https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/issue/feed
วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-01-06T07:32:09+07:00
ณัฏฐชัย เอกนราจินดาวัฒน์
Aeknarajindawut@gmail.com
Open Journal Systems
<p data-start="170" data-end="580"><strong data-start="170" data-end="217">วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</strong> จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนเป็นพื้นที่กลางในการเผยแพร่ <strong data-start="321" data-end="336">บทความวิจัย</strong> และ <strong data-start="341" data-end="358">บทความวิชาการ</strong> ให้แก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา โดยมุ่งหวังให้ผลงานที่เผยแพร่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสนับสนุน <strong data-start="488" data-end="560">การเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนานโยบายหรือการปฏิบัติในเชิงวิชาชีพ</strong> ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> <p data-start="582" data-end="1109">วารสารมุ่งเน้นการเผยแพร่ผลงานที่มีคุณภาพในขอบเขตสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมเนื้อหาในมิติของ <strong data-start="676" data-end="706">รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์</strong> รวมถึงสาขาในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สัมพันธ์และบูรณาการกัน ได้แก่ <strong data-start="782" data-end="916">บริหารการศึกษา บริหารธุรกิจ การจัดการ ศิลปศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา การเงิน การบัญชีและการธนาคาร การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์</strong> ทั้งนี้ วารสารเปิดรับบทความ <strong data-start="945" data-end="973">ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</strong> เพื่อส่งเสริมการสื่อสารทางวิชาการในระดับประเทศและระดับนานาชาติ และเพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายนักวิชาการที่หลากหลาย</p> <p data-start="1111" data-end="1506">ในด้านมาตรฐานการพิจารณาคุณภาพ วารสารให้ความสำคัญกับความถูกต้องทางวิชาการ ความเป็นต้นฉบับ และจริยธรรมการเผยแพร่ผลงาน โดยบทความทุกชิ้นที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพโดย <strong data-start="1298" data-end="1339">ผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) อย่างน้อย 2 ท่าน</strong> ภายใต้ระบบ <strong data-start="1351" data-end="1393">ปกปิดสองทาง (Double-blind peer review)</strong> ซึ่งไม่เปิดเผยรายชื่อของทั้งผู้นิพนธ์และผู้ประเมิน เพื่อให้การพิจารณาเป็นธรรม โปร่งใส และยึดหลักวิชาการเป็นสำคัญ</p> <p data-start="1508" data-end="1604">นอกจากนี้ วารสารกำหนดแนวทางเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและรักษาความเป็นอิสระของการประเมิน โดย</p> <ul data-start="1605" data-end="2052"> <li data-start="1605" data-end="1720"> <p data-start="1607" data-end="1720"><strong data-start="1607" data-end="1649">บทความจากผู้นิพนธ์ภายในหน่วยงาน/สถาบัน</strong> จะได้รับการพิจารณาโดย <strong data-start="1672" data-end="1695">ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก</strong> หน่วยงานที่จัดทำวารสาร</p> </li> <li data-start="1721" data-end="2052"> <p data-start="1723" data-end="2052"><strong data-start="1723" data-end="1751">บทความจากผู้นิพนธ์ภายนอก</strong> จะได้รับการพิจารณาโดย <strong data-start="1774" data-end="1806">ผู้ทรงคุณวุฒิภายในหรือภายนอก</strong> หน่วยงานที่จัดทำวารสาร ตามความเหมาะสม<br data-start="1844" data-end="1847" />ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำหน้าที่ประเมินต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง และ <strong data-start="1937" data-end="1973">ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์</strong> เพื่อคงไว้ซึ่งมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ และความเป็นกลางของกระบวนการพิจารณาบทความ</p> </li> </ul>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285613
การจัดการอุตสาหกรรมอัจฉริยะ
2025-12-30T21:10:09+07:00
กฤตศิกาญจน์ ธีระโชคสวัสดิ
pianghathaik@gmail.com
นิวัตร หนูฤทธิ์
pianghathaik@gmail.com
พงศธร ฤทธิรงค์
pianghathaik@gmail.com
สุรัตน์ ดีรอด
pianghathaik@gmail.com
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบาย วิเคราะห์ และสังเคราะห์แนวคิดการจัดการอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Intelligent Industry Management) ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรมอัจฉริยะ บทความใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงแนวคิดจากงานวิชาการสากลและเอกสารเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจพัฒนาการของแนวคิดอุตสาหกรรมอัจฉริยะและบทบาทของการจัดการในฐานะกลไกเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี ข้อมูล และทุนมนุษย์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ผลการสังเคราะห์พบว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมอัจฉริยะไม่สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยรูปแบบการจัดการที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล มีความยืดหยุ่น และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง บทความเสนอกรอบแนวคิดการจัดการอุตสาหกรรมอัจฉริยะเชิงบูรณาการ ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีอัจฉริยะ ระบบข้อมูลและการวิเคราะห์ขั้นสูง กระบวนการจัดการอัจฉริยะ ทุนมนุษย์และภาวะผู้นำดิจิทัล และกลไกการกำกับดูแลและการเชื่อมโยงเชิงกลยุทธ์ กรอบแนวคิดดังกล่าวเน้นบทบาทของการจัดการในฐานะแกนกลางของระบบอุตสาหกรรมอัจฉริยะ และสามารถใช้เป็นฐานเชิงทฤษฎีในการอธิบายความแตกต่างของความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอัจฉริยะขององค์กรอุตสาหกรรม ทั้งยังอภิปรายถึงความเหมาะสมของกรอบแนวคิดที่นำเสนอในบริบทของประเทศไทย ที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างการจัดการและการพัฒนาทุนมนุษย์ ผลการศึกษาเชิงแนวคิดนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารภาคอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และการศึกษาวิจัยในอนาคตที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมอัจฉริยะอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285614
การพัฒนาระบบการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning: การศึกษาเชิงคุณภาพในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
2026-01-06T07:26:42+07:00
ธัญมัย แฉล้มเขตต์
pianghathaik@gmail.com
ฉัณทิพย์ จำเดิมเผด็จศึก
pianghathaik@gmail.com
อรรถพล อารยเขมกุล
pianghathaik@gmail.com
เตวิช พฤกษ์ปีติ
pianghathaik@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด รูปแบบ และองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาระบบการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงที่บูรณาการร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเรียนการสอนจากมุมมองและประสบการณ์ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วยครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษา รวมจำนวน 15 คน ซึ่งคัดเลือกด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา พบว่า การจัดการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงที่มีประสิทธิภาพควรได้รับการออกแบบในลักษณะของ “ระบบการเรียนรู้” ที่เชื่อมโยงแพลตฟอร์มดิจิทัล สื่อการเรียนรู้ และกระบวนการจัดการเรียนการสอนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วม การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้อย่างมีความหมายของผู้เรียน การบูรณาการอีเลิร์นนิงร่วมกับ Active Learning อย่างเหมาะสมช่วยพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนในหลายมิติ ทั้งด้านความรู้ ทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกัน ความกล้าแสดงออก และความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทั้งสะท้อนว่า ความสำเร็จของการบูรณาการดังกล่าวขึ้นอยู่กับปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนจากผู้บริหารสถานศึกษา ความพร้อมด้านสมรรถนะของครูในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก และความเหมาะสมของการออกแบบระบบอีเลิร์นนิงให้สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบการเรียนการสอนและกำหนดนโยบายด้านการจัดการศึกษาในยุคดิจิทัลของประเทศไทย</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285615
การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ (Competency-Based Education) เพื่อพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21: การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบแนวปฏิบัติสากล
2026-01-06T07:31:25+07:00
ธัญมัย แฉล้มเขตต์
pianghathaik@gmail.com
ฉัณทิพย์ จำเดิมเผด็จศึก
pianghathaik@gmail.com
อรรถพล อารยเขมกุล
pianghathaik@gmail.com
เตวิช พฤกษ์ปีติ
pianghathaik@gmail.com
<p>บทความเรื่อง การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ (Competency-Based Education) เพื่อพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21: การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบแนวปฏิบัติสากล มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและหลักการของการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ วิเคราะห์และสังเคราะห์แนวปฏิบัติจากต่างประเทศ และอภิปรายความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้กับบริบทการศึกษาไทย โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารและการสังเคราะห์องค์ความรู้จากงานวิชาการและเอกสารเชิงนโยบายทั้งในและต่างประเทศเป็นหลัก พบว่า การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเป็นแนวคิดสำคัญของการศึกษาสมัยใหม่ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ผ่านการบูรณาการความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะเชิงพฤติกรรม โดยให้ความสำคัญกับการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ชัดเจน การจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และการประเมินผลตามสมรรถนะอย่างต่อเนื่อง แนวปฏิบัติสากลจากองค์การระหว่างประเทศและประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านการศึกษาแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบระหว่างนโยบาย หลักสูตร การจัดการเรียนรู้ และการพัฒนาครู เมื่อเปรียบเทียบกับบริบทการศึกษาไทย พบว่าประเทศไทยมีทิศทางเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับการพัฒนาผู้เรียนฐานสมรรถนะ แต่ยังคงมีช่องว่างในระดับการนำไปปฏิบัติ โดยเฉพาะด้านการออกแบบการเรียนรู้ในห้องเรียนและระบบการประเมินผล จึงเสนอข้อเสนอแนะที่มุ่งเสริมสร้างความพร้อมของครู สถานศึกษา และระบบการประเมิน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพผู้เรียนไทยให้สามารถเผชิญกับความท้าทายของศตวรรษที่ 21 ได้อย่างยั่งยืน</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285187
การบริหารจัดการสาธารณะเชิงแม่นยำ (Precision Governance): กรอบแนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์ยุคดิจิทัล เพื่อการจัดสรรทรัพยากรที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแม่นยำ
2025-12-30T20:54:03+07:00
ปกครอง มณีโรจน์
pianghathaik@gmail.com
รสิตา โชติเสน
pianghathaik@gmail.com
<p> บทความนี้มุ่งนำเสนอ “การบริหารจัดการสาธารณะเชิงแม่นยำ” (Precision Governance) ในฐานะ กรอบแนวคิดใหม่ที่สำคัญยิ่งต่อการปฏิรูปภาคสาธารณะในยุคดิจิทัล โดยอาศัยการทบทวนวรรณกรรมอย่าง เป็นระบบจากฐานข้อมูลทางวิชาการชั้นนำจำนวน 67 เอกสาร (พ.ศ. 2557–2568) และการวิเคราะห์ กรณีศึกษาเชิงพรรณนาจากประสบการณ์ของประเทศผู้นำด้านดิจิทัลอย่างประเทศสิงคโปร์ เอสโตเนีย และอาร์เจนตินา บทความชี้ให้เห็นว่าแนวคิดนี้แตกต่างจาก “ธรรมาภิบาลแบบดั้งเดิม” (Good Governance) (World Bank, 1997) ที่นำมาปรับใช้ในประเทศไทย โดยแนวคิดของ Precision Governance ได้เน้นกระบวนการในการใช้ข้อมูล (Data) ที่ถูกต้องครบถ้วน เทคโนโลยีเชิงลึก และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) เพื่อยกระดับกระบวนการบริหารจัดการสาธารณะให้มีความเป็นรูปธรรม รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ พร้อมรับการตรวจสอบได้ ลดอคติ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงจุด (Giest, 2017) บทความยังได้เสนอแนะเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเรื่องการจัดตั้ง “ห้องปฏิบัติการ นโยบายแม่นยำ” (Precision Policy Lab) ภายใต้หน่วยงานกำกับดูแลด้านดิจิทัลของประเทศไทย เพื่อทดสอบ และขยายผลการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการจัดสรรงบประมาณและการบริการสาธารณะ โดยบูรณาการกับ พระราชบัญญัติการบริหารระบบดิจิทัลภาครัฐ พ.ศ. 2562 (National Digital Economy and Society Commission, 2018)</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285612
ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในฐานะกลไกการนำนโยบายสวัสดิการสังคมไปปฏิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: การวิเคราะห์เชิงแนวคิดและบริบทพื้นที่
2026-01-06T07:32:09+07:00
ศาศวัต เพ่งแพ
pianghathaik@gmail.com
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในฐานะกลไกการนำนโยบายสวัสดิการสังคมไปปฏิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยอาศัยกรอบแนวคิดด้านการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติ (policy implementation) และการกำกับดูแลท้องถิ่น (local governance) เป็นฐานในการวิเคราะห์เชิงแนวคิดและเชิงนโยบาย บทความตั้งข้อสังเกตว่า ความท้าทายสำคัญของการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุในระดับพื้นที่มิได้เกิดจากการขาดนโยบาย หากเกิดจากความไม่เข้มแข็งของกลไกเชิงสถาบันที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างนโยบายระดับชาติกับการปฏิบัติการในระดับท้องถิ่น</p> <p>การสังเคราะห์งานวิชาการที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นว่า ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุมีศักยภาพในการทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่สำคัญ หากได้รับการออกแบบและสนับสนุนอย่างเหมาะสมในมิติของโครงสร้าง บทบาท ทรัพยากร และการกำกับดูแลแบบเครือข่าย อย่างไรก็ดี บทความยังสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ศูนย์ยังคงเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นความคลุมเครือด้านสถานะเชิงสถาบัน ข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย และการขาดระบบข้อมูลที่บูรณาการกันอย่างเป็นระบบ</p> <p>บทความนี้เสนอให้ทำความเข้าใจศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในฐานะ “กลไกเชิงสถาบันของการนำนโยบายไปปฏิบัติ” มากกว่าการเป็นเพียงหน่วยงานเชิงบริการหรือพื้นที่จัดกิจกรรม การมองศูนย์ในมิติดังกล่าวช่วยเปิดมุมมองเชิงนโยบายต่อการพัฒนาสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุในระดับท้องถิ่น และสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดสำหรับการพัฒนาเชิงนโยบายและการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ในอนาคต</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา