่ยวชาญของบุคลากร รวมถึงความรวดเร็ว ในการให้บริการ ขณะที่ด้านทำเลที่ตั้งและความสะดวกของสถานที่ยังเป็นประเด็นที่ควรได้รับการปรับปรุง และ 2) มี 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) ปัจจัยด้านส่งเสริมทางการตลาดและที่ตั้งทำเล ซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุด โดยพิจารณาจากความสะดวกในการเดินทาง พื้นที่จอดรถ การโฆษณา โปรโมชั่น และระยะเวลาชำระหนี้ (2) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ ความเหมาะสมของพื้นที่ใช้สอย ความสะอาด และสิ่งอำนวยความสะดวก (3) ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์และราคาค่าบริการ ได้แก่ ความน่าเชื่อถือของบริษัท ราคาและคุณภาพของบริการ และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ (4) ปัจจัยด้านบุคคล ได้แก่ การปฏิบัติต่อลูกค้า ด้วยความสุภาพ ความเชี่ยวชาญ การให้คำแนะนำ การเก็บข้อมูลลูกค้าเป็นความลับ และความรับผิดชอบของทีมงาน ในขณะที่ปัจจัยด้านกระบวนการให้บริการไม่พบว่ามีอิทธิพลต่อความพึงพอใจ</p> สุวนันท์ ฐานเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/274042 Thu, 18 Dec 2025 00:00:00 +0700 สมรรถนะการขนส่งสินค้าและคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อ สมรรถนะโลจิสติกส์ของผู้ให้บริการขนส่งทางถนนในประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283759 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะการขนส่งทางถนน คุณภาพการบริการ และสมรรถนะโลจิสติกส์ 2) ศึกษาอิทธิพลทางตรงและอิทธิพลทางอ้อมของสมรรถนะการขนส่งทางถนนและคุณภาพการบริการต่อสมรรถนะโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการขนส่งทางถนนในประเทศไทย กำหนดขนาดตัวอย่าง 20 เท่าของค่าพารามิเตอร์และตัวแปรที่สังเกตได้ จำนวน 360 คน จากผู้ประกอบการรถบรรทุกไม่ประจำทาง ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ ใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะการขนส่ง คุณภาพการบริการโลจิสติกส์ และสมรรถนะโลจิสติกส์ อยู่ในระดับที่สูง ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สมรรถนะการขนส่งสินค้าและคุณภาพการบริการเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลต่อการยกระดับสมรรถนะโลจิสติกส์ ของผู้ให้บริการขนส่งทางถนนในประเทศไทย โดยผู้ประกอบการที่มีความยืดหยุ่นในการจัดการรอบการขนส่งและ การบริหารความเสี่ยง สามารถรักษาคุณภาพสินค้าและสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าได้ ขณะเดียวกันการบริหารต้นทุน และสินทรัพย์ เช่น การควบคุมค่าเชื้อเพลิง การบำรุงรักษา และการลดการเดินรถเปล่า ช่วยเสริมขีดความสามารถ ในการแข่งขันส่วนภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรที่สะท้อนผ่านการสื่อสารอย่างมืออาชีพและการทำ CSR มีบทบาทเสริมสร้างความไว้วางใจในระยะยาว การยกระดับสมรรถนะโลจิสติกส์ในประเทศไทยจึงต้องพิจารณาควบคู่ทั้งด้านการปฏิบัติการเชิงประสิทธิภาพและการสร้างคุณค่าที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและสังคม เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p> พิมพ์พา ลาวัน, ปรีชา วรารัตน์ไชย, จันทิมา มณีนาคา, ภคพร ผงทอง, ชัยพิสิทธิ์ ติวสร้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283759 Thu, 18 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจแรงจูงใจในการทำงาน ของพนักงานเจนเนอเรชั่นซี ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/284512 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจแรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน เจนเนอเรชั่นซี กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานเจนเนอเรชั่นซีในเขตอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จำนวน 309 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ผลการวิจัยพบว่า ค่า KMO มีค่าเท่ากับ 0.949 และค่า Bartlett’s Test of Sphericity มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แสดงว่าข้อมูลมีความเหมาะสมต่อการวิเคราะห์องค์ประกอบ โดยผลการวิเคราะห์พบว่าแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานเจนเนอเรชั่นซีประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ ได้แก่ ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน การพัฒนาและความก้าวหน้าในงาน ความมั่นคงและคุณภาพชีวิตในการทำงาน บทบาทและนโยบายองค์กร สภาพการทำงาน ความสัมพันธ์และการสนับสนุนในที่ทำงาน การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา การยอมรับและคุณค่าในงาน และ สมรรถนะในการปฏิบัติงาน โดยทั้ง 9 องค์ประกอบสามารถอธิบายความแปรปรวนรวมได้ร้อยละ 72.391 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานเจนเนอเรชั่นซีมีความหลากหลาย ทั้งในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความมั่นคงในงาน และการได้รับการยอมรับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่มุ่งเน้นคุณค่า ความสมดุล และความก้าวหน้าในการทำงานมากกว่าปัจจัยทางวัตถุเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวว่าพนักงานเจนเนอเรชั่นซีเน้นสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน</p> ธนา มังคละสินธุ์, อภิชาติ เชื้อเมืองพาน, ประสงค์ ตั้งศิริวัฒนา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/284512 Thu, 18 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงาน ตามมาตรฐานการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/282950 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสำรวจภาวะผู้นำดิจิทัล การดำเนินงานตามมาตรฐานการอาชีวศึกษา ตลอดจนศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการจัดการตามมาตรฐานการอาชีวศึกษา ในสถานศึกษาที่สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา 14 คน และครูผู้สอน 172 คน รวมทั้งสิ้น 186 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือวิจัยที่นำมาใช้คือแบบสอบถามชนิดมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ในการวิจัยครั้งนี้ เครื่องมือที่ใช้ได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในช่วง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>จากการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ ด้านเครือข่ายความร่วมมือดิจิทัล ด้านการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล และด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล สำหรับด้านที่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก คือ ด้านความรู้และทักษะดิจิทัล 2) การบริหารงานตามมาตรฐานการอาชีวศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี ในภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านการจัดการอาชีวศึกษา ด้านลักษณะของผู้สำเร็จการศึกษาอาชีวศึกษาที่พึงประสงค์ และด้านการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานตามมาตรฐานการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับสูง (r=0.82) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.01</p> นิทัศน์ บุญมา, มิตรภาณี พุ่มกล่อม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/282950 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความพึงพอใจของครูที่มีต่อการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา อำเภอทองผาภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กาญจนบุรี เขต 3 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/282022 <p>งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาและเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจของครูต่อการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 ในพื้นที่ อำเภอทองผาภูมิ โดยพิจารณาจากสถานภาพของครู ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา อายุ และประสบการณ์การทำงาน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นครูผู้สอน จำนวน 217 คน ด้วยแบบสอบถามที่สร้างขึ้น และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเพื่อหาค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติค่าที และการวิเคราะห์ ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) ความพึงพอใจภาพรวมของครูที่มีต่อการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาอำเภอทองผาภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 อยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.22) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านก็อยู่ในระดับมากด้วยเช่นกัน 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจภาพรวมของครูที่มีต่อการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาอำเภอทองผาภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 พบว่า สถานภาพของครูในโรงเรียน อำเภอทองผาภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 ไม่มีความแตกต่างกัน มีเพียงช่วงอายุของครูที่ต่างกันส่งผลให้ความพึงพอใจโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยครูที่มีช่วงอายุน้อยกว่า 30 ปี มีระดับความพึงพอใจมากกว่าครูที่มีช่วงอายุระหว่าง 30-40 ปี</p> ณัฐชา คำคงอยู่, นิวัตต์ น้อยมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/282022 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะครูพลศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/282776 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบสมรรถนะครูพลศึกษาเป็นการวิจัย เพื่อการสำรวจโดยแบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การสังเคราะห์องค์ประกอบสมรรถนะครูพลศึกษา โดยการศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 แหล่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสังเคราะห์องค์ประกอบสมรรถนะครูพลศึกษาในโรงเรียน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ และร้อยละ ขั้นตอนที่ 2 การประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบสมรรถนะครูพลศึกษา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบสมรรถนะครูพลศึกษา ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ และแบบสอบถามเพื่อประเมินความเหมาะสม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) สมรรถนะครูพลศึกษา ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านความรู้วิชาการ การจัดการเรียน การสอน ทักษะทางการกีฬาและการออกกำลังกาย 2) การพัฒนาตนเองในความเป็นครูพลศึกษา 3) การสื่อสารและการมีมนุษยสัมพันธ์กับทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง เพื่อนครู และผู้บริหาร 4) การส่งเสริมพัฒนาผู้เรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 5) ด้านคุณธรรมจริยธรรม และ 6) ด้านการวิจัย โดยภาพรวม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ 1) ด้านการสื่อสารและการมีมนุษยสัมพันธ์กับทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง เพื่อนครู และผู้บริหาร 2) ด้านคุณธรรม จริยธรรม 3) ด้านการวิจัย 4) ด้านความรู้วิชาการ การจัดการเรียนการสอน ทักษะทางการกีฬาและการออกกำลังกาย 5) ด้านการพัฒนาตนเองในความเป็นครูพลศึกษา และ 6) ด้านการส่งเสริมพัฒนาผู้เรียน โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ</p> สพล สุภรณ์, วาโร เพ็งสวัสดิ์, นวพร วรรณทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/282776 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบบริหารคลังข้อสอบเพื่อการวัดและประเมินผล “RVC-TBank” สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสถานศึกษา กรณีศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283536 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาระบบบริหารคลังข้อสอบเพื่อการวัดและประเมินผล “RVC-TBank” สำหรับวิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด (2) ศึกษาประสิทธิภาพของระบบในการจัดการข้อสอบ การจัดเก็บ การเรียกใช้ และการรายงานผลการประเมิน และ (3) ประเมินความพึงพอใจของผู้บริหาร ครู และผู้เรียนที่มีต่อการใช้ระบบดังกล่าว การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ความต้องการและออกแบบระบบ (2) การพัฒนาระบบด้วยเทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชันที่รองรับการสร้างคลังข้อสอบ การจัดชุดข้อสอบอัตโนมัติ การสอบออนไลน์ และการสรุปผลรายงาน และ (3) การประเมินคุณภาพระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ และผู้ใช้จริง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ผู้บริหาร ครู และนักเรียนของวิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด จำนวน 320 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบประเมินคุณภาพระบบ และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ระบบ “RVC-TBank” ที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบสนองต่อความต้องการของสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพของระบบอยู่ในระดับดีมากที่สุด ทั้งในด้านความถูกต้อง ความครอบคลุม และความสะดวกต่อการใช้งาน ขณะที่ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้บริหาร ครู และนักเรียนอยู่ในระดับ มากที่สุด ระบบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการคลังข้อสอบ ลดเวลาในการดำเนินงาน และสร้างความโปร่งใสในกระบวนการวัดและประเมินผลอย่างชัดเจน สรุปได้ว่า การพัฒนาระบบ “RVC-TBank” สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการวัดและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ สนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร และยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาในวิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ดได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p> เชาวฤทธิ์ ลำพาย, สุภาดา คำตา, สุระชัย วิเศษโวหาร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283536 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 คุณลักษณะของร้านค้าที่ส่งผลต่อการซื้อซ้ำของผู้บริโภคร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม เขตอำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/280257 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม พฤติกรรมการซื้อซ้ำของผู้บริโภค และวิเคราะห์คุณลักษณะร้านค้าต่อการซื้อซ้ำ การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม จำนวน 400 คน ได้จากการสุ่มแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.67–1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.994 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีความคิดเห็นต่อคุณลักษณะของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.68, S.D. = 0.52) และมีพฤติกรรมการซื้อซ้ำในระดับมากที่สุดเช่นกัน ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.65, S.D. = 0.42) การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า คุณลักษณะของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมมีผลต่อการซื้อซ้ำของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยตัวแปรทั้ง 3 ด้านสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการซื้อซ้ำได้ ร้อยละ 43.6 (R² = 0.436) ทั้งนี้ ด้านความสะดวกสบายมีผลมากที่สุด (B = 0.221, Sig. = 0.000) รองลงมา คือด้านการจัดเรียงสินค้า (B = 0.088, Sig. = 0.002) และด้านบรรยากาศภายในร้าน (B = 0.038, Sig. = 0.004) ผลดังกล่าวสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัย โดยชี้ให้เห็นว่าการส่งเสริมความสะดวกสบาย ในการใช้บริการ เช่น ช่องทางการชำระเงิน และการเข้าถึงร้าน มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้ผู้บริโภคกลับมาซื้อซ้ำในร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม</p> นุชนารถ สมนึก, ฐิตารีย์ ศิริมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/280257 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการพัฒนาการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาสู่การเป็นโรงเรียนคุณภาพ แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283394 <p>การวิจัยครั้งมีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบการพัฒนาการบริหารของโรงเรียนประถมศึกษาสู่การเป็นโรงเรียนคุณภาพ 2) สร้างและพัฒนารูปแบบการพัฒนาการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาสู่การเป็นโรงเรียนคุณภาพ และ 3) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาสู่การเป็นโรงเรียนคุณภาพ แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในขั้นตอนการวิจัยเชิงสำรวจ จำนวน 116 คน ได้มาโดยการเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) 2) กลุ่มตัวอย่างในการทดลองใช้รูปแบบ จำนวน 35 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจงและสมัครใจเข้าร่วม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมิน แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามความต้องการจำเป็น มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 และแบบสอบถามความพึงพอใจมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า </p> <ol> <li>องค์ประกอบการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาสู่การเป็นโรงเรียนคุณภาพ แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มี 6 องค์ประกอบ 42 ตัวชี้วัด</li> <li>รูปแบบการพัฒนาการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาสู่การเป็นโรงเรียนคุณภาพ แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหา 4) กระบวนการพัฒนา และ 5) การวัดและประเมินผล</li> <li>ผลของการทดลองใช้ รูปแบบการพัฒนาการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาสู่การเป็นโรงเรียนคุณภาพ แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีดังนี้คือ 1) ผลการศึกษาเอกสารประกอบการพัฒนา พบว่า กลุ่มทดลองที่เข้ารับการพัฒนา ได้ศึกษาเรียนรู้และทำความเข้าใจรายละเอียดของแต่ละองค์ประกอบ ทำให้เกิดความเข้าใจในบทบาทและหน้าที่เพิ่มมากขึ้น 2) ผลการอบรมเชิงปฏิบัติการพบว่ากลุ่มทดลองที่เข้ารับการพัฒนา มีค่าเฉลี่ยรวมหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการสูงกว่าก่อนการอบรมเชิงปฏิบัติการ และมีค่าร้อยละความก้าวหน้า 45.40 3) ความพึงพอใจของกลุ่มทดลองที่เข้ารับการพัฒนา พบว่า มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4) ผลการนิเทศ ติดตาม และการประเมินผลการพัฒนาพบว่า มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีค่าเฉลี่ยรวมในการประเมินกลุ่มทดลองที่เข้ารับการพัฒนา ครั้งที่ 5 อยู่ในระดับมากที่สุดสูงกว่าครั้งที่ 1 โดยมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.30 มีค่าความก้าวหน้า 85.19</li> </ol> วันปะเสิด แก้วมะนีไช, ธวัชชัย ไพใหล, ไชยา ภาวะบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283394 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเสริมสร้างสมรรถนะการคิดเชิงข้อมูลด้วยการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/281165 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง การทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ส่งเสริมสมรรถนะการคิดเชิงข้อมูล 2) เปรียบเทียบสมรรถนะการคิดเชิงข้อมูลของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรม การเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนโรงเรียนบ้านหนองตาคง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน โดยสุ่มโรงเรียนแบบเจาะจง จากโรงเรียนที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี จากนั้นสุ่มห้องเรียนด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม ได้ห้องเรียนหนึ่ง และคัดเลือกนักเรียนทั้งหมดในห้อง จำนวน 30 คน เครื่องมือประกอบด้วย 1) แบบทดสอบสมรรถนะการคิดเชิงข้อมูล จำนวน 20 ข้อ (คะแนนเต็ม 5 คะแนน) มีค่าความยาก 0.25-0.78 อำนาจจำแนก 0.33-0.68 และค่าความเชื่อมั่น (KR-20) เท่ากับ 0.81 2) แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach's Alpha) เท่ากับ 0.79 3) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 0.67-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ เชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน (Dependent t-test และ Cohen's d สำหรับวัด Effect Size) ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมี 3 กิจกรรม ได้แก่ "นักสืบการหาข้อมูลแห่งอนาคต" "ผู้ตรวจจับข่าวปลอม AI" และ "นักวิเคราะห์ข่าวชื่อดูน้อย" ซึ่งบูรณาการเทคโนโลยี AI โดยเน้นกระบวนการคิด 5 ขั้นตอน ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.90, S.D.= 0.57) 2) คะแนนสมรรถนะการคิดเชิงข้อมูลหลังเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.88, S.D. = 0.31) สูงกว่าก่อนเรียน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 2.15, S.D. = 0.35) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t = 16.905, p &lt; .01) โดยมีขนาดอิทธิพล (Effect Size) ขนาดใหญ่มาก (Cohen's d = 5.33) แสดงให้เห็นถึงนัยสำคัญเชิงปฏิบัติ (Practical Significance) ที่สูงของกิจกรรม 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.29, S.D. = 0.60)</p> สิทธิชัย ป้อมทอง, อรณิชชา ทศตา, สิตา ทัพมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/281165 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์ทางการตลาดและปัจจัยด้านจิตวิทยาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพ ของผู้บริโภคในเขตเทศบาล อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/282814 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค ในเขตเทศบาลอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 2) เพื่อศึกษากลยุทธ์ทางการตลาดและปัจจัยด้านจิตวิทยา ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพของผู้บริโภคในเขตเทศบาล อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น และ 3) นำเสนอกลยุทธ์การตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค ในเขตเทศบาล อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคจำนวน 399 คน เครื่องมือเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (ANOVA) และการถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์ทางการตลาดโดยเฉพาะด้านราคา และปัจจัยทางจิตวิทยาโดยเฉพาะด้านทัศนคติ มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้ออาหารเพื่อสุขภาพ โดยผู้บริโภค มีความตั้งใจซื้อในระดับสูงมากเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพระยะยาว การตัดสินใจซื้อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญตามอายุและรายได้ แต่อย่างไรก็ตามไม่แตกต่างกันตามเพศ การศึกษา และอาชีพ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและคำนึงถึงทัศนคติของผู้บริโภคต่ออาหารเพื่อสุขภาพ</p> ชมพูนุช จิตสบาย, อุมาวรรณ วาทกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/282814 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการจัดอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ ของสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283880 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพของการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีของสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 และ 2) เพื่อเสนอรูปแบบการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพของสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ ประกอบด้วย ผู้อำนวยการวิทยาลัยรองผู้อำนวยการวิทยาลัย รวมจำนวน 16 คน หัวหน้าภาควิชา จำนวน 8 คน อาจารย์ประจำหลักสูตร จำนวน 40 คน หัวหน้างานประกันคุณภาพ จำนวน 8 คน ครูฝึกประจำสถานประกอบการ จำนวน 8 คน รวมทั้งสิ้น 80 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพของการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีของสถาบันการอาชีวศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีค่า IOC ระหว่าง 0.60 – 1.00 และมีค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยง เท่ากับ .98 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยบุคลากรในวิทยาลัยที่ปฏิบัติดีเลิศ (Best Practice) โดยเจาะจงเลือก รวมจำนวนทั้งสิ้น 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพโดยรวมของการจัดการอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีของสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 อยู่ในระดับมาก (µ = 3.80) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านแล้ว พบว่า ด้านที่มีระดับปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการพัฒนาคณาจารย์ ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ และด้านการพัฒนาหลักสูตร ตามลำดับ 2) แนวทางการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีประสิทธิภาพของสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ 1) การพัฒนาหลักสูตร 2) กระบวนการจัดการเรียนรู้ 3) การวัดผลเชิงประจักษ์ 4) การประกันคุณภาพการอาชีวศึกษาระดับปริญญา และ 5) การพัฒนาคณาจารย์ ซึ่งอยู่ภายใต้ข้อกำหนดจำเพาะของหลักสูตรปริญญาตรี</p> อุดมภูเบศวร์ สมบูรณ์เรศ, อนิรุทธ์ จันทมูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283880 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 English Oral Communication Needs of Kayaking and Rafting Service Providers in Phang Nga Province, Thailand https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/279394 <p>The quality of service and professionalism demonstrated by local tourism personnel plays a vital role in encouraging repeat visits and positive word-of-mouth recommendations, both of which are essential for sustained growth of tourism development of a destination. One effective strategy for strengthening human resources in local tourism businesses is conducting a training needs survey. The purpose of this study was to investigate the English oral communication needs of kayaking and rafting service providers in Phang Nga Province, Thailand. A mixed-method approach was used to collect data via questionnaires and semi-structured interviews. Both the quantitative and qualitative findings were analyzed using descriptive statistics and thematic analysis, respectively. The findings pointed out that there were highly and moderately necessary communication skills. The functions of everyday conversation and greetings, along with giving directions, were identified as the most essential communicative needs, followed by providing information and making suggestions—both categorized as highly needed. Meanwhile, negotiating and explaining Thai culture were seen as moderately necessary. The findings emphasize the needs for practical and frequently used language functions in kayaking and rafting service encounters, suggesting that English training should be tailored to enable adventure tourism professionals to communicate more effectively. The study recommends that local tourism authorities develop targeted training programs focusing on key communication skills that improve service quality and visitor experience.</p> Rapassak Hetthong, Thithat Munchu, Sirilak Aransawai, Jidapa Thonkham, Pharadon Nudet ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/279394 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/281061 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารอาชีวศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำ เชิงนวัตกรรมของผู้บริหารอาชีวศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยทั้งหมดจำนวน 257 คน คือ ผู้บริหารอาชีวศึกษา จำนวน 52 คน และครูผู้สอน จำนวน 205 คน สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบตอบสนองคู่ (Dual Response Format) ชนิด 5 ระดับ เครื่องมือแบบสัมภาษณ์มีโครงสร้าง และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้เทคนิค (PNI<sub>modified</sub>) ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารอาชีวศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารอาชีวศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ส่วนความต้องการจำเป็นของการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารอาชีวศึกษา สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวมมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น PNI<sub>Modified</sub> = 0.141 เมื่อพิจารณารายด้าน เรียงลำดับความต้องการจำเป็นจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการมีความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม ด้านการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ด้านการมีกลยุทธ์นวัตกรรม ด้านการมีความกล้าเสี่ยงต่อนวัตกรรม และด้านการมีวิสัยทัศน์นวัตกรรม ตามลำดับ 2) แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดขอนแก่น มีทั้งหมด 15 แนวทาง และผลการความเหมาะสมและ ความเป็นไปได้ โดยภาพรวมมีความเหมาะสม มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.24, S.D.= 0.65) อยู่ในระดับมากและความเป็นไปได้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.35, S.D.= 0.61)</p> ผดุงศักดิ์ ธานี, อาทิตย์ ฉัตรชัยพลรัตน์, กุหลาบ ปุริสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/281061 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสื่อสารทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค ในประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/278559 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารทางการตลาด และการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคในประเทศไทย 2) ศึกษาการสื่อสารทางการตลาดที่ส่งผลต่อ การตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริโภคที่ซื้อหรือใช้รถยนต์ไฟฟ้า ใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยการสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น วิธีสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 400 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ เพื่อทดสอบสมมติฐาน ผลการศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 31 – 40 ปี เป็นพนักงงานบริษัทการศึกษาระดับปริญญาตรี และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 25,000 บาท โดยภาพรวมพบว่าระดับ ความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารทางการตลาดของผู้บริโภคที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด นอกจากนั้นพบว่า ด้านการส่งเสริมการขายส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุด รองลงมา คือด้านการโฆษณา ด้านการประชาสัมพันธ์ และด้านการขายโดยพนักงานส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และด้านการตลาดทางตรงส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการสื่อสารทางการตลาดของผู้ประกอบการ ที่จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในการส่งเสริมให้เกิดการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค</p> ณัฐพงศ์ มีโพธิ์, วสุธิดา นุริตมนต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/278559 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานบัญชี กรณีศึกษา: ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในภาคเหนือตอนล่าง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283167 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติงานของพนักงานบัญชีในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในภาคเหนือตอนล่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือพนักงานบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในภาคเหนือตอนล่าง จำนวน 390 ราย โดยใช้วิธีการกำหนดขนาดตัวอย่างแบบ ทาโร่ยามาเน่ (Yamane) เพื่อเพิ่มความครอบคลุมและลดความเสี่ยงจากการไม่ได้รับแบบสอบถามคืนหรือข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ การวิจัยครั้งนี้จึงเตรียมจัดเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจำนวน 400 ราย แต่ข้อมูลจากแบบสอบถามที่เก็บได้จริง จำนวน 135 ราย จากกลุ่มตัวอย่างที่ตั้งไว้ คิดเป็น ร้อยละ 33.75 ของจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด โดยใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยจูงใจ ปัจจัยด้านความสำเร็จของงาน และความก้าวหน้าในงาน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยด้านความสำเร็จของงานเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลมากที่สุด ขณะที่ด้านลักษณะของงาน ไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ปัจจัยค้ำจุน ปัจจัยด้านความมั่นคงในงาน และด้านสวัสดิการและค่าตอบแทน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดย ด้านความมั่นคงในงาน เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลมากที่สุด ขณะที่ด้านความต้องการความปลอดภัย ไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> สุกัญญา ผงยา, ภัทรพร พงศาปรมัตถ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283167 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์ทางการตลาดที่ส่งผลต่อความภักดีของลูกค้าของศูนย์บริการเพื่อการออกกําลังกาย ในเขตเทศบาล อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/282816 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการศูนย์บริการเพื่อการออกกําลังกายในเขตเทศบาล อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 2) ศึกษาปัจจัยการตลาดที่ส่งผลต่อความภักดีของลูกค้าของศูนย์บริการเพื่อการออกกําลังกายในเขตเทศบาล อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 3) เสนอแนะกลยุทธ์การตลาดที่ส่งผลต่อความภักดีของลูกค้าของศูนย์บริการเพื่อการออกกําลังกายในเขตเทศบาล อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ สมาชิกศูนย์ศูนย์บริการเพื่อการออกกําลังกาย 381 คน เครื่องมือในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยด้านการสร้างแบรนด์และกลยุทธ์ทางการตลาดมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อความภักดีของลูกค้า โดยระดับความภักดี โดยรวมอยู่ในระดับสูง ความภักดีแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญตามเพศ ระดับการศึกษา และรายได้ กลยุทธ์ทางการตลาดมีผลต่อความภักดีในระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงเสนอให้ผู้ประกอบการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มลูกค้า เพื่อส่งเสริมการใช้บริการอย่างต่อเนื่องและสร้างความภักดีต่อธุรกิจ</p> อุไรรัตน์ เหลาแหลม, อุมาวรรณ วาทกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/282816 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์โดยใช้การเรียนรู้รูปแบบซิปปา ของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/282564 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การเรียนรู้รูปแบบซิปปา 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยที่มีต่อการเรียนรู้รูปแบบซิปปา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แผนการจัดการเรียนสอนความคิดสร้างสรรค์โดยใช้การเรียนรู้รูปแบบซิปปา โดยใช้ จำนวน 4 แผนๆ ละ 3 ชั่วโมง รวมเป็น 12 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์โดย จำนวน 3 ชุด ใช้ในการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยที่มีต่อการเรียนรู้รูปแบบซิปปา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา 0401302 การประเมินผลพัฒนาการและจัดทำสารนิทัศน์ของเด็กปฐมวัย จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง Purposive sampling สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย วิทยาลัยนครราชสีมาในการจัดการเรียนรู้รูปแบบซิปปา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 และ 2) ความพึงพอใจของนักศึกษาสาขาการศึกษาปฐมวัยที่มีต่อการเรียนรู้รูปแบบซิปปา โดยภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด</p> สุจิตรา ศุภหัตถี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/282564 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การตลาดเชิงเนื้อหาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการ ธุรกิจแคมป์ปิ้งในจังหวัดขอนแก่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283863 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมและปัญหาการเปิดรับข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของนักท่องเที่ยวชาวไทย 2) เพื่อศึกษากลยุทธ์การตลาดเชิงเนื้อหาและการเปิดรับข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการธุรกิจแคมป์ปิ้งในจังหวัดขอนแก่น และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางกลยุทธ์การตลาดเชิงเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบแคมป์ปิ้งในจังหวัดขอนแก่น จำนวน 400 คน ผ่านแบบสอบถาม การแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลในมาตราบัญญัติ หรือมาตราจัดลำดับใช้ตารางแจกแจงความถี่สรุปผลเป็นค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์การตลาดเชิงเนื้อหาผ่านสื่อสังคมออนไลน์มีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ ความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของข้อมูล <br />การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าออนไลน์ เนื้อหาที่ทันสมัย ความปลอดภัยของการตลาดผ่านอินเทอร์เน็ต และประสบการณ์ลูกค้า ซึ่งทั้งหมดมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับการตัดสินใจใช้บริการ นอกจากนี้<br />การเปิดรับข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดยเฉพาะเฟซบุ๊กในด้านการเลือกเปิดรับข้อมูล การเลือกข้อมูลตามความสนใจ การตีความหมาย และการจดจำข้อมูล ล้วนมีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการตระหนักถึงความต้องการ การค้นหาข้อมูล การประเมินทางเลือก และการตัดสินใจใช้บริการแคมป์ปิ้ง</p> กัลยารัตน์ ทรงศิริ, อุมาวรรณ วาทกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283863 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาคำสแลงภาษาจีนที่ปรากฏบนแอปพลิเคชันเสี่ยวหงชู (小红书) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/284809 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อรวบรวมและจำแนกประเภทของการสร้างคำสแลงภาษาจีนที่ปรากฏบนแอปพลิเคชันเสี่ยวหงชู (小红书) และ (2) เพื่อวิเคราะห์ความหมายและบริบททางสังคมของการใช้คำสแลงภาษาจีนตามประเภทการสร้างคำ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยออกแบบการวิจัยเชิงลำดับแบบอธิบายผล (Sequential Explanatory Design) ซึ่งเริ่มจากการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อศึกษาลักษณะและความถี่ของคำสแลงที่ปรากฏ จากนั้นจึงดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่ออธิบายความหมายและบริบททางสังคมของคำสแลงอย่างเป็นระบบ ข้อมูลเชิงปริมาณได้จากการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ของโพสต์ภาษาจีนจำนวน 400 หน่วยข้อมูล ซึ่งสุ่มจากโพสต์ทั้งหมด 5,400 รายการที่เผยแพร่ในช่วงเดือนมีนาคมถึงกันยายน พ.ศ. 2568 ผลการวิจัยพบคำสแลงภาษาจีนรวม 586 คำ โดยปรากฏมากที่สุดในหมวด “คำฮิตออนไลน์” (网络热词) ร้อยละ 47.4 รองลงมาคือ “บันเทิงซุบซิบ” (娱乐八卦) ร้อยละ 30.9 และ “ภาษาวัฒนธรรม” (语言文化) ร้อยละ 21.7 กลวิธีการสร้างคำที่พบมี 6 ประเภท ได้แก่ การสร้างคำใหม่ การย่อคำ การใช้พ้องเสียง การใช้ตัวเลขพ้องเสียง การยืมคำจากภาษาต่างประเทศ และการใช้อักษรพินอินย่อ ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพชี้ว่า คำสแลงบนเสี่ยวหงชูสะท้อน วัฒนธรรมดิจิทัลจีนร่วมสมัยที่เน้นความกระชับ ความสร้างสรรค์ และการสื่อสาร เชิงอารมณ์ของคนรุ่นใหม่ การศึกษานี้ช่วยทำความเข้าใจพลวัต การใช้ภาษาในสังคมออนไลน์จีน และเสนอแนวทางการประยุกต์คำสแลงในการเรียนการสอนภาษาจีน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจทางวัฒนธรรมและการสื่อสาร ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นในหมู่ผู้เรียนภาษาจีนระดับต้น</p> ชุติกาญจน์ อกกระจ่าง, ภูริพันธุ์ โพธิ์ชัยแก้ว, ชุติมา ศิริลักษณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/284809 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/279744 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศในยุคดิจิทัล (2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศในยุคดิจิทัล โดยมีวิธีดำเนินการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจําเป็นสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศในยุคดิจิทัล และระยะที่ 2 เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา สู่ความเป็นเลิศในยุคดิจิทัล นําผลการศึกษาสภาพปัจจุบันสภาพที่พึงประสงค์และผลการวิเคราะห์ค่าดัชนี ความต้องการจำเป็นมาใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง เพื่อใช้ตามกลุ่มเป้าหมาย ที่กำหนดร่างแนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศในยุคดิจิทัล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ สภาพปัจจุบันความต้องการจำเป็นสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 โดยรวม ลำดับความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ สมรรถนะด้านภาวะผู้นำทางดิจิทัล รองลงมาคือ สมรรถนะด้านเครือข่ายและความร่วมมือ รองลงมาคือ สมรรถนะด้านการบริหารจัดการเชิงดิจิทัล รองลงมาคือ สมรรถนะด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และน้อยที่สุดคือ สมรรถนะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตามลำดับ (2) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 มีทั้งหมด 15 แนวทางมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และการนําไปใช้ประโยชน์เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา สู่ความเป็นเลิศในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5</p> ณัฐกานต์ จวบสมบัติ, อาทิตย์ ฉัตรชัยพลรัตน์ , กุหลาบ ปุริสาร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/279744 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานพยายามหมิ่นประมาทผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/280858 <p>บทความทางวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ถึงกรณีการกระทำความผิดฐานพยายามหมิ่นประมาท กรณีที่การหมิ่นประมาทได้กระทำลงไว้ ณ เวลาหนึ่งในรูปแบบของข้อมูลที่อาจถูกจัดเก็บไว้ในรูปแบบของวิทยานิพนธ์ หนังสือหรือตำรา แต่เมื่อเวลาได้ล่วงเลยไปแล้ว ข้อความนั้นได้ถูกบุคคลอื่นนำไปเผยแพร่หรือใช้ จนอาจทำให้บุคคลที่ถูกใส่ความโดยข้อความนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายหลังที่ผู้ที่ถูกใส่ความหรือแม้แต่ผู้ใส่ความได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว ซึ่งกฎหมายไทย ในปัจจุบันยังมิได้กำหนดมาตรการทางอาญาไว้โดยชัดแจ้ง การศึกษาทำโดยพิจารณาจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาและกฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับองค์ประกอบของความผิดของการหมิ่นประมาทและพยายามกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท และวิเคราะห์ให้เห็นถึงผลกระทบต่อทั้งผู้ถูกใส่ความ ทายาทของผู้ถูกใส่ความ หรือแม้กระทั่งต่อทายาทของผู้ใส่ความที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นถึงการใส่ความนั้นแต่อย่างใด วิเคราะห์ความเชื่อมโยงของความผิดฐานหมิ่นประมาทกับหลักสิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิ ในชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของบุคคลตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมทั้งพิจารณาความคุ้มครองสิทธิ ของผู้ตายซึ่งแม้จะหมดสภาพบุคคลตามกฎหมาย แต่หากมีการใส่ความผู้ตายในทำนองเสีย ๆ หาย ๆ อาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าบุคคลผู้ตายเป็นคนเช่นนั้นย่อมทำให้บุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ตาย ได้แก่ บิดา มารดา คู่สมรสหรือบุตรของผู้ตายเป็นผู้เสียหาย</p> <p> ดังนั้น เสนอแนะว่า ควรกำหนดแนวทางการตีความเกี่ยวกับพยายามกระทำความผิดชฐานหมิ่นประมาทให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความสอดคล้องกับเจตนารมณ์ ชของกฎหมายอาญา และเสนอให้ปรับปรุงบทบัญญัติทางกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล โดยเฉพาะในด้านการคุ้มครองศักดิ์ศรีของบุคคล แม้ในกรณีที่บุคคลนั้นได้ถึงแก่ความตายแล้ว</p> วรรณวรางค์ ศุทธชัย, ธรรมศักดิ์ เสนามิตร, อัจฉรา เลิศพรประสพโชค, เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/280858 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700