ผู้ตรวจการแผ่นดิน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman <p>วารสารผู้ตรวจการแผ่นดินมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การส่งเสริมธรรมาภิบาล การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี กระบวนการยุติธรรม/อาชญาวิทยา คุณธรรม/จริยธรรม</p> <p><strong>ตีพิมพ์เผยแพร่</strong>: <strong>2 ฉบับต่อปี </strong></p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม–มิถุนายน </p> <p>ฉบับที่ 2 กรกฎาคม–ธันวาคม </p> en-US <ul> <li class="show">เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารผู้ตรวจการแผ่นดินถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ</li> <li class="show">บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารผู้ตรวจการแผ่นดินถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารฯ ก่อนเท่านั้น</li> </ul> anyapatch@ombudsman.go.th (Atcharabhorn Pibulsombuti) anyapatch@ombudsman.go.th (Anyapatch Sattayaphan) Mon, 29 Dec 2025 13:36:38 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ถอดบทเรียนและวิเคราะห์กลไกการจัดการปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/282491 <p>บทความนี้นำเสนอผลการวิจัยซึ่งศึกษาบทบาทในการมีส่วนร่วมบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์และองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาภายใต้บริบทการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษที่ตราขึ้นตามทฤษฎีสภาวะยกเว้นทางกฎหมาย ผลการศึกษาได้ค้นพบโครงสร้าง ระบบ กลไก หลักการและวิธีการบริหารจัดการทั้งในระดับประเทศมาจนถึงระดับพื้นที่ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับปฏิบัติการทั้งองคาพยพของจังหวัด พบปัญหาข้อจำกัดหลายประการทั้งที่เกิดจากโครงสร้างและระบบการบริหารราชการแผ่นดินและระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อจำกัดหน้าที่และอำนาจเพราะเหตุการตีความกฎหมายผิดพลาดขององค์กรภายนอกและขององค์การบริหารส่วนจังหวัดบางแห่งเอง ปัญหาข้อจำกัดของกฎหมายลำดับรองโดยเฉพาะระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานและการใช้งบประมาณ ปัญหาการใช้ทฤษฎีสภาวะยกเว้นทางกฎหมายเฉพาะระดับประเทศแต่ไม่ใช้ในระดับพื้นที่ซึ่งทำให้ขาดกลไกและวิธีการสำหรับยกเว้นกระบวนการ วิธีการหรือขั้นตอนปฏิบัติเพื่อให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ เป็นต้น งานวิจัยนี้ได้เสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการจัดวางระบบและกลไกการบริหารจัดการสถานการณ์แพร่ระบาดทำนองเดียวกันในอนาคตโดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีบทบาทสำคัญในระดับจังหวัด แนวทางการแก้ไขปัญหาการใช้ทฤษฎีสภาวะยกเว้นทางกฎหมาย ฯลฯ รวมทั้ง การศึกษานวัตกรรมการบริหารจัดการของสถานการณ์แพร่ระบาดครั้งนี้ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดบางแห่งที่ศึกษาแห่งด้วย</p> ศักดิ์ณรงค์ มงคล, รัศมี สุขรักษา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/282491 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์บทบาทมูลนิธิในการจัดการศพนิรนาม : ศึกษามูลนิธิที่มีสุสานฝังศพนิรนามในประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/273976 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์บทบาทหน้าที่ของมูลนิธิที่มีสุสานฝังศพนิรนามในประเทศไทยต่อการจัดการศพนิรนาม 2) ปัจจัยที่มีผลต่อบทบาทของมูลนิธิที่มีสุสานฝังศพนิรนามในประเทศไทย 3) นำเสนอแนวทางการพัฒนามูลนิธิที่มีสุสานฝังศพนิรนามในประเทศไทยต่อการจัดการศพนิรนาม โดยเก็บข้อมูลจากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่มูลนิธิ 10 มูลนิธิ มูลนิธิที่มีภารกิจด้านการจัดการศพนิรนาม การดูแลการฝังศพ การจัดการข้อมูลศพ หรือการจัดการสุสาน รายละเอียดดังนี้ 1. มูลนิธิอนุศาสตร์สงเคราะห์ จังหวัดชลบุรี 2. พุทธสมาคมสว่างอริยะธรรมสถาน จังหวัดนครนายก 3. มูลนิธิสว่างขอนแก่นสามัคคีอุทิศ จังหวัดขอนแก่น 4. มูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรมสถาน จังหวัดอุดรธานี 5. มูลนิธิสว่างพรกุศล จังหวัดระยอง 6. มูลนิธิประสาทบุญสถาน จังหวัดพิษณุโลก 7. มูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน จังหวัดนครราชสีมา 8. มูลนิธิสว่างบำเพ็ญธรรมสถาน จังหวัดปราจีนบุรี 9. มูลนิธิสว่างเที่ยงธรรมสถาน อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว 10. มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์เชิงลึก</p> <p>ผลการศึกษาบทบาทของมูลนิธิในการจัดการศพนิรนามในสุสาน มีดังนี้ 1. การรับศพมาฝัง 2. การบันทึกข้อมูลก่อนฝัง/การฝังศพ 3. การขุดศพ 4. ระยะเวลาการฝังศพ และ 5. วิธีการจัดการศพ เมื่อครบระยะเวลา สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อบทบาทของมูลนิธิที่มีสุสานฝังศพนิรนามในประเทศไทย ประกอบด้วย 1. โครงสร้างขององค์กร 2. เงินทุน 3. บุคลากร และ 4. การมีส่วนร่วมทางสังคมสำหรับแนวทางการพัฒนามูลนิธิที่มีสุสานฝังศพนิรนาม ในประเทศไทยต่อการจัดการศพนิรนาม ควรจะมีหน่วยงาน เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินที่มีอำนาจในการเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อผลักดันแนวทางการพัฒนามูลนิธิที่มีสุสานฝังศพนิรนามในประเทศไทยต่อการจัดการศพนิรนามให้เกิดรูปธรรม โดยแนวทางดังกล่าวประกอบด้วย 1. การสร้างหลักเกณฑ์ กฎระเบียบหรือกฎหมาย 2. การพัฒนาศักยภาพของมูลนิธิ 3. การสนับสนุนงบประมาณ และ 4. การสร้างแรงจูงใจ</p> รัชดาภรณ์ มรม่วง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/273976 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประเมินการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อกลยุทธ์การอนุรักษ์คลองเจดีย์บูชา เขตเทศบาลนครนครปฐม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/280812 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมิน (1) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์คลองเจดีย์บูชา เขตเทศบาลนครนครปฐม (2) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อกลยุทธ์การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์คลองเจดีย์บูชา และ (3) ระดับความพึงพอใจของประชาชนต่อกลยุทธ์ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในเขตเทศบาลนครนครปฐม จำนวน 369 คน ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามการมีส่วนร่วมและแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าความแตกต่างที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ประชาชนมีระดับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์คลองเจดีย์บูชาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.30) โดยเฉพาะด้านการรับผลประโยชน์และการดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ ส่วนด้านการวางแผนมีระดับปานกลาง ( X = 3.27) (2) การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อกลยุทธ์การอนุรักษ์อยู่ในระดับมาก (X = 4.36) โดยกลยุทธ์ที่ได้รับการมีส่วนร่วมสูงสุดคือ “การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน” (X = 4.59) และ (3) ความพึงพอใจต่อกลยุทธ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X = 4.69) โดยกลยุทธ์ที่ประชาชนพึงพอใจมากที่สุด คือ “การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน” (X = 4.63)</p> แพรภัทรา เขียวชะอุ่ม; จุฑาทิพย์ ถาวรรัตน์, ประสงค์ ตันพิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/280812 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 ยุทธศาสตร์ ปัจจัยความสำเร็จ และความท้าทายในการขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/277108 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) วิเคราะห์ SWOT ผลงานของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ใน พ.ศ. 2566-2567 2) วิเคราะห์ความเชื่อมโยงของแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติกับผลการดำเนินงานศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) 3) ปัจจัยความสำเร็จในการขับเคลื่อนส่งเสริมคุณธรรมของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)</p> <p>เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีเลือกแบบเจาะจง จำนวน 12 คน เครื่องมือในการศึกษา ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แก่นสาระ</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า</p> <ol> <li>ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มีจุดแข็งด้านยุทธศาสตร์และเครือข่ายที่ช่วยขับเคลื่อนการส่งเสริมคุณธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ช่วยให้ศูนย์คุณธรรมสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในสถานการณ์ปัจจุบัน หรือการลดความสนใจในประเด็นคุณธรรมของสังคม อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนในระยะยาวยังต้องพัฒนากลไกติดตามผล และสร้างกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับความหลากหลายของสังคมไทย</li> <li>ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มีการดำเนินงานสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566–2570) ได้แก่ 1) การสร้างสังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน 2) การปลูกฝังคุณธรรมให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชน 3) การสร้างและขยายภาคีเครือข่ายทางสังคม 4) การขับเคลื่อนคุณธรรมในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม และ 5) การสร้างระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ</li> <li> ปัจจัยความสำเร็จในการขับเคลื่อนส่งเสริมคุณธรรมของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ได้แก่ 1) การสร้างระบบความร่วมมือด้านคุณธรรมอย่างเป็นเครือข่าย 2) การพัฒนานวัตกรรมสังคมด้านคุณธรรม 3) การพัฒนาภาวะผู้นำและทุนมนุษย์เชิงคุณธรรม 4) ระบบมาตรฐานและระบบรับรององค์กรคุณธรรม 5) การสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับภาคีภายนอก 6) การประกันคุณภาพองค์กรและความโปร่งใส และ 7) การสื่อสารสาธารณะและสร้างต้นแบบคุณธรรมในสังคม</li> </ol> แพรภัทรา เขียวชะอุ่ม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/277108 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทวิเคราะห์คดีวินัยทางการคลัง กรณีคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ อ. 22/2561 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/272129 <p>ในความหมายอย่างกว้าง “วินัยทางการคลัง” หมายถึง กรอบการดำเนินการทางการคลังทั้งหมด ที่ใช้ในการควบคุมตรวจสอบเครื่องมือทางการคลัง ประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดนโยบายทางการคลัง การบริหาร จัดการรายได้สาธารณะ รายจ่ายสาธารณะ หนี้สาธารณะ ทรัพย์สินของรัฐ เงินคงคลัง ตลอดจนภาระผูกพันทางงบประมาณอื่น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการคลังของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยกรอบการดำเนินการดังกล่าวอาจปรากฏอยู่ในรูปของกรอบในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง หรือกรอบในทางกฎหมายก็ได้ ซึ่งกรอบในทางกฎหมายที่ว่านี้หมายถึงกรอบวินัยทางการคลังที่กฎหมายกำหนดบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม หรือเป็นกฎเกณฑ์ทางการคลังที่มีสภาพบังคับเป็นกฎหมาย การดำเนินการทางการคลังของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บรายได้ การใช้จ่าย หรือการก่อหนี้สาธารณะจะต้องดำเนินการตามกรอบที่กฎหมายกำหนด โดยจะมีสภาพบังคับในฐานะที่เป็นกฎหมายในระดับรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ กฎหมายลำดับรองของฝ่ายบริหารก็ได้ ทั้งนี้ วินัยทางการคลังที่เป็นกรอบในทางกฎหมายจะมีสภาพบังคับที่เป็นกิจจะลักษณะ หากรัฐหรือหน่วยงานเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจหรือดำเนินการไม่เป็นไปตามกรอบวินัยทางการคลังก็จะได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นการถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือถูกศาลปกครองพิพากษาว่าเป็นการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือถูกองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองแก่เจ้าหน้าที่ที่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกรอบวินัยการคลังและการงบประมาณที่กฎหมายกำหนด ปัจจุบันมีคดีวินัยทางการคลังเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครองจำนวนหนึ่งและสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุแห่งการศึกษาความหมายและสภาพบังคับของวินัยทางการคลัง คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ อ. 22/2561 เป็นคำวินิจฉัยที่แสดงให้เห็นถึงการปรากฏตัวของวินัยทางการคลังในระบบกฎหมายไทยและความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายปกครองและกฎหมายการคลังไทยได้เป็นอย่างดีนำไปสู่ข้อเสนอในทางวิชาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาคดีวินัยทางการคลังในศาลปกครองต่อไป โดยเฉพาะการกำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาคดีเพื่อให้สอดคล้องกับหลักระยะเวลาหนึ่งปีของงบประมาณ (Annual basis) ซึ่งถือเป็นหลักเฉพาะของกฎหมายการคลัง</p> อานันท์ กระบวนศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/272129 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวคิดการกำหนดมาตรการควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ในการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/277341 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์และเสนอแนวคิดการกำหนดมาตรการควบคุมปัญญาประดิษฐ์ในการประยุกต์ใช้บริหารจัดการเรื่องร้องเรียนของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินในด้านต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการข้อมูลเรื่องร้องเรียน การให้บริการปรึกษากฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน การให้คำแนะนำในการเขียนคำร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และการให้บริการประชาชนนอกเวลาทำการทางโทรศัพท์ สายด่วน 1676 แต่เพื่อมิให้การพัฒนาและประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ภายในสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินละเมิดต่อกฎหมายและไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จึงจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมกำกับการพัฒนาและประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ภายในสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งมาตรการควบคุมทางนโยบาย การจัดทำระเบียบการควบคุมกำกับปัญญาประดิษฐ์และการกำหนดจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ภายในสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเฉพาะและให้สอดคล้องกับจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์กลางพร้อมกับจัดทำคู่มือและแนวปฏิบัติปัญญาประดิษฐ์ของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน</p> จิรพัฒน์ ใจสุข, วริยา ล้ำเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/277341 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 การคุ้มครองผู้เสียหายคดีความรุนแรงในครอบครัว : บทเรียนจากต่างประเทศ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/279580 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีความรุนแรงในครอบครัว เนื่องจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัวส่งผลกระทบต่อผู้เสียหายทั้งทางร่างกาย จิตใจ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และเป็นประเด็นสำคัญนำไปสู่ปัญหาทางสังคม แม้ประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 แต่ยังพบปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายและการคุ้มครองผู้เสียหาย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ วิจัยเอกสาร ได้แก่ ศึกษาแนวคิดทฤษฎี ระเบียบ กฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง บทความ วารสาร หนังสือ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทั้งของไทยและต่างประเทศ เช่น สเปน สวีเดน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดาและฟิลิปปินส์ นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์/สังเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบปัญหาสำคัญหลายด้าน ดังนี้ 1) ปัญหาด้านข้อจำกัดความเป็นผู้เสียหายคดีความรุนแรงในครอบครัว 2) ปัญหามาตรการคุ้มครองกรณีฉุกเฉินยังล่าช้า 3) ปัญหาการเยียวยาด้านจิตใจ สังคม และเศรษฐกิจของไทยยังขาดความต่อเนื่อง ขาดการบูรณาการ และขาดกฎหมายรองรับโดยตรง บทความนี้เสนอแนวทางปรับปรุงพัฒนากฎหมายและมาตรการคุ้มครองผู้เสียหายคดีความรุนแรงในครอบครัวของประเทศไทย</p> วรรณฤดี แสงเขียว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/279580 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในกรณีการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/281108 <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะนำเสนอถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและเพื่อเสนอแนวทางในการแก้ไขประเด็นการจัดเก็บภาษีที่ดินจากกรณีการทำการเกษตรเทียม โดยวิธีการศึกษาจากเอกสาร จากการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ในกรณีเปรียบเทียบระหว่างที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมกับที่ดินรกร้างว่างเปล่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในด้านอัตราการจัดเก็บภาษี โดยอัตราภาษีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะต่ำกว่าที่ดินรกร้างอย่างมาก ซึ่งถือเป็นช่องว่างสำคัญที่เอื้อต่อการวางแผนเลี่ยงภาษีซึ่งเป็นปัญหาในการจัดเก็บภาษี โดยมีข้อเสนอแนะควรจำกัดการใช้ที่ดินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงในลักษณะเกษตรกรรม ในพื้นที่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ควรกำหนดมาตรการห้ามหรือจำกัดการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรในทางรูปแบบ และควรสร้างแรงจูงใจทางภาษีควบคู่กับวัตถุประสงค์ของผังเมือง</p> พรเพ็ญ ไตรพงษ์, พัชรดา เอื้อวรรณกิจ, นภัชฒ์ ทั่งพิทักษ์ไพศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/281108 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 หหลักความเสมอภาคในการเข้าทำงานภาครัฐกับองค์การมหาชนในประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/273151 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาสาระสำคัญของหลักความเสมอภาคในการเข้าทำงานภาครัฐ ซึ่งมีขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และมีผลเป็นการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐด้วย ทั้งยังเป็นหลักประกันให้กับบุคคลในการมีโอกาสเข้าทำงานในภาครัฐและเป็นหลักประกันให้กับหน่วยงานภาครัฐในการได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำภารกิจ และศึกษาหลักความเป็นอิสระในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์การมหาชน ซึ่งมีขึ้นเพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งศึกษาระบบคุณธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานในการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรบุคคลในภาครัฐ จากการศึกษาพบว่า (1) หลักความเสมอภาคในการเข้าทำงานภาครัฐ และหลักความเป็นอิสระในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์การมหาชนภายใต้ระบบคุณธรรม เป็นหลักการที่มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อองค์การมหาชน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความละเอียดรอบคอบในการดำเนินการทั้งในขั้นตอนการกำหนดกฎเกณฑ์และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เพื่อให้เกิดความสมดุลกัน และ (2) ยังปรากฏตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าองค์การมหาชนใช้หลักความเป็นอิสระในการบริหารทรัพยากรบุคคลที่มีลักษณะขัดต่อหลักความเสมอภาคและเป็นเหตุให้การกระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลักประกันสิทธิเสรีภาพในการเข้าทำงานภาครัฐ และการได้บุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ มาปฏิบัติภารกิจในระบบองค์การมหาชน ดังนั้น จึงควรสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนัก ให้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของหลักการข้างต้นให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับองค์การมหาชน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดความสมดุลกันระหว่างการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลในการเข้าทำงานภาครัฐ กับความเป็นอิสระขององค์การมหาชน นอกจากนี้ สมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายโดยการบัญญัติรับรองระบบคุณธรรมในองค์การมหาชนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย</p> วัชระ กลิ่นสุวรรณ, สมพงษ์ แซ่ตัน, เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/273151 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวคิดการพัฒนาพรรคการเมืองในประเทศไทยให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและเป็นตัวแทนของประชาชน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/279138 <p>สถาบันทางการเมืองเป็นโครงสร้างและแบบแผนที่ควบคุมพฤติกรรมผ่านกฎเกณฑ์และบรรทัดฐาน พรรคการเมืองที่เป็นสถาบันต้องมีความเข้มแข็ง ต้องสามารถปรับตัวได้ มีโครงสร้างซับซ้อน ตัดสินใจได้อย่างอิสระ และเป็นปึกแผ่น เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยภายในพรรคการเมืองและรักษาเสถียรภาพระบบการเมือง ปัจจุบันพรรคการเมืองไทยยังขาดความเป็นสถาบันทางการเมือง เนื่องจากโครงสร้างพรรคการเมืองพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและเครือข่ายผลประโยชน์ ข้อจำกัดเชิงกฎหมาย ความขัดแย้งภายใน ช่องว่างกับประชาชน และความท้าทายในยุคสมัยใหม่ เช่น รูปแบบการสื่อสาร ส่งผลให้การสร้างความเชื่อมั่น การมีส่วนร่วม และไม่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ดังนั้น การพัฒนาพรรคการเมืองไทยให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและเป็นตัวแทนประชาชน ต้องเน้น 5 มิติหลัก ได้แก่ การเสริมสร้างความเป็นสถาบันทางการเมือง การพัฒนาประชาธิปไตย และการส่งเสริมวัฒนธรรมแกร่งภายในพรรคการเมือง การสร้างความเชื่อมโยงกับประชาชน และการปฏิรูปโครงสร้างกฎหมายและระบบสนับสนุน ทั้งนี้เพื่อสร้างโครงสร้างพรรคที่มั่นคง มีความโปร่งใส ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิกและประชาชน ตลอดจนสนับสนุนนโยบายที่สะท้อนความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง</p> ธนะชัย สามล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/279138 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 บริษัทนอมินีหรือตัวแทนอำพรางในประเทศไทย : แนวทางแก้ไข และทิศทางในอนาคต https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/280946 <p>ปัญหาบริษัทนอมินีในประเทศไทยเป็นกลไกการหลีกเลี่ยงกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ บทความวิชาการนี้มุ่งเน้นการทบทวนและวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาบริษัทนอมินีในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมการวิเคราะห์ปัญหาและผลกระทบ การเปรียบเทียบแนวทางแก้ไขจากต่างประเทศ การประเมินประสิทธิภาพของมาตรการปัจจุบัน และการสังเคราะห์แนวทางแก้ไขที่เหมาะสม สำหรับประเทศไทย การศึกษาใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์เปรียบเทียบจากสิงคโปร์ ออสเตรเลีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ผลการศึกษาพบว่าปัญหามีขนาดใหญ่ โดยมีบริษัทที่มีลักษณะน่าสงสัยประมาณ 15,000-20,000 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 19-25 ของบริษัทต่างชาติทั้งหมด ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 8,000-12,000 ล้านบาทต่อปี การวิเคราะห์รูปแบบพบว่ามี 4 ประเภทหลัก ได้แก่ การใช้ผู้ถือหุ้นกระสอบทราย สัญญาการจัดการ เครื่องมือทางการเงิน และโครงสร้างข้ามประเทศ โดยปัญหากระจุกตัวในสาขาการค้าปลีกร้อยละ 32 อสังหาริมทรัพย์ร้อยละ 28 และบริการท่องเที่ยวร้อยละ 18 ผลการการศึกษาตัวอย่างจากประเทศต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าปัจจัย ความสำเร็จหลักในการแก้ไขปัญหาบริษัทนอมินี ประกอบด้วย การมีหน่วยงานกลางที่เฉพาะทาง การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการสร้างระบบความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ การศึกษาชี้ให้เห็นว่าระบบปัจจุบันของไทยมีจุดแข็งในเรื่องกรอบกฎหมายที่ครอบคลุม แต่มีข้อจำกัดด้านการบังคับใช้และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ข้อเสนอแนะหลักแบ่งเป็นสองระยะ คือ แนวทางระยะสั้น (1-2 ปี) เน้นการปรับปรุงระเบียบ การพัฒนาบุคลากร และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และแนวทางระยะยาว (3-5 ปี) เน้นการปฏิรูปกฎหมายและการพิจารณาจัดตั้งสำนักงานกำกับดูแลการลงทุนต่างชาติที่เป็นหน่วยงานอิสระ ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดการสูญเสียรายได้ภาษี 5,000-8,000 ล้านบาทต่อปี ให้ผลตอบแทนการลงทุน 1:8-13 และคืนทุนภายใน 3-4 ปี การศึกษานี้สรุปว่าการแก้ไขปัญหาต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างการปรับปรุงกฎหมาย การเสริมสร้างประสิทธิภาพการบังคับใช้ และการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นระบบ</p> สุรชัย พรหมพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ombudsman/article/view/280946 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700