วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj <p><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ออกปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม และฉบับที่ 3 ประจำเดือน กันยายน – ธันวาคม) รับพิจารณาบทความในด้านบริหารธุรกิจ การท่องเที่ยว เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และนิติศาสาตร์ &quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}"> วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ออกปีละ 4 ฉบับ เริ่ม ฉบับที่ 1 ปีที่ 12 พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป (ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม – มีนาคม ฉบับที่ 2 ประจำเดือน เมษายน - มิถุนายน ฉบับที่ 3 ประจำเดือน กรกฎาคม - กันยายน และฉบับที่ 4 ประจำเดือน ตุลาคม - ธันวาคม) เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ในด้านบริหารธุรกิจ การท่องเที่ยว เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และนิติศาสตร์<br /> บทความทุกบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ จะต้องผ่านการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการ โดยกองบรรณาธิการวารสารฯ และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก จำนวน 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาของบทความ โดยมาจากหลากหลายสถาบัน และไม่ได้อยู่ในสังกัดเดียวกับผู้เขียน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)<br /></span></p> th-TH neuarj@neu.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนกอร บุญมี) neuarj@neu.ac.th (ดร.สัมฤทธิ์ ศิริคะเณรัตน์) Mon, 29 Jun 2026 15:47:04 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาระบบแชทบอทเพื่อการสื่อสารและให้บริการข้อมูลแก่ลูกค้า: กรณีศึกษา บริษัท บัณฑิตเวิลด์ จำกัด https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/288921 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและพัฒนาระบบแชทบอทอัตโนมัติบนแอปพลิเคชัน LINE 2) เพื่อศึกษาวิธีเพิ่มความแม่นยำในการจำแนกประเภทคำถาม ด้วยเทคโนโลยี AI 3) เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจของผู้ใช้งานต่อระบบแชทบอท ดำเนินการพัฒนาระบบแชทบอทเพื่อการสื่อสาร และให้บริการข้อมูลแก่ลูกค้า ดำเนินการพัฒนาตามวงจรการพัฒนาระบบ กลุ่มตัวอย่างสำหรับประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจของระบบ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย คือ ผู้ใช้งานทั่วไปจำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากผู้ที่ยินดีเข้าร่วมการทดสอบและประเมินผลประสิทธิภาพการใช้งานระบบแชทบอท เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินได้แก่ ระบบแชทบอทเพื่อการสื่อสารและการให้บริการข้อมูลแก่ลูกค้าที่ได้จากการพัฒนา และแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจของระบบแชทบอท เลือกใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ระบบแชทบอทเพื่อการสื่อสารและการให้บริการข้อมูลแก่ลูกค้าที่ได้จากการพัฒนามีประสิทธิภาพการทำงานตามเป้าหมายที่กำหนด ผลการประเมินประสิทธิภาพ และความพึงพอใจของระบบในภาพรวม ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่อระบบอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.54)</p> สิปปกร พงศ์เดโชธนบดี, พิชัย ระเวงวัน, ดนัย ศรีษะนอก, วิจิตร เดชทะสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/288921 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของพนักงาน การรถไฟแห่งประเทศไทยในเขตพื้นที่จังหวัดขอนแก่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/285889 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปในการปฏิบัติงาน 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน และ 3) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานของพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย จำแนกตามอายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน และประสบการณ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ปฏิบัติงานในเขตพื้นที่จังหวัดขอนแก่น จำนวน 132 คน สุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, การวิเคราะห์พหุคูณถดถอยเชิงเส้น (Multiple Regression) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณแบบสองทาง (Two-way MANOVA) ผลการวิจัย พบว่า สภาพทั่วไปในการปฏิบัติงาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อแยกรายปัจจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ปัจจัยองค์กร ปัจจัยสภาพแวดล้อม การทำงาน และปัจจัยแรงจูงใจ ตามลำดับ ประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีประสิทธิผลสูงสุด คือ ด้านความสามารถในการแก้ไขปัญหา รองลงมาคือ ด้านการตรงต่อเวลา ด้านปริมาณงาน และด้านคุณภาพงาน ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงาน ได้แก่ ด้านวัฒนธรรมองค์กร, ด้านความปลอดภัยในการทำงาน และด้านความพร้อมของเครื่องมือ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 67.60 การเปรียบเทียบประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของพนักงาน พบว่ากลุ่มพนักงานที่มีตำแหน่งงานต่างกัน มีประสิทธิผลในการปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ใน 3 ด้าน คือ ด้านคุณภาพของงาน, ด้านปริมาณงาน และด้านการตรงต่อเวลา โดยเฉพาะกลุ่มตำแหน่งบริหารจัดการจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อประสิทธิผลแตกต่างจากกลุ่มพนักงานฝ่ายเทคนิคและฝ่ายปฏิบัติการ</p> อนันต์ เหลาหล่ม, อุมาวรรณ วาทกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/285889 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 กฎต้นแบบว่าด้วยการจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/287818 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและหลักการเกี่ยวกับการจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2) เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลของระหว่างประเทศ ต่างประเทศและประเทศไทย 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับการจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ 4) เพื่อศึกษาการจัดทำกฎต้นแบบ (Model Regulation) ว่าด้วย การจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสังเคราะห์เอกสารการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กฎหมายไทยยังไม่มีคำนิยาม “เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO)” ทำให้เกิดปัญหาในการตีความบทบาทและหน้าที่แม้กฎหมายต่างประเทศส่วนใหญ่ก็ไม่ได้กำหนดนิยามไว้ชัดเจนเช่นกัน ยกเว้นอินเดียที่มีการบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงควรปรับปรุงกฎหมายไทยให้มีนิยามที่ชัดเจน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้และความชัดเจนทางกฎหมาย 2) กฎหมายไทยกำหนดให้ DPO มีเพียงบทบาทที่ปรึกษาโดยไม่มีอำนาจบังคับหรือกำกับดูแล ทำให้การคุ้มครองข้อมูลขาดประสิทธิภาพและองค์กรอาจเพิกเฉยได้อีกทั้งไม่มีอำนาจตรวจสอบเชิงลึกหรือรายงานต่อหน่วยงานกำกับ 3) กฎหมายไทยยังไม่รับรองความเป็นอิสระของ DPO อย่างชัดเจน ทำให้เสี่ยงต่อการถูกองค์กรกดดันหรือปกปิดการละเมิดข้อมูลส่งผลให้การตรวจสอบและรายงานขาดความโปร่งใส และอาจละเมิดสิทธิของเจ้าของข้อมูล 4) กฎหมายไทยยังไม่กำหนดคุณสมบัติของ DPO อย่างชัดเจน โดยมีเพียงหลักเกณฑ์กว้าง ๆ และบังคับใช้เฉพาะภาครัฐ ทำให้ไม่ครอบคลุมภาคธุรกิจขาดการระบุทักษะสำคัญ และ 5) กฎหมายไทยยังไม่กำหนดชัดเจนว่าองค์กรประเภทใดต้องแต่งตั้ง DPO ทำให้องค์กรบางแห่งหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพและไม่มีมาตรฐานจึงควรกำหนดเกณฑ์ให้ชัดเจนเพื่อให้ครอบคลุมและบังคับใช้ได้จริง</p> ชื่นสุมน ณ นคร, ภูมิ โชคเหมาะ, ศิวพร เสาวคนธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/287818 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/287564 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการ และ 3) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยแบ่งการศึกษาเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาวิเคราะห์สภาพการดำเนินงานในปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก ประชากรจำนวน 1,020 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 278 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา 46 คน และครู 232 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามสภาพปัจจุบัน ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.983 และแบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์ มีค่าความเชื่อมั่น 0.976 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้ (PNI<sub>modified</sub>) ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจําเป็น ระยะที่ 2 การศึกษา และประเมินแนวทาง โดยใช้การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และนำข้อมูลที่ได้มาสังเคราะห์ เป็นแนวทางการบริหารงานวิชาการ ดำเนินการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของแนวทาง โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก อยู่ในระดับมาก สภาพที่ประสงค์ อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด เมื่อพิจารณาลำดับความต้องการจำเป็น สะท้อนว่าประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาสามลำดับแรก ได้แก่ ด้านการพัฒนาสื่อและเทคโนโลยี การวัดผลและประเมินผล และการนิเทศการศึกษา แนวทางการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 มีทั้งหมด 6 ด้าน 34 แนวทาง และผลการประเมินค่าความเหมาะสม เท่ากับ 4.72 อยู่ระดับมากที่สุด และค่าความเป็นไปได้ อยู่ระดับมาก มีค่าเท่ากับ 4.39</p> โยษิตา ทีนะกุล, ภัทรวรรณ คำแปล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/287564 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาทางกฎหมายในการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในรูปแบบรายการเกมโชว์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/285876 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ถึงปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบรายการโทรทัศน์โดยเฉพาะรายการประเภทเกมโชว์ เนื่องจากในปัจจุบันรายการเกมโชว์เกิดขึ้นมากมายหลายรายการ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นที่นิยมของผู้ชม อีกทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงในอุตสาหกรรมบันเทิงยุคปัจจุบัน หากไม่มีมาตรการในการคุ้มครองที่ชัดเจน รัดกุม ย่อมทำให้คู่แข่งลอกเลียนแบบ หรือนำเกมโชว์ดังนั้นไปใช้ประโยชน์อย่างไม่สุจริต ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้เจ้าของได้ ในการคุ้มครองทางกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในรายการเกมโชว์ของไทย อยู่ภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 โดยคุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิด และเป็น "งานสร้างสรรค์" ที่กฎหมายลิขสิทธิ์รับรอง ซึ่งพบว่ายังไม่สามารถให้ความคุ้มครองรายการเกมโชว์ได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องรูปแบบของรายการ (Format) ที่มีความหลากหลาย มีการสร้างสรรค์ เปลี่ยนแปลงรูปแบบรายการให้ทันสมัยอยู่เสมอ จากการศึกษาพบว่าปัญหาที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ในการคุ้มครองรูปแบบรายการเกมโชว์มีรากฐานมาจากหลักการพื้นฐานของกฎหมายลิขสิทธิ์ คือ "การแบ่งแยกความคิดและการแสดงออก" ซึ่งกฎหมายจะให้ความคุ้มครองเฉพาะส่วนที่เป็นการแสดงออกที่ปรากฏเป็นรูปร่างชัดเจนเท่านั้น แต่จะไม่คุ้มครองไปถึง "ความคิด" "ขั้นตอน" หรือ "กรรมวิธี" ซึ่งเมื่อพิจารณาในรูปแบบรายการเกมโชว์แล้วพบว่าไม่สามารถจัดเป็น "งานนาฏกรรม" หรือ“งานศิลปกรรม” ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ที่จะได้รับความคุ้มครองได้ เนื่องจากการดำเนินรายการของผู้เข้าแข่งขันมีลักษณะเป็นอิสระขึ้นอยู่กับปฏิภาณไหวพริบและความสามารถเฉพาะตัว คล้ายคลึงกับการแข่งขันกีฬามากกว่าการแสดงตามบทบาทที่กำหนดไว้ล่วงหน้าตามนิยามของงานนาฏกรรม นอกจากนี้ องค์ประกอบอื่น ๆ เช่น การจัดฉาก กติกา หรือวิธีการเล่นเกม ศาลฎีกาได้เคยมีคำพิพากษาว่าไม่อาจเป็นงานศิลปประยุกต์อันจะมีลิขสิทธิ์ได้ รูปแบบรายการเกมโชว์จึงไม่ใช่ "งานสร้างสรรค์" ที่กฎหมายลิขสิทธิ์รองรับ ส่งผลให้คู่แข่งทางการค้าสามารถลอกเลียนแบบวิธีการดำเนินรายการได้โดยไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ดังนั้นจึงเสนอแนะว่าควรกำหนดแนวทางการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญารูปแบบรายการเกมโชว์ให้ชัดเจนขึ้น เพื่อสร้าง ความเป็นธรรมให้แก่เจ้าของและผู้สร้างสรรค์รายการเกมโชว์</p> ศิกวัส กริ่งสันเทียะ, นพพรศิริ สกุลศิริสังฆะ, แสนทนง อภิบาลศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/285876 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแพลตฟอร์มธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดบุรีรัมย์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286006 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการดำเนินธุรกิจและการตลาดออนไลน์ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดบุรีรัมย์ 2) วิเคราะห์ความต้องการและศักยภาพในการใช้ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ 3) ออกแบบและพัฒนาแพลตฟอร์มธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสม และ 4) ทดสอบประสิทธิภาพและประเมินผลกระทบต่อยอดขาย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 คน ได้แก่ ผู้แทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 10 คน เจ้าหน้าที่สนับสนุน 5 คน และผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณเก็บจากผู้ซื้อ นักท่องเที่ยว และผู้บริโภคที่เคยซื้อหรือรับรู้ผลิตภัณฑ์ชุมชน ผ่านช่องทางออนไลน์ จำนวน 400 คน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ทดลองใช้แพลตฟอร์ม 5 กลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired Samples t-test, One-way ANOVA และ Multiple Regression Analysis ที่ระดับนัยสำคัญ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีปัญหาช่องทางจำหน่ายไม่ต่อเนื่อง ทักษะดิจิทัลจำกัด และขาดระบบสนับสนุนการตลาดออนไลน์ที่ครบวงจร 2) กลุ่มต้องการแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย จัดการสินค้าได้เอง มีระบบชำระเงินปลอดภัย ติดตามคำสั่งซื้อได้ และมีต้นทุนเหมาะสม 3) แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยระบบหน้าร้านออนไลน์ หมวดหมู่สินค้า ค้นหาและกรองสินค้า รายละเอียดสินค้า ตะกร้าสินค้า ชำระเงิน จัดการคำสั่งซื้อ จัดการสินค้า และรายงานยอดขาย และ 4) หลังการใช้แพลตฟอร์ม ยอดขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.70 คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 41.04 ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 42.19 และต้นทุนการตลาดลดลงร้อยละ 18.50 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผู้ซื้อมีความพึงพอใจโดยรวมระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.23) และผู้ขายมีความพึงพอใจโดยรวมระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.12) แสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์สามารถเพิ่มช่องทางการตลาด ยกระดับการแข่งขันและสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> ปิติวรรณ ฝ้ายโคกสูง, คธาวุฒิ จันบัวลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286006 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาการให้บริการของผู้ให้บริการรับรองกับคุณภาพการรับรองความยั่งยืน: กรณีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/287231 <p>การรับรองความยั่งยืนมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนขององค์กรอย่างไรก็ตามหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการรับรองความยั่งยืน (Sustainability Assurance Quality: SAQ) ยังมีจำกัด โดยเฉพาะในบริบทของตลาดเกิดใหม่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาการให้บริการรับรองความยั่งยืน (Sustainability Assurance Tenure: SA_Tenure) และคุณภาพการรับรองความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบริษัทที่มีการจัดทำรายงานความยั่งยืนและได้รับการรับรองจากบุคคลที่สามในช่วงปี พ.ศ. 2562–2567 จำนวน 231 ตัวอย่าง (Firm-year Observations) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้แบบจำลองการถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Model) โดยควบคุมผลกระทบคงที่ของอุตสาหกรรมและช่วงเวลา (Industry and Year Fixed Effects) ผลการวิจัยพบว่า ระยะเวลาการให้บริการรับรองความยั่งยืน (Sustainability Assurance Tenure: SA_Tenure) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพการรับรองความยั่งยืน แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (B = 0.109, p = 0.101) ขณะที่ขนาดของบริษัทมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพการรับรองความยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (B = 1.165, p &lt; 0.01) ในทางตรงกันข้าม การรับรองโดยผู้ให้บริการกลุ่ม Big4 มีความสัมพันธ์เชิงลบกับคุณภาพการรับรองความยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญ (B = –2.381, p &lt; 0.01) ส่วนผลการดำเนินงานทางการเงิน (ROA) และระยะเวลาในการจัดทำรายงานทางการเงิน (Audit_Lag) ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับคุณภาพการรับรองความยั่งยืน</p> ภาณุวีร์ ไชยศรี, สุรชัย บุบผา, อัฐพงษ์ ธีระคานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/287231 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การจัดการโซ่อุปทานมะเขือเทศท้อที่ส่งผลต่อความยั่งยืน: กรณีศึกษาโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 (เต่างอย) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/284024 <p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความยั่งยืนโซ่อุปทานมะเขือเทศท้อโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป ที่ 3 (เต่างอย) จังหวัดสกลนคร โดยการรวบรวมข้อมูลจากเกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเทศท้อในเขตพื้นที่อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร จำนวน 280 ราย ในการศึกษาปัจจัยด้านการมีส่วนร่วมของคู่ค้า การมีส่วนร่วมของลูกค้า การบูรณาการโซ่อุปทาน ทุนเชิงสัมพันธ์ และทุนเชิงโครงสร้าง จากการรวบรวมข้อมูลโซ่อุปทานมะเขือเทศท้อส่งผลต่อความยั่งยืน ร้อยละ 28.8 โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่าการมีส่วนร่วมของคู่ค้ามีอิทธิพลเชิงบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความยั่งยืน ของโซ่อุปทานมากที่สุด รองลงมาคือการ บูรณาการกับลูกค้าและทุนเชิงสัมพันธ์ ขณะที่ทุนเชิงโครงสร้าง การบูรณาการกับคู่ค้า และการมีส่วนร่วมของลูกค้าไม่พบอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือ ความไว้วางใจ และการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโซ่อุปทาน โดยเฉพาะทุนเชิงสัมพันธ์ที่มีบทบาทในการสนับสนุนความร่วมมือระยะยาว ลดความไม่แน่นอน และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดทุนทางสังคมที่เน้นความสำคัญของเครือข่ายความสัมพันธ์ในการสร้างผลลัพธ์ร่วมกัน งานวิจัยนี้มีส่วนช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ด้านการจัดการ โซ่อุปทานอย่างยั่งยืนในบริบทภาคการเกษตร โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา และเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายและการปฏิบัติ ได้แก่ การส่งเสริมเครือข่ายเกษตรพันธสัญญา การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการยกระดับการบูรณาการข้อมูล เพื่อเพิ่มความยั่งยืนและความมั่นคงของโซ่อุปทานสินค้าเกษตรในระยะยาว</p> วัชรินทร์ ตั้งรักษา, กฤตภา แสนชัยธร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/284024 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความสำเร็จในการบริหารแผนงบประมาณรายจ่าย ของคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286697 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความสำเร็จในการบริหารแผนงบประมาณรายจ่าย ของคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม 2) เพื่อเปรียบเทียบความสำเร็จในการบริหารแผนงบประมาณฯ ของบุคลากรที่มีคุณลักษณะแตกต่างกัน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ศึกษากลุ่มตัวอย่าง จำนวน 43 ตัวอย่าง แบ่งเป็น บุคลากรสายวิชาการ จำนวน 27 คน บุคลากรสายปฏิบัติการ จำนวน 16 คน ดำเนินการโดย 1) การรวบรวมข้อมูล ด้านเอกสารงบประมาณภายใต้การดำเนินโครงการ จากเงินรายได้คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคมในด้านการจัดตั้งโครงการ งบประมาณ แผนงาน การนำแผนไปปฏิบัติ การรายงานผล การดำเนินงานของโครงการเมื่อแล้วเสร็จ ตั้งแต่เริ่มการจัดตั้งคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคมย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ. 2561 – 2565) และ 2) การรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้งบประมาณรายจ่ายจากเงินรายได้ในด้าน กิจกรรม/โครงการ จากกลุ่มบุคลากรสายวิชาการ และบุคลากรสายปฏิบัติการ ผลการวิจัยพบว่าโดยรวมบุคลากรมีความคิดเห็นเกี่ยวกับความสำเร็จในการบริหารงบประมาณอยู่ในระดับมาก และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง ของความสำเร็จในการบริหารงบประมาณระหว่างบุคลากรที่มีและไม่มีประสบการณ์ในการเป็นผู้กำหนดงบประมาณ พบว่าประเภทของบุคลากร อายุงาน ประสบการณ์ในการเป็นหัวหน้าในการดำเนินกิจกรรม/โครงการในการใช้งบประมาณ ประสบการณ์การเป็นผู้ดำเนินการเขียนกิจกรรม/โครงการ และประสบการณ์ ในการเป็นผู้กำหนดงบประมาณในการจัดกิจกรรม/โครงการ เป็นปัจจัยที่ทำให้ความสำเร็จในการบริหารงบประมาณมีความแตกต่างกันในรายประเด็นต่าง ๆ</p> ประภานิช ดวงเพ็ชร, ณันธภัท พรมดวง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286697 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีหลักทรัพย์กลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286880 <p>การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีหลักทรัพย์กลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือETRON โดยมีปัจจัยที่เลือกมาศึกษาได้แก่ ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index (SOX), ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET), ดัชนี MVIS Global Rare Earth/Strategic Metals Index (MVREMXTR), ราคาทองแดง (COPPER), อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ (EXR), มูลค่าการซื้อขายของกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(Foreigner) และดัชนี Nasdaq 100 (NDX) เป็นข้อมูลทุติยภูมิเก็บข้อมูลเป็นรายเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 ถึง เดือนพฤษภาคม 2569 รวมทั้งสิ้น 72 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงอนุมานจากการทดสอบความสัมพันธ์ของตัวแปรด้วยสมการถดถอยเชิงเส้นแบบพหุ (Multiple Linear Regression) ด้วยการประมาณค่ากำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Squares) จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อดัชนีหลักทรัพย์กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุดอย่างมีนัยสำคัญและเป็นไปตามสมมติฐานคือ ดัชนี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index (SOX) โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับดัชนีหลักทรัพย์กลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 ส่วนดัชนี Philadelphia Semiconductor Index (SOX) มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับดัชนีหลักทรัพย์กลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> ปานเลขา วงษ์ศรี, วรรณรพี บานชื่นวิจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286880 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286271 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารและระดับความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา 2) ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสอง และ 3) ระบุองค์ประกอบของภาวะผู้นำการเรียนรู้ที่มีอิทธิพลในการพยากรณ์ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม ดำเนินการด้วยรูปแบบการวิจัยเชิงพรรณนา ประชากรจำนวน 1,811 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 330 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ จำแนกเป็นผู้บริหาร 66 คน และข้าราชการครู 264 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น ด้านภาวะผู้นำการเรียนรู้ (0.987) และด้านความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (0.984) สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเผยให้เห็นข้อเท็จจริงว่า 1) ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม มีการแสดงออกถึงภาวะผู้นำการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.502, S.D. = 0.531) สอดคล้องกับ 2) สถานะความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาที่มีการดำเนินการอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.905, S.D. = 0.749) เช่นเดียวกันนอกจากนี้ยังพบว่า 3) ตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์กันในทางบวกในระดับสูงมาก (r<sub>xy</sub> = 0.918) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) จากการวิเคราะห์ตัวแปรพยากรณ์ พบว่าองค์ประกอบทั้ง 7 ด้านของภาวะผู้นำการเรียนรู้ ได้แก่ การเรียนรู้เป็นทีม การนำตนเอง ความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น การใช้เทคโนโลยี การบูรณาการ และการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณสูงมาก (R = 0.920) และมีความสามารถร่วมกันพยากรณ์ตัวเกณฑ์ได้ร้อยละ 84.30 (Adjusted R<sup>2</sup> = 0.843)</p> ภัทรวดี ถามุลตรี, ศักดิ์สิทธิ์ ฤทธิลัน, คมสันทิ์ ขจรปัญญาไพศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286271 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการสื่อสารแนวคิด ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการครอบคลุม (DEI) ผ่านอินสตาแกรมต่อการมีส่วนร่วม: กรณีศึกษาแบรนด์เครื่องสำอาง MNML; Haus https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286390 <p class="iThesisabstractthcontent" style="margin: 0in;">งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยทดลองเชิงประยุกต์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสื่อสารแนวคิดความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการครอบคลุม (DEI) ของแบรนด์เครื่องสำอางต้นแบบ ได้แก่ Fenty Beauty และ BLP Beauty เพื่อนำไปพัฒนาเป็นต้นแบบชิ้นงาน และเปรียบเทียบประสิทธิผลของการสื่อสาร DEI ต่อการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค (Consumer Engagement) บน Instagram ของแบรนด์ MNML; Haus การวิจัยนี้บูรณาการแนวคิดการตลาดเนื้อหา โดยเฉพาะกลยุทธ์การนำเสนอเนื้อหาแบบเน้นผลิตภัณฑ์ (Product-Centric) ที่เน้นการใช้ภาพการสาธิตผลิตภัณฑ์บนผิวจริงร่วมกับกระบวนการ DEI เพื่อพัฒนาชิ้นงานภาพนิ่งจำนวน 3 ชิ้น ได้แก่ การนำเสนอแบบครอบคลุมหลายมิติ (Inclusive Representation) ความหลากหลายทางเพศ (Gender Diversity) และความหลากหลายทางเชื้อชาติ (Racial Diversity) โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายผ่านระบบ Meta Ads Manager เป็นเพศชายและหญิง อายุ 20–34 ปี อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและมีความสนใจด้านความงามทำการเผยแพร่โฆษณาผ่านอินสตาแกรมเป็นเวลา 30 วัน และประเมินผลจากตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ การเข้าถึง (Reach) อัตราการมีส่วนร่วม (Engagement Rate) และต้นทุนต่อการมีส่วนร่วม (CPR) ผลการวิจัยพบว่าชิ้นงานการนำเสนอที่ครอบคลุมหลายมิติ (Inclusive Representation) มีประสิทธิผลสูงสุด โดยมีอัตราการมีส่วนร่วมเท่ากับ 0.95% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม (0.67%) คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 41.79 และมีตุ้นทุนต่อการมีส่วนร่วม (CPR) ต่ำที่สุด ขณะที่ชิ้นงาน ความหลากหลายทางเพศ (Gender Diversity) มี Reach สูงสุด (19,672) และความหลากหลายทางเชื้อชาติ (Racial Diversity) มีประสิทธิผลต่ำสุด (ER 0.52% และ CPR สูงสุด) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การสื่อสาร DEI ที่ครอบคลุมในหลายมิติมีประสิทธิผลสูงกว่าการสื่อสารแบบมิติเดียว ซึ่งยังมีข้อจำกัดตามบริบททางวัฒนธรรมของผู้บริโภคไทย ดังนั้น กลยุทธ์การสื่อสารแนวคิด DEI สำหรับ แบรนด์เครื่องสำอางไทยควรออกแบบผ่านการบูรณาการกับกลยุทธ์การตลาดเนื้อหา (Content Marketing) ในรูปแบบเนื้อหาแบบเน้นผลิตภัณฑ์ร่วมกับการสื่อสาร DEI ที่ครอบคลุมในหลายมิติ และปรับให้สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม และกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคที่ยั่งยืน</p> ณัฐณิชา ตุ้มเรืองศรี, ชุติมา เกศดายุรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286390 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของส่วนประสมทางการตลาด เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ประสบการณ์ลูกค้า และ ความไว้วางใจที่มีต่อความตั้งใจเลือกใช้บริการโรงแรมในยุคดิจิทัล: กรณีจังหวัดนครราชสีมา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/287830 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้ของนักท่องเที่ยวต่อส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ประสบการณ์ลูกค้า ความไว้วางใจ และความตั้งใจเลือกใช้บริการโรงแรมในยุคดิจิทัล 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ประสบการณ์ลูกค้า ความไว้วางใจกับความตั้งใจเลือกใช้บริการโรงแรมในยุคดิจิทัล และ 3) สร้างสร้างสมการพยากรณ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจเลือกใช้บริการโรงแรมในยุคดิจิทัล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักท่องเที่ยวที่เคยใช้บริการโรงแรมในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 400 คน โดยเลือก กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ร่วมกับการเลือกแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.75 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ระดับการรับรู้ของนักท่องเที่ยวต่อปัจจัยทั้งหมดอยู่ในระดับมาก ส่วนประสมทางการตลาดมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับความตั้งใจเลือกใช้บริการ <strong> </strong>(r = .826) ขณะที่ประสบการณ์ลูกค้าและความไว้วางใจมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มีความสัมพันธ์เชิงลบในระดับต่ำ (r= −.234) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนพบว่า ส่วนประสมทางการตลาด ประสบการณ์ลูกค้า และความไว้วางใจ สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจเลือกใช้บริการได้ร้อยละ 79.60 (Adjusted R² = .796) โดยส่วนประสมทางการตลาดมีอิทธิพลสูงสุด ( = .739) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการกลยุทธ์การตลาดและประสบการณ์ลูกค้าเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจโรงแรมยุคดิจิทัล</p> บุญมา อิ่มวิเศษ, ปาลิดา เชษฐ์ขุนทด, อรณิชชา ทศตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/287830 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาทางกฎหมายในการกำกับดูแลและคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของเด็ก และเยาวชนเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/287897 <p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษาเกี่ยวกับปัญหาทางกฎหมายในการกำกับดูแลและคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของเด็กและเยาวชนเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แนวคิด ทฤษฎี และหลักการเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กในยุคดิจิทัล 2) มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กในยุคดิจิทัลของกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายต่างประเทศ และกฎหมายไทย 3) วิเคราะห์ปัญหาการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กในยุคดิจิทัล 4) แนวทางการแก้ไขปัญหาการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กในยุคดิจิทัล ผลการศึกษาพบว่า แม้ว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 20 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์การขอความยินยอมของผู้เยาว์ไว้ แต่มิได้กำหนด บทนิยามคำว่าเด็กและเกณฑ์อายุสำหรับการให้ความยินยอมทางดิจิทัลที่ชัดเจน โดยผูกโยงกับเกณฑ์บรรลุ นิติภาวะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และขาดหลักเกณฑ์เฉพาะในการควบคุมการประมวลผลข้อมูลภายหลังได้รับความยินยอม ตลอดจนขาดความชัดเจนในเรื่องสถานะของความยินยอมเมื่อพ้นจากภาวะผู้เยาว์ และมีข้อจำกัดในการใช้สิทธิขอให้ลบข้อมูล รวมถึงขาดหน่วยงานกำกับดูแลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเด็ก ส่งผลให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กในยุคดิจิทัลขาดประสิทธิภาพและไม่สามารถรับมือกับภัยคุกคามทางเทคโนโลยีได้ ดังนั้น ในการวิจัยนี้จึงเสนอให้มีกฎหมายเกี่ยวกับ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับเด็กและเยาวชนในสภาพแวดล้อมดิจิทัล ประกอบด้วยสาระสำคัญดังนี้ 1) บทนิยามและเกณฑ์อายุของเด็กสำหรับการให้ความยินยอมทางดิจิทัล 2) การบังคับใช้มาตรการคุ้มครองเชิงรุกและมาตรฐานความปลอดภัยโดยการออกแบบ 3) การสร้างกลไกจัดการวงจรชีวิตข้อมูลและรับรองสิทธิที่จะถูกลืมเมื่อพ้นจากภาวะผู้เยาว์ และ 4) การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกิจด้านเด็กและเยาวชน และเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับเด็ก</p> ณัฐธิดา นุ่นวิเชียร, ศิวพร เสาวคนธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/287897 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของระบบแนะนำสินค้าอัตโนมัติที่มีต่อการยอมรับและความตั้งใจในการใช้งาน สำหรับผลิตภัณฑ์ OTOP บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286738 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศึกษาระดับความคิดเห็นของระบบแนะนำสินค้าอัตโนมัติของผู้บริโภคที่มีต่อระบบแนะนำสินค้า OTOP บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของระบบแนะนำสินค้าที่มีต่อการยอมรับและความตั้งใจในการใช้งาน ระบบแนะนำสินค้าอัตโนมัติสำหรับผลิตภัณฑ์ OTOP บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคในจังหวัดนครราชสีมาที่เคยซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ จำนวน 400 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบบสอบถามค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา เท่ากับ 0.929 เก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบนำเข้าทุกตัวแปร ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีความคิดเห็นต่อระบบแนะนำสินค้าอัตโนมัติในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยให้ความสำคัญกับด้านความน่าเชื่อถือเป็นอันดับแรก รองลงมาคือด้านการยอมรับความเสี่ยง ด้านความไว้วางใจ และด้านการรับรู้ประโยชน์ตามลำดับ ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์อิทธิพล พบว่า ปัจจัยด้านการยอมรับความเสี่ยง (X<sub>4</sub>) มีอิทธิพลต่อการยอมรับและความตั้งใจในการใช้งานระบบ (Y) มากที่สุด รองลงมาคือด้านความไว้วางใจ (X<sub>2</sub>) ด้านความน่าเชื่อถือ (X<sub>1</sub>) และด้านการรับรู้ประโยชน์ (X<sub>3</sub>) ตามลำดับ โดยปัจจัยทั้งหมดมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสามารถร่วมกันพยากรณ์การยอมรับและความตั้งใจในการใช้งานได้ร้อยละ 58.4 (Adjusted R<sup>2</sup> = 0.584) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการสร้างความเชื่อมั่นและการลดความเสี่ยงในการใช้งานเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จของระบบแนะนำสินค้าสำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล</p> สุวรรณ เดชน้อย, วิศาล ภุชงฌ์ , ศิรินธร เอี๊ยบศิริเมธี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286738 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของนวัตกรรมทางธุรกิจ ความร่วมมือด้านซัพพลายเชน และคุณภาพบริการ โลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพซัพพลายเชนของการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/287659 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นที่มีต่อนวัตกรรมทางธุรกิจ ความร่วมมือ ด้านซัพพลายเชน คุณภาพบริการโลจิสติกส์ และประสิทธิภาพซัพพลายเชน 2) ศึกษาอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมของนวัตกรรมทางธุรกิจ ความร่วมมือด้านซัพพลายเชน คุณภาพบริการ และประสิทธิภาพซัพพลายเชนการนำส่งผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล ประชากร คือ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ จำนวน 384 ตัวอย่าง กำหนด 20 เท่า ของค่าพารามิเตอร์และจำนวนตัวแปรที่สังเกตได้ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัย พบว่า นวัตกรรมทางธุรกิจ ความร่วมมือด้านซัพพลายเชน คุณภาพบริการโลจิสติกส์ และประสิทธิภาพซัพพลายเชนอยู่ในระดับที่สูง ผลการวิเคราะห์พบว่า นวัตกรรมทางธุรกิจ ความร่วมมือด้านซัพพลายเชน และคุณภาพบริการโลจิสติกส์มีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพซัพพลายเชน โดยความร่วมมือด้านซัพพลายเชนและคุณภาพบริการโลจิสติกส์เป็นตัวแปรส่งผ่านที่สำคัญ ผลการวิจัยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนานวัตกรรมทางธุรกิจ การเสริมสร้างความร่วมมือ ด้านซัพพลายเชน และการยกระดับคุณภาพบริการด้าน โลจิสติกส์เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของ ซัพพลายเชนการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล การดำเนินงานที่บูรณาการปัจจัยทั้งสามด้านนี้ร่วมกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ และการพัฒนาระบบเครือข่ายบริการสุขภาพแบบ Province One Hospital ซึ่งมุ่งให้โรงพยาบาลในจังหวัดทำงานเชื่อมโยงกันเสมือนเป็นโรงพยาบาลเดียวกัน จะช่วยให้ระบบการส่งต่อผู้ป่วยมีความรวดเร็ว ปลอดภัย และสามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นในระยะยาว</p> พงศ์พัชร บัวเพ็ชร, ปรีชา วรารัตน์ชัย, ภคพร ผงทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/287659 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความพึงพอใจของครูต่อการจัดสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเมืองสมุทรปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283391 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาเรื่องความพึงพอใจของครูต่อการจัดสภาพแวดล้อม ของสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเมืองสมุทรปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 2) เปรียบเทียบความพึงพอใจของครูต่อการจัดสภาพแวดล้อมของสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนเมืองสมุทรปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 จำแนกตามเพศ วิทยฐานะ อายุ และประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูในกลุ่มโรงเรียนเมืองสมุทรปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 จำนวน 181 คน สุ่มตัวอย่างโดยวิธีแบ่งชั้นภูมิ โดยเทียบสัดส่วนประชากรและกลุ่มตัวอย่างตามรายโรงเรียน และสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวบข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับด้วยวิธีของครอนบาร์คเท่ากับ 0.824 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบความแตกต่างระหว่าง กลุ่มตัวอย่างด้วยค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวและเปรียบเทียบข้อมูลความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของ LSD ผลการวิจัยพบว่า 1) ความพึงพอใจของครูต่อการจัดสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเมืองสมุทรปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 โดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ความพึงพอใจของครูต่อการจัดสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเมืองสมุทรปราการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 จำแนกตามเพศ โดยสรุปแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อจำแนกตามวิทยฐานะ อายุ และประสบการณ์การทำงาน พบว่า แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ศใบพร เหล่าจันอัน, นิวัตต์ น้อยมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/283391 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ของสมรรถนะนักบัญชีดิจิทัลส่งผลต่อคุณภาพรายงานทางการเงินของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286825 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะนักบัญชีดิจิทัลกับคุณภาพรายงานทางการเงินของสถาบันอุดมศึกษา และ 2) ผลกระทบของสมรรถนะนักบัญชีดิจิทัลที่มีต่อคุณภาพรายงานทางการเงินของสถาบันอุดมศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้ทำบัญชีของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน จำนวน 64 คน ใช้การสำรวจแบบสำมะโน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณนำเข้าทุกตัวแปร ผลการวิจัยพบว่า ผู้ทำบัญชีของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีความคิดเห็นต่อสมรรถนะนักบัญชีดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านจรรยาบรรณวิชาชีพและทัศนคติมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านทักษะการปฏิบัติงาน ด้านการปรับตัวให้พร้อมสู่ยุคดิจิทัล ด้านทักษะการปฏิสัมพันธ์และการสื่อสาร และด้านความรู้ทางวิชาชีพ และความคิดเห็นต่อคุณภาพรายงานทางการเงินโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านความถูกต้องและเชื่อถือได้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ด้านความสามารถเปรียบเทียบได้ และด้านความสามารถเข้าใจได้ ผลการทดสอบความสัมพันธ์พบว่า สมรรถนะนักบัญชีดิจิทัลทั้ง 3 ด้าน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพรายงานทางการเงินของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง .638 ถึง .841 และ ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า สมรรถนะนักบัญชีดิจิทัลสามารถร่วมกันพยากรณ์คุณภาพรายงานทางการเงินของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนได้ร้อยละ 81.5 (R² = .815) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลวิจัยนี้ช่วยยืนยันและสนับสนุนทฤษฎีสมรรถนะว่า ทุนมนุษย์ โดยเฉพาะสมรรถนะด้านดิจิทัลของนักบัญชี เป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์สำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของข้อมูลสารสนเทศทางการเงินในบริบทของสถาบันอุดมศึกษา และยังมีส่วนช่วยให้องค์กรสามารถจัดลำดับความสำคัญในการลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างสมรรถนะดิจิทัลในด้านที่ส่งผลกระทบสูงที่สุดต่อคุณภาพรายงานทางการเงินก่อน ตลอดจนกำหนดเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการคัดเลือก และประเมินผลการปฏิบัติงานของนักบัญชีดั้งเดิมสู่การเป็นนักบัญชีดิจิทัล นอกจากนี้สถาบันการศึกษาสามารถนำไปใช้เป็นกรอบแนวคิดในการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาสาขาวิชาการบัญชี โดยการบูรณาการทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการวิเคราะห์ข้อมูลเข้ากับหลักสูตร เพื่อผลิตบัณฑิตให้มีสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการและบริบทการดำเนินงานขององค์กรในยุคปัจจุบัน</p> ปาลิดา เชษฐ์ขุนทด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286825 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 อำนาจรวมศูนย์กับการสื่อสารที่ไร้เสียง: วิเคราะห์ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ในโครงการแลนด์บริดจ์ (ชุมพร-ระนอง) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286729 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการสื่อสารนโยบาย รวมถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดการยอมรับและการต่อต้านในโครงการแลนด์บริดจ์ (ชุมพร-ระนอง) ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ของรัฐบาลไทย การศึกษาใช้การวิเคราะห์ สังเคราะห์เนื้อหาผ่านการทบทวนวรรณกรรมและการวิเคราะห์บริบททางรัฐศาสตร์ในช่วงปี พ.ศ. 2566–2567 ผลการวิเคราะห์พบว่า ภายใต้โครงสร้าง “อำนาจรวมศูนย์” ของรัฐไทย การสื่อสารนโยบายได้ลดทอนสถานะของประชาชนให้กลายเป็นเพียงผู้รับสารในลักษณะจากบนลงล่าง (Top-down) ส่งผลให้เสียงของชุมชนในท้องถิ่นกลายเป็น “การสื่อสารที่ไร้เสียง” เนื่องจากขาดช่องทางในการร่วมตัดสินใจและพื้นที่การต่อรอง เชิงนโยบายที่เท่าเทียม ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคสำคัญแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) มิติทางอำนาจ: การผูกขาดการตัดสินใจจากส่วนกลางที่ละเลยบริบททางนิเวศวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นอุปสรรค ที่วิกฤตที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากเป็นรากเหง้าที่นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในมิติอื่น ๆ 2) มิติทางเทคนิคและกฎหมาย: วิกฤตความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EIA/EHIA) ที่ถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือสร้างความชอบธรรมเชิงเทคนิคให้แก่รัฐ และ 3) มิติทางอุดมการณ์: การปะทะกันระหว่างวาทกรรมความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมหภาคกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนประมง และเกษตรกรรม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการต่อต้านที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการขาดข้อมูล แต่เกิดจากการที่ข้อมูลของรัฐขาดความเชื่อมโยงกับความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง บทความนี้จึงเสนอแนะว่าการสร้างความยอมรับในโครงการเมกะโปรเจกต์ต้องอาศัยการปฏิรูปโครงสร้างการสื่อสารจากการประชาสัมพันธ์ เพื่อการควบคุม ไปสู่การสร้างพื้นที่ปรึกษาหารือสาธารณะ (Deliberative Space) ที่เอื้อต่อการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อลดช่องว่างความขัดแย้งและสร้างความยั่งยืนให้นโยบายสาธารณะ</p> กษิรา วิเชียร, วิจิตรา ศรีสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286729 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบูรณาการกลไกความมั่นคงภายในของรัฐ: กรณีศึกษากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286820 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบูรณาการกลไกความมั่นคงภายในของรัฐ โดยใช้กรณีศึกษากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีบทบาทในการอำนวยการ ประสานงาน และขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคงภายในของประเทศไทย ภายใต้บริบทของภัยคุกคามสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อนเชื่อมโยงหลายมิติ และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความมั่นคงของมนุษย์ การศึกษานี้ใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าเอกสาร (Documentary research) โดยวิเคราะห์เอกสารทางวิชาการ กฎหมาย นโยบาย รายงานของหน่วยงานภาครัฐ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผ่านการวิเคราะห์ตามกรอบแนวคิดของความมั่นคงแบบองค์รวม ความมั่นคงของมนุษย์ และการบริหารกิจการบ้านเมืองแบบบูรณาการ เพื่ออธิบายบทบาทและกลไกการดำเนินงานของ กอ.รมน. ในฐานะกลไกกลาง ด้านความมั่นคงภายในของรัฐไทย ผลการศึกษาพบว่า กอ.รมน. เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานฝ่ายพลเรือน และหน่วยงานด้านการพัฒนา ทำให้รัฐสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง ทางสังคม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ การดำเนินงาน ของ กอ.รมน. ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่ ความไม่ชัดเจนของขอบเขตอำนาจหน้าที่ ความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานฝ่ายพลเรือน ปัญหาด้านการบูรณาการเชิงโครงสร้าง และข้อถกเถียงเกี่ยวกับความชอบธรรมทางประชาธิปไตยและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล ดังนั้น การพัฒนากลไกความมั่นคงภายในของรัฐควรมุ่งเน้นการกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน เสริมสร้างกลไกการกำกับดูแลที่โปร่งใส และส่งเสริม การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและหน่วยงานพลเรือน เพื่อให้การบูรณาการด้านความมั่นคงเป็นไป อย่างสมดุลสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพของประชาชน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน</p> พรพิมล ภูเต้าทอง, วิจิตรา ศรีสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286820 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700