วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj <p><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ออกปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม – เมษายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม และฉบับที่ 3 ประจำเดือน กันยายน – ธันวาคม) รับพิจารณาบทความในด้านบริหารธุรกิจ การท่องเที่ยว เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และนิติศาสาตร์ &quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}"> วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ออกปีละ 4 ฉบับ เริ่ม ฉบับที่ 1 ปีที่ 12 พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป (ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม – มีนาคม ฉบับที่ 2 ประจำเดือน เมษายน - มิถุนายน ฉบับที่ 3 ประจำเดือน กรกฎาคม - กันยายน และฉบับที่ 4 ประจำเดือน ตุลาคม - ธันวาคม) เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ในด้านบริหารธุรกิจ การท่องเที่ยว เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และนิติศาสตร์<br /> บทความทุกบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ จะต้องผ่านการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการ โดยกองบรรณาธิการวารสารฯ และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก จำนวน 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาของบทความ โดยมาจากหลากหลายสถาบัน และไม่ได้อยู่ในสังกัดเดียวกับผู้เขียน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)<br /></span></p> th-TH neuarj@neu.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนกอร บุญมี) neuarj@neu.ac.th (ดร.สัมฤทธิ์ ศิริคะเณรัตน์) Mon, 28 Sep 2026 18:15:44 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนการทอเสื่อลายช้างดึกดำบรรพ์: กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสิ่งทอและแปรรูปผลิตภัณฑ์ท่าช้างเอนซีส ตำบลท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289977 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนการทอเสื่อลายช้างดึกดำบรรพ์ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสิ่งทอและแปรรูปผลิตภัณฑ์ท่าช้างเอนซีส ตำบลท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่าง คือ ประธาน รองประธาน คณะกรรมการ เลขานุการ และเหรัญญิก ของวิสาหกิจกลุ่มสิ่งทอและแปรรูปผลิตภัณฑ์ท่าช้างเอนซีส ตำบลท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 10 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกนำมาวิเคราะห์หาต้นทุนและผลตอบแทน สถิติที่ใช้การวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สมาชิก ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 50-60 ปี มีประสบการณ์ในการทอเสื่อมากกว่า 5 ปีขึ้นไป โดยได้รับความรู้และเทคนิคการทอเสื่อจากพ่อและแม่ ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก และหารายได้เสริมจากการทอเสื่อกกลายช้างดึกดำบรรพ์ รายได้จากการขายเสื่อกก (ไหลราชินี) ลายช้างดึกดำบรรพ์ ขนาด 60x200 ซม. เท่ากับ 5,850 บาทต่อรอบการผลิต มีต้นทุนรวม เท่ากับ 5,588.03 บาท ต่อรอบการผลิต ประกอบด้วย ต้นทุนผันแปร 5,002.20 บาท คิดเป็นร้อยละ 89.52 โดยในส่วนต้นทุนผันแปรนั้น ต้นทุนที่ มากที่สุด คือ ค่าแรงงานในการทอเสื่อ 2,835 บาท คิดเป็นร้อยละ 50.73 และต้นทุนคงที่ 585.83 บาท คิดเป็นร้อยละ 10.48 กำไรขั้นต้น 261.97 บาทต่อรอบการผลิต อัตรากำไรขั้นต้น ร้อยละ 4.48 และจุดคุ้มทุน 7 ผืนต่อรอบการผลิต</p> เพชรรัตน์ สุทธิเทพ, ธวัญรัตน์ ประจันตะเสน, เกศินี ถนอมพลกรัง, วันวิสาข์ ธรรมวิชา, ชลิตา แควกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289977 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาผลกระทบของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289374 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับผลกระทบของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสื่อสารภาษาอังกฤษ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสื่อสารภาษาอังกฤษ และ 3) เพื่อพัฒนาแนวทางการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น การวิจัยเป็นแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและนักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น จำนวน 100 คน ได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มเป้าหมายเชิงคุณภาพ ได้แก่ อาจารย์ผู้สอน จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณโดยวิธี Stepwise ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า : 1) ระดับผลกระทบของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 3.04, S.D. = 0.48) โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความมั่นใจในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ด้านทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ และด้านการเรียนรู้และการพัฒนาตนเอง ตามลำดับ 2) ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ด้านทักษะทางเทคโนโลยีของนักศึกษา ด้านการเข้าถึงและการใช้เทคโนโลยี AI และด้านทัศนคติและการรับรู้ต่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ในคะแนนดิบเท่ากับ .334, .254 และ .109 ตามลำดับ และ 3) แนวทางการพัฒนาเสนอให้มุ่งเน้นการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีวิจารณญาณและมีจริยธรรม รวมถึงการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกระบวนการจัดการเรียนการสอนและการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อให้การใช้ AI เกิดประโยชน์สูงสุดและมีความยั่งยืน</p> ธวัช ทะเพชร, สุปวีณา หลักทรัพย์, นิรดา สว่างอารมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289374 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านดิจิทัล ของพนักงานสายงานการเงินและควบคุม ธนาคารกสิกรไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/288345 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับศักยภาพด้านดิจิทัลในการปฏิบัติงาน แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัล และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านดิจิทัล รวมทั้งศึกษาอิทธิพลของศักยภาพด้านดิจิทัล และแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลที่มีต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลของพนักงานสายงานการเงินและควบคุม ธนาคารกสิกรไทย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณในลักษณะการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานสายงานการเงินและควบคุม จำนวน 275 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามอยู่ในระดับที่เหมาะสม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ศักยภาพด้านดิจิทัลในการปฏิบัติงาน แนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัล และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด และพบว่าศักยภาพด้านดิจิทัลในการปฏิบัติงานและแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อค้นพบสะท้อนว่าองค์กรการเงินควรมุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลเชิงประยุกต์ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร การจัดการข้อมูลและความปลอดภัย การเรียนรู้และการปรับตัวกับเทคโนโลยี ตลอดจนการออกแบบระบบการเรียนรู้ที่สนับสนุนการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบงานดิจิทัล</p> บุษณีย์ แมนน้อย, วันชัย ปานจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/288345 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการแจ้งเตือนความปลอดภัยและจัดการใบแจ้งหนี้ด้วย Robotic Process Automation (RPA) ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ กรณีศึกษา บริษัท สยาม เด็นโซ่ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289091 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์กระบวนการทำงานแบบเดิมในการแจ้งข่าวสารอุบัติเหตุด้านความปลอดภัย (Yokoten) และการจัดการใบแจ้งหนี้ เพื่อระบุจุดคอขวดและข้อผิดพลาดที่เกิดจากการทำงานของมนุษย์ 2) พัฒนาและบูรณาการระบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี Robotic Process Automation (RPA) ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับการดึงข้อมูล การแปลภาษา และการนำเข้าข้อมูล สู่ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) อย่างเป็นระบบ 3) ประเมินประสิทธิภาพของระบบอัปโหลดใบแจ้งหนี้อัตโนมัติ ในด้านการลดระยะเวลาการปฏิบัติงาน และความถูกต้องของข้อมูล พร้อมทั้งสำรวจ ความคิดเห็นของผู้ใช้งาน และ 4) นำเสนอแนวทางการทำ Digital Transformation สำหรับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) ที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพและสำรวจความคิดเห็น คือ พนักงานบริษัท สยาม เด็นโซ่ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการความปลอดภัยและงานบัญชี จำนวน 4 คน ซึ่งเลือกด้วยวิธีเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือหลักที่ใช้พัฒนาระบบ ได้แก่ โปรแกรม UiPath สำหรับควบคุมเวิร์กโฟลว์ และ Microsoft Copilot Studio ร่วมกับเทคโนโลยี Optical Character Recognition (OCR) สำหรับการแปลภาษาและดึงข้อมูล เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การจับเวลาปฏิบัติงานก่อน-หลัง การใช้ระบบ และแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้งานอย่างไม่เป็นทางการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละและการพรรณนาเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า ระบบอัปโหลดใบแจ้งหนี้อัตโนมัติสามารถลดระยะเวลาการทำงานที่ซ้ำซ้อนของพนักงานได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ 200 ชั่วโมงต่อปี และผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้งานสะท้อนความพึงพอใจในภาพรวมที่ร้อยละ 100 ของผู้ตอบแบบสำรวจ ผลการวิจัยสนับสนุนว่าการบูรณาการ RPA ร่วมกับ AI สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อ ลดภาระงานเอกสารประจำ ลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์ และเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับการทำ Digital Transformation ในองค์กรภาคอุตสาหกรรมยานยนต์</p> ภูมินทร์ ขจรศักดา, จีระวรรณ ฤกษะสุต, ภาณุวัฒน์ เรืองกุลทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289091 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของคุณค่าตราสินค้า ทัศนคติ และแรงจูงใจผ่านการรับรู้คุณค่าการบริโภคที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อโครงการบ้านจัดสรรของผู้บริโภค Gen Y ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289324 <p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของคุณค่าตราสินค้า ทัศนคติ และแรงจูงใจผ่านการรับรู้คุณค่าการบริโภคที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อโครงการบ้านจัดสรรของผู้บริโภคกลุ่ม Gen Y ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ ผู้บริโภคกลุ่ม Gen Y ที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2524–2537 อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่เคยซื้อบ้านจัดสรรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาก่อน และเป็นผู้ที่สนใจหรืออยู่ระหว่างการพิจารณาซื้อบ้านจัดสรรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 400 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็นด้วยวิธีการสุ่มแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน Google Form สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า คุณค่าตราสินค้า ด้านการรับรู้คุณภาพของตราสินค้ามีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่การรู้จักและจดจำตราสินค้า การเชื่อมโยงตราสินค้าไม่พบอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อ ด้านทัศนคติ พบว่า ด้านความรู้สึกมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนด้านความคิดหรือความรู้ และด้านพฤติกรรมไม่พบอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อ สำหรับแรงจูงใจผ่านการรับรู้คุณค่าการบริโภค พบว่า คุณค่าด้านประโยชน์ใช้สอยและคุณค่าด้านเงื่อนไขสถานการณ์มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่คุณค่าด้านสังคม คุณค่าด้านอารมณ์ และคุณค่าด้านความรู้หรือประสบการณ์ไม่พบอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อ ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์สร้างคุณค่าตราสินค้า การพัฒนาทัศนคติ และการออกแบบกิจกรรมทางการตลาดที่สอดคล้องกับการรับรู้คุณค่าการบริโภคของผู้บริโภคกลุ่ม Gen Y เพื่อส่งเสริมความตั้งใจซื้อโครงการบ้านจัดสรร และเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย</p> สุณิสา ผลศิริ, กิตติพงษ์ สาครเสถียร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289324 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 The Development of English Speaking Skills for Communication of Grade 12 Students by Team-Based Learning at Dhammarajsueksa School, Chiang Mai Province https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289047 <p>This purposes of the research 1) to examine the English-speaking skills for communication of Grade 12 students at Dhammarajsueksa School, Chiang Mai Province, 2) to evaluate English-Speaking Skills for Communication of Grade 12 students at Dhammarajsueksa School, Chiang Mai Province; and 3) to explore the satisfaction levels of students toward studying communicative English and using team-based learning. The study employed a quasi-experimental, one-group pretest–posttest design. The sample comprised 30 students form Grade 12 at Dhammarajsueksa School, Chiang Mai Province, which enrolling during the academic year 2025, selected through purposive sampling. The research instruments consisted of an English speaking problems questionnaire, TBL-based lesson plans, English speaking pre-tests and post-tests, and a post-instruction satisfaction questionnaire. The data were analyzed using mean (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />), standard deviation (S.D.), and a dependent-samples t-test to determine the significance of the results. The findings revealed that before the intervention, students' English speaking skills were at a moderate level, hampered by a lack of confidence and limited opportunities for practice. However, after implementing the Team Based Learning model, students' speaking skills significantly improved at the .05 level. The mean score rose remarkably from 51.00 in the pre-test to 76.00 in the post-test. Furthermore, students expressed a highest level of satisfaction toward the TBL model ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.87). The highest satisfaction scores were recorded for the Team-Based Learning Model itself and the classroom atmosphere, which promoted active participation. These results suggest that the TBL-SPEAK Model effectively enhance communicative competence by fostering a low-anxiety environment and encouraging peer-to-peer collaboration. The research provides a new body of knowledge in pedagogical innovation, demonstrating that structured team-based interaction can bridge the gap between theoretical knowledge and real-life communicative application for secondary school students.</p> Hongthong Souksavanh, Decha Talanuek, Samran Khansamrong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289047 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของปัจจัยทางการตลาดบนคลิปวิดีโอสั้น TikTok ต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289179 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อปัจจัยทางการตลาด บนคลิปวิดีโอสั้นบนแพลตฟอร์ม TikTok 2) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคหลังการรับชมคลิปวิดีโอสั้นบน TikTok และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยทางการตลาดที่มีต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคผ่านแพลตฟอร์ม TikTok การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) และกรอบแนวคิด S–O–R Model กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีประสบการณ์รับชมคลิปวิดีโอสั้นบนแพลตฟอร์ม TikTok จำนวน 400 คน ได้จาก การสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ เชิงอนุมานโดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยทางการตลาดบนแพลตฟอร์ม TikTok โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.39) โดยด้านผลิตภัณฑ์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.43) รองลงมาคือ ด้านการส่งเสริมการขาย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.41) ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.38) และด้านราคา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.35) ขณะที่พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.34) นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ตามกรอบแนวคิด S–O–R พบว่าองค์ประกอบทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านสิ่งเร้า (Stimulus) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.42) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยทางการตลาดด้านการส่งเสริมการขาย (β = .527, p &lt; .001) ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (β = .204, p &lt; .001) และด้านผลิตภัณฑ์ (β = .163, p &lt; .001) มีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการซื้อได้ร้อยละ 65.40 (R² = .654) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาคอนเทนต์วิดีโอสั้นที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการขายที่เหมาะสม การนำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน และการออกแบบช่องทางการซื้อที่สะดวก สามารถกระตุ้นพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคบนแพลตฟอร์ม TikTok ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> นงนุช ไชยผาสุข, ศุภิกา ประเสริฐพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289179 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 ระบบคลังข้อสอบสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและมัลติมีเดีย คณะเทคโนโลยีการจัดการ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289117 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบคลังข้อสอบสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและมัลติมีเดีย คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และ 2) ประเมินความเหมาะสมของระบบคลังข้อสอบสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและมัลติมีเดีย คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ วิธีดำเนินการวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) บูรณาการร่วมกับวงจรการพัฒนาระบบ (SDLC) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินคือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยระบบคลังข้อสอบในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชันและแบบประเมินความเหมาะสมแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบคลังข้อสอบที่พัฒนาขึ้นรองรับผู้ใช้งาน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ดูแลระบบ, หัวหน้าหลักสูตร, หัวหน้าสาขา, อาจารย์ และนักศึกษา โดยมีฟังก์ชันครอบคลุมตั้งแต่การจัดการคลังข้อสอบ การสุ่มข้อสอบอัตโนมัติ การสอบออนไลน์ และแผงควบคุมสถิติวิเคราะห์ผล (Dashboard &amp; Analytics) 2) ผลการประเมินความเหมาะสมของระบบโดยผู้เชี่ยวชาญในภาพรวม 5 ด้าน อยู่ในระดับดีมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.51, S.D. = 0.50) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีความเหมาะสมสูงสุดคือด้านกระบวนการจัดการข้อสอบ อยู่ในระดับดีมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.57, S.D. = 0.50) รองลงมาคือด้านการประเมินและรายงานผล ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.56, S.D. = 0.51) ด้านความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.52, S.D. = 0.51) ด้านองค์ประกอบระบบ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.48, S.D. = 0.51) และด้านความสอดคล้องกับหลักการวัดและประเมินผล ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.40, S.D. = 0.50) ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่วางไว้ว่าระบบมีความเหมาะสมอยู่ในเกณฑ์ดีในทุกด้าน และพร้อมสำหรับการนำไปใช้งานจริงในบริบทของสถานศึกษา</p> อิงครัต จรันรัก, วิษณุ พรศักดา, สหเทพ ค่ำสุริยา, จันทร์ดารา สุขสาม, สรชัย สุขพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289117 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของปัญญาประดิษฐ์และระบบแนะนำสินค้าในการสร้างประสบการณ์ลูกค้า ความไว้วางใจที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/287940 <p class="Default" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาบทบาทของปัญญาประดิษฐ์และระบบแนะนำสินค้าในการสร้างประสบการณ์ลูกค้าและความไว้วางใจที่มีต่อความตั้งใจซื้อในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ ระบบแนะนำสินค้าในการสร้างประสบการณ์ลูกค้า ความไว้วางใจที่มีต่อความตั้งใจซื้อในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และ (3) สร้างสมการพยากรณ์ความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภค กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริโภคที่เคยใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านประสบการณ์ลูกค้าและความไว้วางใจออนไลน์ อยู่ในระดับมาก ขณะที่บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ ระบบแนะนำสินค้าและความตั้งใจซื้อสินค้าออนไลน์อยู่ในระดับปานกลาง ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ระบบแนะนำสินค้า และบทบาทของปัญญาประดิษฐ์มีความสัมพันธ์เชิงลบกับความตั้งใจซื้อ ขณะที่ประสบการณ์ลูกค้ามีความสัมพันธ์เชิงบวก (r = .198, p &lt; .01) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน พบว่า ตัวแปรทั้ง 4 ตัว สามารถพยากรณ์ร่วมกันพยากรณ์ความตั้งใจซื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 41.50 (R² = 0.415)</p> นฤชล ธนจิตชัย, สำราญ บุญเจริญ, กชพร ใจอดทน, อรณิชชา ทศตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/287940 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 การรับรู้คุณค่า แรงจูงใจ และคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ทุเรียนทอดกรอบของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289326 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการรับรู้คุณค่า แรงจูงใจ และคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ทุเรียนทอดกรอบของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคที่มีประสบการณ์บริโภคทุเรียนทอดกรอบ จำนวน 400 คน ด้วยแบบสอบถามออนไลน์ สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการถดถอยพหุคูณในการทดสอบสมมติฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้บริโภคจำนวน 10 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามโดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า คุณค่าด้านสังคม คุณค่าด้านราคา แรงจูงใจด้านเหตุผล แรงจูงใจด้านอารมณ์ คุณลักษณะด้านกายภาพ คุณลักษณะด้านการใช้งาน และคุณลักษณะด้านประสาทสัมผัส ส่งต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ทุเรียนทอดกรอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ขณะที่คุณค่าด้านอารมณ์ไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความกรอบมากที่สุด ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญต่อความพึงพอใจและการซื้อซ้ำ นอกจากนี้ สื่อสังคมออนไลน์ยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นความสนใจและ การทดลองซื้อ ครั้งแรกผลการศึกษาครั้งนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างขององค์ความรู้ โดยบูรณาการปัจจัยด้านการรับรู้คุณค่า แรงจูงใจ และคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ในการอธิบายการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ทุเรียนทอดกรอบและสามารถใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ประกอบการ</p> รัฐนันท์ ยังสุข, ธีรข์กรณ์ อุดมรัตนะมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289326 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 Development and Validation of an Administrative Characteristics Model of Public Vocational College Administrators in Guangdong Province https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/290642 <p>The purpose of this study was to develop and validate an Administrative Characteristics Model for public vocational college administrators in Guangdong Province within the context of High Plan and the provincial vocational-education modernisation agenda. A sequential explanatory mixed-methods design was adopted, combining a 500-respondent survey of administrators selected through stratified random sampling with proportional allocation by institutional size from 70 public vocational colleges, with in-depth interviews of nine senior expert administrators drawn from seven colleges across the Pearl River Delta and western Guangdong regions. A 120-item self-report questionnaire was developed based on seven theoretical constructs and refined through expert content validation and a pilot test. Exploratory Factor Analysis using Principal Component Analysis with Varimax retained 91 items based on the following criteria: h² ≥ 0.40, primary loading ≥ 0.50, and primary-to-secondary margin ≥ 0.10, and produced a seven-factor solution (KMO = 0.950; Bartlett χ² = 31,490.296, df = 4,095, p &lt; 0.001) that explained 58.89 % of the cumulative variance with a balanced rotated-variance profile from 7.91 % to 8.97 %. The seven factors are Strategic Leadership, Industry-Education Collaboration, Team Development and Support, Policy Implementation and Execution, Resource Planning and Allocation, Coordination and Communication, and Innovation and Continuous Improvement, with internal-consistency reliability estimates from α = 0.930 to α = 0.947 and an overall scale alpha of 0.970. Three-stage qualitative coding (open, axial, selective) of 63 expert interview segments confirmed the factor content with inter-coder agreement above 85 percent and produced 28 themes organized under the seven empirical factors. The validated model offers an empirically grounded, provincially situated framework for administrator selection, structured professional development, annual performance review, and policy design in public vocational colleges in Guangdong Province, and provides a transferable methodological template for vocational governance research in other Chinese provinces and applied-education systems beyond the Chinese context.</p> Li Huafeng, Ganratchakan Lertamornsak ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/290642 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถการอ่านและการเขียนภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับผังกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโพนทัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/288433 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ร่วมกับผังกราฟิกให้ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 75 2) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 3 วงรอบ กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนจำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน 13 ชั่วโมง 2) แบบประเมินความสามารถการอ่านและการเขียนภาษาไทย 3) แบบสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน และ 4) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยวงรอบที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 85.55 และนักเรียนผ่านเกณฑ์ครบทุกคน คิดเป็น ร้อยละ 100.00 2) พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนดีขึ้นตามลำดับของวงรอบปฏิบัติการ โดยนักเรียน มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม ให้ความร่วมมือในการทำงานกลุ่ม มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน และมีความตั้งใจในการเรียนรู้มากขึ้น และ 3) นักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยเห็นว่ากิจกรรมสนุก การทำงานร่วมกับเพื่อนและการใช้ผังกราฟิกช่วยให้การอ่านและการเขียนภาษาไทยง่ายขึ้น</p> ณัฐพิสิษฐ์ ไชยคต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/288433 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 Integrated ABC-FSN Analysis of Inventory Classification and Demand Forecasting: A Case Study of Welding Industrial Engineering Program Warehouse https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/290046 <p>This study employed a quantitative case-study approach to improve inventory management in the Welding Industrial Engineering Programme warehouse, Faculty of Industrial Education, Rajamangala University of Technology Isan. The study analyzed the complete inventory population of 17 stock-keeping units (SKUs). Purchasing records from 14 academic semesters (2019/1–2025/2) were used for ABC Analysis, while inventory withdrawal records from six semesters (2023/1–2025/2) were used for FSN Analysis. The integrated ABC-FSN classification identified 6 Class A, 4 Fast-moving, 9 Slow-moving, and 4 Non-moving items. The Grinding wheel 4"×6" mm was selected as an illustrative AF-class forecasting case. Moving Average, Single Exponential Smoothing, and Holt-Winters' Multiplicative Exponential Smoothing were evaluated using 14 semester-level demand observations. Holt-Winters achieved the lowest MAPE of 35.06%, compared with 47.53% for Moving Average and 51.41% for Single Exponential Smoothing, indicating comparatively better performance among the evaluated methods. The resulting safety stock and reorder point were 62 and 147 units, respectively. However, the forecasting results are subject to limitations arising from the single-item forecasting scope and the relatively short demand series.</p> Natdhanai Supattananon, Naratip Supattananon, Nopporn Deethum, Satayu Srichinlert, Jirapat Wanponthong, Rattanaphon Saiyakit, Raknoi Akararungruangkul ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/290046 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมภาครัฐเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในภาคเหนือ ของประเทศไทย: ศึกษาเฉพาะกรณีเขตประสานปฏิบัติการพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง เขตที่ 3 จังหวัดเชียงราย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/291184 <p class="isselectedend" style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 42.55pt;">การพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงจำเป็นต้องคำนึงถึงความแตกต่างด้านอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภูมิประเทศ และการเข้าถึงบริการภาครัฐ การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะของนวัตกรรมภาครัฐ ผลต่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ตลอดจนปัจจัยความสำเร็จ อุปสรรค และแนวทางพัฒนานวัตกรรมภาครัฐในเขตประสานปฏิบัติการพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงเขตที่ 3 จังหวัดเชียงราย ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 14 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ผู้นำชุมชน และประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง อาข่า และลาหู่ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง การสังเกตภาคสนาม และการวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลเชิงประเด็น และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการตรวจสอบแบบสามเส้าและการตรวจสอบโดยผู้ให้ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมภาครัฐเปลี่ยนผ่านจากการบริหารแบบรวมศูนย์และระบบเอกสาร สู่การบริหารแบบมีส่วนร่วมบนฐานเครือข่าย และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยใช้ระบบ MSO Logbook แอปพลิเคชัน พม. Care ผู้นำชุมชน อาสาสมัคร และความร่วมมือระหว่างภาคส่วน นวัตกรรมดังกล่าวส่งเสริมความยั่งยืน 4 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจจากการตลาดดิจิทัลและการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ สังคม จากการช่วยเหลือครัวเรือนเปราะบางที่รวดเร็วและแม่นยำ สิ่งแวดล้อม จากการผสานเทคโนโลยีกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมจากการสร้างรายได้ควบคู่กับ การธำรงอัตลักษณ์ ปัจจัยความสำเร็จ ได้แก่ ผู้นำ และเครือข่ายชุมชน ทักษะดิจิทัลของคนรุ่นใหม่ ความร่วมมือระหว่างภาคส่วน และทุนทางวัฒนธรรม ส่วนอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ กฎระเบียบที่ไม่ยืดหยุ่น ข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และความไม่ต่อเนื่องของโครงการ ดังนั้น ภาครัฐควรพัฒนานโยบายที่ยืดหยุ่น บริการดิจิทัลที่สนับสนุนอัตลักษณ์ของชุมชน และกลไกความร่วมมือที่ให้ชุมชนร่วมกำหนดและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน</p> มัยรัชช์ วรหาญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/291184 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะครูพลศึกษาในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289471 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะครูพลศึกษาในโรงเรียน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ 2) ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลโครงสร้างตัวบ่งชี้กับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) พัฒนาคู่มือการใช้ตัวบ่งชี้สมรรถนะครูพลศึกษา ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ได้แก่ การสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัย 10 แหล่ง และประเมินความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน การตรวจสอบโมเดลกับกลุ่มตัวอย่าง 155 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน 65 คน หัวหน้าวิชาการ 25 คน และครูพลศึกษา 65 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น และการพัฒนาคู่มือพร้อมประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสังเคราะห์เอกสาร แบบประเมินความเหมาะสม และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.60–1.00 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.28–0.72 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยพบว่า (1) ตัวบ่งชี้สมรรถนะครูพลศึกษาประกอบด้วย 6 ตัวบ่งชี้ และมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.96, S.D. = 0.17) 2) โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ² = 10.490, df = 8, p = 0.232, RMR = 0.002, RMSEA = 0.045, GFI = 0.979, AGFI = 0.946) โดยค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานอยู่ระหว่าง 0.391–0.827 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) คู่มือการใช้ตัวบ่งชี้มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.91, S.D. = 0.24)</p> สพล สุภรณ์, วาโร เพ็งสวัสดิ์, นวพร วรรณทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/289471 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภคเจเนอเรชัน Z ในจังหวัดนครศรีธรรมราช https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/290344 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการใช้งานกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) ของผู้บริโภคเจเนอเรชัน Z ในจังหวัดนครศรีธรรมราช และศึกษาพฤติกรรมการใช้งานกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภคเจเนอเรชัน Z ในจังหวัดนครศรีธรรมราช การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคเจเนอเรชัน Z ในจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคเจเนอเรชัน Z มีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยีโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยความไว้วางใจในระบบมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน การรับรู้ถึงประโยชน์ และการรับรู้ถึงความปลอดภัยของระบบ ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน การรับรู้ถึงความปลอดภัยของระบบ ความไว้วางใจในระบบ และการรับรู้ประโยชน์ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจในการใช้งานกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยตัวแปรอิสระทั้งสี่สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจในการใช้งานได้ร้อยละ 44.90 (R² = 0.449) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า ความสะดวกในการใช้งาน ความเชื่อมั่นในระบบ ความปลอดภัย และประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้งาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการใช้งานกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภคเจเนอเรชัน Z ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาบริการ และกลยุทธ์ส่งเสริมการใช้งานระบบชำระเงินดิจิทัลให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต</p> จิรัชญา แก้วแสงทอง, ดาลิยา อายุวัฒนะ, ศศิภา แซ่ภู่, กุลวดี จันทร์วิเชียร, พัทธนันท์ อธิตัง, เตชิตา สุทธิรักษ์, วิสุตร์ เพชรรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/290344 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในระบบคลาวด์เพื่อการพิสูจน์ ทางนิติวิทยาศาสตร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/288344 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการเก็บพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในระบบคลาวด์คอมพิวติ้งให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางกฎหมาย และวิเคราะห์ความท้าทาย ในการปฏิบัติงานการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 ราย ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลฟอเรนสิก พนักงานอัยการ และผู้พิพากษา และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การยอมรับพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในกระบวนการยุติธรรมขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของกระบวนการและความสมบูรณ์ของข้อมูล โดยต้องคำนึงถึงความชอบด้วยกฎหมาย การรักษาห่วงโซ่การครอบครองพยานหลักฐาน และความสามารถ ในการตรวจสอบย้อนกลับในทุกขั้นตอน แนวปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่ การเก็บข้อมูลโดยไม่กระทบต่อข้อมูลต้นฉบับ การทำสำเนาข้อมูลเชิงนิติวิทยาศาสตร์ และการบันทึกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใสและลดข้อโต้แย้งในชั้นศาล อย่างไรก็ตาม ยังพบความท้าทาย ได้แก่ ความซับซ้อนของเทคโนโลยี ปัญหาด้านเขตอำนาจศาลข้ามพรมแดน และข้อจำกัดด้านความเชี่ยวชาญของบุคลากร ดังนั้น ควรพัฒนา แนวทางการเก็บและจัดการพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในสภาพแวดล้อมคลาวด์คอมพิวติ้งแบบบูรณาการ ทั้งด้านกฎหมาย เทคโนโลยี และทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมในยุคดิจิทัล</p> ภานุภัท กิตติพันธ์, ศิริรัตน์ ชูสกุลเกรียง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/288344 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งผลต่อพฤติกรรมเชิงนวัตกรรม ของพนักงานองค์กรเอกชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286510 <p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งผลต่อพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมของพนักงานองค์กรเอกชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 400 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน ได้แก่ ด้านกายภาพ ด้านสังคม และด้านจิตใจ สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมได้ร้อยละ 50.50 (Adjusted R² = .505) และโมเดลการถดถอยมีนัยสำคัญทางสถิติ <strong>(</strong>F = 136.528, p &lt; .001) โดยปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมสูงที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <strong>.</strong>01 รองลงมาคือ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางสังคม และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางจิตใจ ตามลำดับ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่มีความพร้อมด้านสถานที่ทำงาน เครื่องมือ และเทคโนโลยี การส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางสังคมผ่านการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร การสื่อสารและความร่วมมือภายในองค์กร ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมทางจิตใจที่ช่วยลดความกดดัน สร้างความมั่นคงทางอารมณ์ และส่งเสริมแรงจูงใจภายใน ล้วนมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้พนักงานเกิดความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ และนำแนวคิดใหม่ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ดังนั้น การพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงานอย่างครอบคลุมทั้งสามด้านจึงสามารถส่งเสริมพฤติกรรมเชิงนวัตกรรมของพนักงานองค์กรเอกชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่นได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> กรกนก สมน้อย, ฐิตารีย์ ศิริมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/286510 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 บทบาทใหม่ของเลขานุการและสายสนับสนุนงานธุรการในยุคปัญญาประดิษฐ์: การสังเคราะห์เชิงแนวคิดเพื่อบูรณาการความฉลาดทางดิจิทัลและวัฒนธรรมในสถาบันอุดมศึกษานานาชาติ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/290254 <p>บทความเชิงแนวคิดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่าน และนำเสนอกรอบแนวคิดบทบาทใหม่ของวิชาชีพเลขานุการและสายสนับสนุนงานธุรการในสถาบันอุดมศึกษานานาชาติ ท่ามกลางยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) การศึกษาใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมและสังเคราะห์แนวคิดเชิงทฤษฎี โดยสืบค้นเอกสารวิชาการและรายงานเชิงนโยบายระดับสากล โดยบูรณาการสมรรถนะสำคัญ 2 ประการเข้าด้วยกัน ได้แก่ ความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Intelligence: DQ) และความฉลาดทางวัฒนธรรม (Cultural Intelligence: CQ) ผลการสังเคราะห์ได้นำเสนอกรอบแนวคิดใหม่ในการเปลี่ยนผ่านจากผู้ปฏิบัติงานธุรการพื้นฐานไปสู่บทบาท “ผู้ประสานงานยุทธศาสตร์ดิจิทัล” (Digital-Cultural Strategic Coordinator) ซึ่งครอบคลุมหน้าที่ผู้ออกแบบกระบวนการทำงาน ผู้กลั่นกรองข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ และผู้อำนวยความสะดวกในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงภายใต้บริบทของความหลากหลายทางวัฒนธรรม นอกจากนี้บทความยังนำเสนอข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากระบบราชการ และความท้าทายจากภาวะความเครียดทางเทคโนโลยี (Technostress) พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายด้านสุขภาวะดิจิทัล และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการของสถาบันอุดมศึกษาไทยสู่ความเป็นสากลอย่างยั่งยืน</p> อนิสา เมฆาพร, อภิญญา ช่างเสนาะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/290254 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700 การคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีปกครอง: ศึกษาหลักความได้เปรียบเสียเปรียบ ในการกำหนดมาตรฐานการพิจารณาคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/290443 <p>การคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีปกครองเป็นกลไกสำคัญในการรับรองประสิทธิผลของการคุ้มครองสิทธิของประชาชนภายใต้หลักนิติธรรม เนื่องจากการฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยหลักไม่มีผลระงับการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ผู้ได้รับผลกระทบจึงอาจได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ทั้งนี้ มาตรฐานการพิจารณาคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของประเทศไทยยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการสร้างดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองสิทธิของเอกชนกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักความได้เปรียบเสียเปรียบ (Balance of Convenience) ในฐานะกรอบการวิเคราะห์ทางกฎหมายสำหรับการพิจารณามาตรการคุ้มครองชั่วคราวในระบบกฎหมายปกครองสมัยใหม่ และวิเคราะห์ความเหมาะสมของการนำหลักดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เป็นมาตรฐานการพิจารณาคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของประเทศไทย โดยศึกษาบทบัญญัติกฎหมาย คำสั่งศาลปกครองสูงสุด เอกสารวิชาการ และกฎหมายเปรียบเทียบของประเทศไทย สาธารณรัฐฝรั่งเศส และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ผลการศึกษาพบว่า มาตรฐานของประเทศไทยตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ประกอบระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2544 มีลักษณะเน้น การพิจารณาเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาในภายหลัง และผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินหรือการบริการสาธารณะ ในขณะที่ระบบกฎหมายของสาธารณรัฐฝรั่งเศส และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีให้ความสำคัญกับการชั่งน้ำหนักผลประโยชน์ที่แข่งขันกัน ผ่านการชั่งน้ำหนักผลประโยชน์และการประเมินโอกาสแห่งความสำเร็จของคดี ผู้เขียนเสนอว่า ศาลปกครองประเทศไทยควรพัฒนามาตรฐานการพิจารณาคำขอทุเลาการบังคับโดยนำหลักความได้เปรียบเสียเปรียบ มาปรับใช้ร่วมกับหลักความได้สัดส่วนและหลักการคุ้มครองโดยศาลอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองชั่วคราวให้เกิดดุลยภาพระหว่างประโยชน์สาธารณะกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน อันสอดคล้องกับหลักนิติธรรม</p> ณัฐวุฒิ เจี่ยงเพ็ชร์, วิรยศ เรียมแสน, ชินฐพงศ์ เจษฎามหาสิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/neuarj/article/view/290443 Mon, 28 Sep 2026 00:00:00 +0700