https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/issue/feed วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 2026-01-23T15:39:00+07:00 ณัฏฐชัย เอกนราจินดาวัฒน์ Aeknarajindawut@gmail.com Open Journal Systems <p data-start="170" data-end="580"><strong data-start="170" data-end="217">วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</strong> จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนเป็นพื้นที่กลางในการเผยแพร่ <strong data-start="321" data-end="336">บทความวิจัย</strong> และ <strong data-start="341" data-end="358">บทความวิชาการ</strong> ให้แก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา โดยมุ่งหวังให้ผลงานที่เผยแพร่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสนับสนุน <strong data-start="488" data-end="560">การเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนานโยบายหรือการปฏิบัติในเชิงวิชาชีพ</strong> ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> <p data-start="582" data-end="1109">วารสารมุ่งเน้นการเผยแพร่ผลงานที่มีคุณภาพในขอบเขตสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมเนื้อหาในมิติของ <strong data-start="676" data-end="706">รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์</strong> รวมถึงสาขาในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สัมพันธ์และบูรณาการกัน ได้แก่ <strong data-start="782" data-end="916">บริหารการศึกษา บริหารธุรกิจ การจัดการ ศิลปศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา การเงิน การบัญชีและการธนาคาร การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์</strong> ทั้งนี้ วารสารเปิดรับบทความ <strong data-start="945" data-end="973">ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</strong> เพื่อส่งเสริมการสื่อสารทางวิชาการในระดับประเทศและระดับนานาชาติ และเพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายนักวิชาการที่หลากหลาย</p> <p data-start="1111" data-end="1506">ในด้านมาตรฐานการพิจารณาคุณภาพ วารสารให้ความสำคัญกับความถูกต้องทางวิชาการ ความเป็นต้นฉบับ และจริยธรรมการเผยแพร่ผลงาน โดยบทความทุกชิ้นที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพโดย <strong data-start="1298" data-end="1339">ผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) อย่างน้อย 2 ท่าน</strong> ภายใต้ระบบ <strong data-start="1351" data-end="1393">ปกปิดสองทาง (Double-blind peer review)</strong> ซึ่งไม่เปิดเผยรายชื่อของทั้งผู้นิพนธ์และผู้ประเมิน เพื่อให้การพิจารณาเป็นธรรม โปร่งใส และยึดหลักวิชาการเป็นสำคัญ</p> <p data-start="1508" data-end="1604">นอกจากนี้ วารสารกำหนดแนวทางเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและรักษาความเป็นอิสระของการประเมิน โดย</p> <ul data-start="1605" data-end="2052"> <li data-start="1605" data-end="1720"> <p data-start="1607" data-end="1720"><strong data-start="1607" data-end="1649">บทความจากผู้นิพนธ์ภายในหน่วยงาน/สถาบัน</strong> จะได้รับการพิจารณาโดย <strong data-start="1672" data-end="1695">ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก</strong> หน่วยงานที่จัดทำวารสาร</p> </li> <li data-start="1721" data-end="2052"> <p data-start="1723" data-end="2052"><strong data-start="1723" data-end="1751">บทความจากผู้นิพนธ์ภายนอก</strong> จะได้รับการพิจารณาโดย <strong data-start="1774" data-end="1806">ผู้ทรงคุณวุฒิภายในหรือภายนอก</strong> หน่วยงานที่จัดทำวารสาร ตามความเหมาะสม<br data-start="1844" data-end="1847" />ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำหน้าที่ประเมินต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง และ <strong data-start="1937" data-end="1973">ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์</strong> เพื่อคงไว้ซึ่งมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ และความเป็นกลางของกระบวนการพิจารณาบทความ</p> </li> </ul> https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285944 การพัฒนาแนวทางการคุ้มครองสิทธิเหยื่ออาชญากรรมในสังคมไทยตามมาตรฐานสากล 2026-01-21T14:51:55+07:00 สิรภัทร คัยนันทน์ sirapat.cu@gmail.com <p>บทความวิชาการเรื่อง "การพัฒนาแนวทางการคุ้มครองสิทธิเหยื่ออาชญากรรมในสังคมไทยตามมาตรฐานสากล" นี้ มุ่งเน้นการวิเคราะห์พัฒนาการและสถานการณ์คุ้มครองสิทธิของเหยื่ออาชญากรรมในประเทศไทย โดยเปรียบเทียบกับหลักการสากลและแนวทางปฏิบัติของประเทศชั้นนำ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนากฎหมายให้เกิดความครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล หลังจากองค์การสหประชาชาติประกาศปฏิญญาว่าด้วยหลักยุติธรรมพื้นฐานสำหรับเหยื่ออาชญากรรมและการใช้อำนาจโดยมิชอบ ประเทศไทยเริ่มคุ้มครองสิทธิเหยื่ออย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และมีการตราพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือในปัจจุบันยังจำกัดอยู่เพียงมิติทางการเงิน และยังไม่ครอบคลุมการเยียวยาในมิติอื่นตามหลักสากล เช่น การฟื้นฟูสภาพจิตใจและการมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับระบบกลไกของภูมิภาคยุโรป ประเทศสวีเดน และประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ประเทศไทยมีการจ่ายเงินชดเชยจากรัฐเพื่อบรรเทาความเสียหายเบื้องต้น ซึ่งต่างจากหลายประเทศที่ใช้การชดเชยโดยรัฐเป็นหนทางสุดท้าย แนวทางการดำเนินงานของไทยในปัจจุบัน จึงเสี่ยงต่อความซ้ำซ้อนของการรับเงินชดเชยระหว่างรัฐและผู้กระทำผิด อีกทั้งยังคงพึ่งพางบประมาณของรัฐแต่เพียงอย่างเดียว บทความจึงเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุนเหยื่ออาชญากรรม ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกลไกในการบริหารจัดการเงินชดเชย เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการรับเงิน และแบ่งเบาภาระงบประมาณของรัฐ รวมถึงการเชื่อมฐานข้อมูลภาครัฐ การส่งเสริมการทำงานร่วมกันกับภาคประชาสังคม และสร้างระบบการฟื้นฟูทางจิตใจ ซึ่งจะช่วยพัฒนาระบบ รูปแบบ และแนวทางการคุ้มครองช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมของไทยให้เป็นไปตามาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285613 การจัดการอุตสาหกรรมอัจฉริยะ 2025-12-30T21:10:09+07:00 กฤตศิกาญจน์ ธีระโชคสวัสดิ pianghathaik@gmail.com นิวัตร หนูฤทธิ์ pianghathaik@gmail.com พงศธร ฤทธิรงค์ pianghathaik@gmail.com สุรัตน์ ดีรอด pianghathaik@gmail.com <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบาย วิเคราะห์ และสังเคราะห์แนวคิดการจัดการอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Intelligent Industry Management) ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรมอัจฉริยะ บทความใช้การทบทวนวรรณกรรมเชิงแนวคิดจากงานวิชาการสากลและเอกสารเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจพัฒนาการของแนวคิดอุตสาหกรรมอัจฉริยะและบทบาทของการจัดการในฐานะกลไกเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี ข้อมูล และทุนมนุษย์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ผลการสังเคราะห์พบว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมอัจฉริยะไม่สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยรูปแบบการจัดการที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล มีความยืดหยุ่น และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง บทความเสนอกรอบแนวคิดการจัดการอุตสาหกรรมอัจฉริยะเชิงบูรณาการ ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีอัจฉริยะ ระบบข้อมูลและการวิเคราะห์ขั้นสูง กระบวนการจัดการอัจฉริยะ ทุนมนุษย์และภาวะผู้นำดิจิทัล และกลไกการกำกับดูแลและการเชื่อมโยงเชิงกลยุทธ์ กรอบแนวคิดดังกล่าวเน้นบทบาทของการจัดการในฐานะแกนกลางของระบบอุตสาหกรรมอัจฉริยะ และสามารถใช้เป็นฐานเชิงทฤษฎีในการอธิบายความแตกต่างของความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอัจฉริยะขององค์กรอุตสาหกรรม ทั้งยังอภิปรายถึงความเหมาะสมของกรอบแนวคิดที่นำเสนอในบริบทของประเทศไทย ที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างการจัดการและการพัฒนาทุนมนุษย์ ผลการศึกษาเชิงแนวคิดนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารภาคอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และการศึกษาวิจัยในอนาคตที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมอัจฉริยะอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285614 การพัฒนาระบบการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning: การศึกษาเชิงคุณภาพในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2026-01-06T07:26:42+07:00 ธัญมัย แฉล้มเขตต์ pianghathaik@gmail.com ฉัณทิพย์ จำเดิมเผด็จศึก pianghathaik@gmail.com อรรถพล อารยเขมกุล pianghathaik@gmail.com เตวิช พฤกษ์ปีติ pianghathaik@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด รูปแบบ และองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาระบบการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงที่บูรณาการร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเรียนการสอนจากมุมมองและประสบการณ์ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วยครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษา รวมจำนวน 15 คน ซึ่งคัดเลือกด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา พบว่า การจัดการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงที่มีประสิทธิภาพควรได้รับการออกแบบในลักษณะของ “ระบบการเรียนรู้” ที่เชื่อมโยงแพลตฟอร์มดิจิทัล สื่อการเรียนรู้ และกระบวนการจัดการเรียนการสอนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วม การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้อย่างมีความหมายของผู้เรียน การบูรณาการอีเลิร์นนิงร่วมกับ Active Learning อย่างเหมาะสมช่วยพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนในหลายมิติ ทั้งด้านความรู้ ทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกัน ความกล้าแสดงออก และความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทั้งสะท้อนว่า ความสำเร็จของการบูรณาการดังกล่าวขึ้นอยู่กับปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนจากผู้บริหารสถานศึกษา ความพร้อมด้านสมรรถนะของครูในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก และความเหมาะสมของการออกแบบระบบอีเลิร์นนิงให้สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบการเรียนการสอนและกำหนดนโยบายด้านการจัดการศึกษาในยุคดิจิทัลของประเทศไทย</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285615 การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ (Competency-Based Education) เพื่อพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21: การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบแนวปฏิบัติสากล 2026-01-06T07:31:25+07:00 ธัญมัย แฉล้มเขตต์ pianghathaik@gmail.com ฉัณทิพย์ จำเดิมเผด็จศึก pianghathaik@gmail.com อรรถพล อารยเขมกุล pianghathaik@gmail.com เตวิช พฤกษ์ปีติ pianghathaik@gmail.com <p>บทความเรื่อง การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ (Competency-Based Education) เพื่อพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21: การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบแนวปฏิบัติสากล มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและหลักการของการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ วิเคราะห์และสังเคราะห์แนวปฏิบัติจากต่างประเทศ และอภิปรายความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้กับบริบทการศึกษาไทย โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารและการสังเคราะห์องค์ความรู้จากงานวิชาการและเอกสารเชิงนโยบายทั้งในและต่างประเทศเป็นหลัก พบว่า การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเป็นแนวคิดสำคัญของการศึกษาสมัยใหม่ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ผ่านการบูรณาการความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะเชิงพฤติกรรม โดยให้ความสำคัญกับการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ชัดเจน การจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และการประเมินผลตามสมรรถนะอย่างต่อเนื่อง แนวปฏิบัติสากลจากองค์การระหว่างประเทศและประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านการศึกษาแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบระหว่างนโยบาย หลักสูตร การจัดการเรียนรู้ และการพัฒนาครู เมื่อเปรียบเทียบกับบริบทการศึกษาไทย พบว่าประเทศไทยมีทิศทางเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับการพัฒนาผู้เรียนฐานสมรรถนะ แต่ยังคงมีช่องว่างในระดับการนำไปปฏิบัติ โดยเฉพาะด้านการออกแบบการเรียนรู้ในห้องเรียนและระบบการประเมินผล จึงเสนอข้อเสนอแนะที่มุ่งเสริมสร้างความพร้อมของครู สถานศึกษา และระบบการประเมิน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพผู้เรียนไทยให้สามารถเผชิญกับความท้าทายของศตวรรษที่ 21 ได้อย่างยั่งยืน</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285187 การบริหารจัดการสาธารณะเชิงแม่นยำ (Precision Governance): กรอบแนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์ยุคดิจิทัล เพื่อการจัดสรรทรัพยากรที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแม่นยำ 2025-12-30T20:54:03+07:00 ปกครอง มณีโรจน์ pianghathaik@gmail.com รสิตา โชติเสน pianghathaik@gmail.com <p> บทความนี้มุ่งนำเสนอ “การบริหารจัดการสาธารณะเชิงแม่นยำ” (Precision Governance) ในฐานะ กรอบแนวคิดใหม่ที่สำคัญยิ่งต่อการปฏิรูปภาคสาธารณะในยุคดิจิทัล โดยอาศัยการทบทวนวรรณกรรมอย่าง เป็นระบบจากฐานข้อมูลทางวิชาการชั้นนำจำนวน 67 เอกสาร (พ.ศ. 2557–2568) และการวิเคราะห์ กรณีศึกษาเชิงพรรณนาจากประสบการณ์ของประเทศผู้นำด้านดิจิทัลอย่างประเทศสิงคโปร์ เอสโตเนีย และอาร์เจนตินา บทความชี้ให้เห็นว่าแนวคิดนี้แตกต่างจาก “ธรรมาภิบาลแบบดั้งเดิม” (Good Governance) (World Bank, 1997) ที่นำมาปรับใช้ในประเทศไทย โดยแนวคิดของ Precision Governance ได้เน้นกระบวนการในการใช้ข้อมูล (Data) ที่ถูกต้องครบถ้วน เทคโนโลยีเชิงลึก และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) เพื่อยกระดับกระบวนการบริหารจัดการสาธารณะให้มีความเป็นรูปธรรม รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ พร้อมรับการตรวจสอบได้ ลดอคติ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงจุด (Giest, 2017) บทความยังได้เสนอแนะเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเรื่องการจัดตั้ง “ห้องปฏิบัติการ นโยบายแม่นยำ” (Precision Policy Lab) ภายใต้หน่วยงานกำกับดูแลด้านดิจิทัลของประเทศไทย เพื่อทดสอบ และขยายผลการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการจัดสรรงบประมาณและการบริการสาธารณะ โดยบูรณาการกับ พระราชบัญญัติการบริหารระบบดิจิทัลภาครัฐ พ.ศ. 2562 (National Digital Economy and Society Commission, 2018)</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285612 ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในฐานะกลไกการนำนโยบายสวัสดิการสังคมไปปฏิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: การวิเคราะห์เชิงแนวคิดและบริบทพื้นที่ 2026-01-06T07:32:09+07:00 ศาศวัต เพ่งแพ pianghathaik@gmail.com <p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในฐานะกลไกการนำนโยบายสวัสดิการสังคมไปปฏิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยอาศัยกรอบแนวคิดด้านการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติ (policy implementation) และการกำกับดูแลท้องถิ่น (local governance) เป็นฐานในการวิเคราะห์เชิงแนวคิดและเชิงนโยบาย บทความตั้งข้อสังเกตว่า ความท้าทายสำคัญของการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุในระดับพื้นที่มิได้เกิดจากการขาดนโยบาย หากเกิดจากความไม่เข้มแข็งของกลไกเชิงสถาบันที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างนโยบายระดับชาติกับการปฏิบัติการในระดับท้องถิ่น</p> <p>การสังเคราะห์งานวิชาการที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นว่า ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุมีศักยภาพในการทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่สำคัญ หากได้รับการออกแบบและสนับสนุนอย่างเหมาะสมในมิติของโครงสร้าง บทบาท ทรัพยากร และการกำกับดูแลแบบเครือข่าย อย่างไรก็ดี บทความยังสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ศูนย์ยังคงเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นความคลุมเครือด้านสถานะเชิงสถาบัน ข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย และการขาดระบบข้อมูลที่บูรณาการกันอย่างเป็นระบบ</p> <p>บทความนี้เสนอให้ทำความเข้าใจศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในฐานะ “กลไกเชิงสถาบันของการนำนโยบายไปปฏิบัติ” มากกว่าการเป็นเพียงหน่วยงานเชิงบริการหรือพื้นที่จัดกิจกรรม การมองศูนย์ในมิติดังกล่าวช่วยเปิดมุมมองเชิงนโยบายต่อการพัฒนาสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุในระดับท้องถิ่น และสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดสำหรับการพัฒนาเชิงนโยบายและการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ในอนาคต</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/283989 การพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนจากใบมะยงชิด 2026-01-06T20:11:13+07:00 ธนภัทร สุวรรณกลาง thanaphat.su@ssru.ac.th ศรีศรินทร์ นรเศรษฐโสภณ thanaphat.su@ssru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ 1. เพื่อศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของใบมะยงชิดที่มีความเหมาะสมต่อการนำมาพัฒนาเป็นวัสดุบรรจุภัณฑ์ 2. เพื่อออกแบบและพัฒนาต้นแบบบรรจุภัณฑ์จากใบมะยงชิดที่มีความแข็งแรง เหมาะสมต่อการใช้งาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 3. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจและการยอมรับของเกษตรกรต่อบรรจุภัณฑ์จากใบมะยงชิด การวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากใบมะยงชิดเหลือทิ้งนี้เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม หัวใจสำคัญคือนวัตกรรมการออกแบบบรรจุภัณฑ์จากใบมะยงชิด โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องสินค้าขณะขนส่ง และใช้ทดแทนโฟมห่อผลไม้ ใบมะยงชิดมีโครงสร้างที่แข็งแรงตามธรรมชาติ ทำให้สามารถขึ้นรูปได้หลากหลายตามแม่พิมพ์ที่ออกแบบไว้ โดยเน้นฟังก์ชันการใช้งานและประสิทธิภาพเป็นสำคัญ ผลการวิจัยชี้ว่าการใช้ใบมะยงชิดสามารถกำจัดการเผาไหม้ได้ ร้อยละ 100 ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถนำใบมะยงชิดมาใช้ได้ทุกส่วน ไม่เหลือของเสีย บรรจุภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นจากใบมะยงชิดแห้งที่ผ่านการตากหนึ่งเดือน ผสมกับสารสกัดเหลวจากการต้มใบมะยงชิดและแป้งมันสำปะหลังที่จะช่วยให้ขึ้นทรง เพื่อเพิ่มคุณสมบัติการยึดเกาะและการขึ้นรูป บรรจุภัณฑ์ที่ได้มีลักษณะแข็งแรงและยืดหยุ่น จากการทดสอบความยืดหยุ่นโดยใช้ไข่ไก่เป็นวัตถุเปราะบาง พบว่าสามารถป้องกันความเสียหายเมื่อหล่นจากที่สูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรจำนวน 50 คน พบว่า โดยภาพรวมมีความพึงพอใจต่อบรรจุภัณฑ์จากใบมะยงชิดอยู่ในระดับ “พึงพอใจมาก” (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.43, S.D. = 0.45) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่ารายการที่ได้รับความพึงพอใจในระดับสูงที่สุด ได้แก่ ความสะดวกในการจัดทำบรรจุภัณฑ์ ความแข็งแรงทนทาน และความสะดวกในการใช้งาน</p> 2026-01-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285097 คุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนในตำบลบ้านทำเนียบ อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2025-12-30T16:13:08+07:00 สานนท์ พรัดเมือง pianghathaik@gmail.com ภาวัช รุจาฉันท์ prujachan@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนในตำบลบ้านทำเนียบ อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ (2) ศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนทุเรียน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และจำนวนปีที่ประกอบอาชีพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ เกษตรกรชาวสวนทุเรียนจำนวน 265 ครัวเรือน ซึ่งกำหนดจากสูตรของทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นแล้ว การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test และ ANOVA พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 30–40 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี รายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 10,001–20,000 บาท และประกอบอาชีพทำสวนทุเรียนระหว่าง 1–10 ปี โดยมีรูปแบบการทำสวนแบบครอบครัว และส่วนใหญ่เคยผ่านการอบรมทางการเกษตร ความพึงพอใจต่ออาชีพอยู่ในระดับมาก ผลการวิเคราะห์คุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับ “มากที่สุด” ค่าเฉลี่ย 4.46 เรียงลำดับจากมากไปน้อยคือ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และด้านสุขภาพ&nbsp; ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่ต่างกันมีคุณภาพชีวิตแตกต่างกัน</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285186 AI ภาครัฐกับความไว้วางใจของประชาชน: กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย 2025-12-30T20:22:35+07:00 ฉัณทิพย์ จำเดิมเผด็จศึก pianghathaik@gmail.com เตวิช พฤกษ์ปีติดร mysunshine899@gmail.com พระมหาณัฐพงษ์ นาคถ้ำ mysunshine899@gmail.com อภิญญา คงอุทัยกุล mysunshine899@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการให้บริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกรุงเทพมหานคร (2) วิเคราะห์อิทธิพลของการใช้ AI ต่อคุณภาพบริการ ความโปร่งใส และความไว้วางใจของประชาชน และ (3) ศึกษาบทบาทสื่อกลางของประสบการณ์ผู้ใช้บริการดิจิทัล (User Experience: UX) ระหว่างการใช้ AI กับความไว้วางใจของประชาชน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการสำรวจ (Survey Research) กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนจำนวน 500 คน ที่เคยใช้บริการระบบ AI ของ 5 สำนักงานเขต ได้แก่ เขตบางเขน เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตคันนายาว เขตปทุมวัน และเขตประเวศ ซึ่งมีการใช้งานแพลตฟอร์ม Traffy Fondue อย่างต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี</p> <p>เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม 6 ส่วน&nbsp; การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้าง (Partial Least Squares Structural Equation Modeling: PLS-SEM) เพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัย พบว่า การใช้ AI ภาครัฐมีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพบริการ (β = 0.68) และความโปร่งใส (β = 0.59) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมทั้งส่งผลโดยตรงและโดยอ้อมต่อความไว้วางใจของประชาชน (β_total = 0.74) โดยมี UX ทำหน้าที่เป็นตัวแปรสื่อกลางบางส่วน (Partial Mediation) แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของความไว้วางใจได้ร้อยละ 65.3 (R² = 0.653) แสดงว่า AI มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นในหน่วยงานภาครัฐ</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285397 การจัดการความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันใน SMEs ไทย 2026-01-21T13:55:45+07:00 พัชราพร รัตนวโรภาส pianghathaik@gmail.com ดรุณี สุวรรณคัจฉะ ajanpat@gmail.com พรพรรณ พรมโพธิ์ ajanpat@gmail.com ธนศักดิ์ วหาวิศาล ajanpat@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและบทบาทของการจัดการความรู้ในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในประเทศไทย ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น การจัดการความรู้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถรวบรวม สร้าง แบ่งปัน และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัวขององค์กร</p> <p>บทความนี้ใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมจากเอกสารทางวิชาการ งานวิจัย และรายงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบสำคัญของการจัดการความรู้ ได้แก่ ความรู้เชิงชัดแจ้ง ความรู้โดยนัย กระบวนการจัดการความรู้ และปัจจัยความสำเร็จในการนำไปประยุกต์ใช้ใน SMEs ไทย ผลการศึกษาพบว่า SMEs ที่มีระบบการจัดการความรู้ที่เหมาะสมจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดการสูญเสียความรู้ พัฒนาทักษะบุคลากร และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p> <p>ดังนั้น การส่งเสริมและพัฒนาการจัดการความรู้ใน SMEs ไทยจึงเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285084 แนวทางการบริหารแรงงานและการจัดการกรณีเลิกจ้างในสถานประกอบการเอกชน ภายใต้กรอบกฎหมายแรงงานไทย 2025-12-30T16:23:26+07:00 พงศ์พรรณ์ พลเยี่ยม phongphan_polyiem@hotmail.com วิลาสินี ชัยวรรณ์ phongphan_polyiem@hotmail.com ปิ่นฤทัย สุธีรพงศ์ phongphan_polyiem@hotmail.com <p>การวิจัยเรื่องแนวทางการบริหารแรงงานและการจัดการกรณีเลิกจ้างในสถานประกอบการเอกชน ภายใต้กรอบกฎหมายแรงงานไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์กรอบกฎหมายแรงงานไทยที่เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้าง (2) ศึกษารูปแบบและแนวทางการบริหารแรงงานที่ลดความจำเป็นในการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม และ (3) เสนอแนวทางการจัดการกรณีเลิกจ้างให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด ทฤษฏีเกี่ยวกับการบริหารแรงงานและการจัดการกรณีเลิกจ้างในสถานประกอบการเอกชนภายใต้กรอบกฎหมายแรงงานไทย วิเคราะห์ข้อมูลในเชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายแรงงานไทยโดยเฉพาะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง รวมถึงมาตรการคุ้มครองแรงงานจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขณะเดียวกันแนวทางบริหารแรงงานเชิงกลยุทธ์ เช่น การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาทักษะใหม่ (Reskilling) และการบริหารแรงงานเชิงคุณธรรม (Ethical HR Management) ช่วยลดความจำเป็นในการเลิกจ้างและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในองค์กร นอกจากนี้ การจัดการกรณีเลิกจ้างอย่างถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมายและมีความเป็นธรรม เช่น การแจ้งล่วงหน้า การให้สิทธิอุทธรณ์ และการดำเนินการแบบมีมนุษยธรรม (Dignified Separation) เป็นแนวทางที่ช่วยให้องค์กรสามารถรักษาภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพกับความเป็นธรรมทางสังคมได้อย่างยั่งยืน</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285087 กลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่มของโรงพยาบาลเอกชนผ่านระบบแพย์ทางไกลในยุคดิจิทัล 2025-12-30T16:19:26+07:00 ปิ่นฤทัย สุธีรพงศ์ sau657281006@gmail.com พงศ์พรรณ์ พลเยี่ยม Pinrutai.sut@gmail.com วิลาสินี ชัยวรรณ์ phongphan_polyiem@hotmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่มของโรงพยาบาลเอกชนผ่านระบบแพทย์ทางไกลในยุคดิจิทัล โดยมุ่งวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงกลยุทธ์ที่มีอิทธิพลต่อการสร้างมูลค่าเพิ่ม ประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการออกแบบบริการแพทย์ทางไกล (กระบวนการ บุคลากร เทคโนโลยี และข้อมูล) กับผลลัพธ์ทางคลินิกและทางธุรกิจ รวมทั้งเสนอกรอบแนวทางเชิงนโยบายและการจัดการ เพื่อขยายบริการแพทย์ทางไกลให้ยั่งยืนและปลอดภัยในบริบทประเทศไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด ทฤษฏีเกี่ยวกับกลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่มของโรงพยาบาลเอกชนผ่านระบบแพย์ทางไกลในยุคดิจิทัล วิเคราะห์ข้อมูลในเชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าองค์ประกอบเชิงกลยุทธ์ของระบบแพทย์ทางไกลประกอบด้วยปัจจัยด้านการให้บริการแบบผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการสร้างรูปแบบรายได้ใหม่ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล นอกจากนี้ การออกแบบบริการที่ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ได้แก่ กระบวนการ บุคลากร เทคโนโลยี และข้อมูล มีผลเชิงบวกต่อทั้งประสิทธิภาพการให้บริการและผลลัพธ์ทางธุรกิจของโรงพยาบาล โดยเฉพาะการลดระยะเวลารอคอย เพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วย และลดอัตราการนอนซ้ำ ในด้านการกำหนดกรอบแนวทางเชิงนโยบายและการจัดการ พบว่าการสร้างระบบธรรมาภิบาลข้อมูล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของระบบแพทย์ทางไกลในประเทศไทยให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285085 กลยุทธ์การพัฒนาโรงแรมสู่ความได้เปรียบในการแข่งขันผ่านนวัตกรรมการบริหารจัดการเชิงสร้างสรรค์ 2025-12-30T16:21:20+07:00 วิลาสินี ชัยวรรณ์ sau6472820005@gmail.com พงศ์พรรณ์ พลเยี่ยม phongphan_polyiem@hotmail.com ปิ่นฤทัย สุธีรพงศ์ phongphan_polyiem@hotmail.com <p>ารวิจัยเรื่อง “กลยุทธ์การพัฒนาโรงแรมสู่ความได้เปรียบในการแข่งขันผ่านนวัตกรรมการบริหารจัดการเชิงสร้างสรรค์” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์แนวคิดและองค์ประกอบของนวัตกรรมการบริหารจัดการเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งผลต่อการพัฒนาโรงแรมให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน (2) ศึกษากลยุทธ์การประยุกต์ใช้แนวทางการบริหารจัดการเชิงสร้างสรรค์ในธุรกิจโรงแรม ทั้งด้านการดำเนินงาน การบริหารทรัพยากรมนุษย์ และการตลาดเชิงนวัตกรรม และ (3) เสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาโรงแรมให้เกิดมูลค่าเพิ่มและความยั่งยืนในระยะยาว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด ทฤษฏีเกี่ยวกับกลยุทธ์การพัฒนาโรงแรมสู่ความได้เปรียบในการแข่งขันผ่านนวัตกรรมการบริหารจัดการเชิงสร้างสรรค์ วิเคราะห์ข้อมูลในเชิงเนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของโรงแรมไทยในยุคดิจิทัลต้องอาศัยระบบนวัตกรรมการบริหารจัดการเชิงสร้างสรรค์ (Creative Management Innovation System) ที่เน้นการผสานความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการบนฐานข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างแก่ลูกค้า โรงแรมที่นำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ในมิติการดำเนินงานจะสามารถยกระดับคุณภาพบริการและลดต้นทุน ขณะที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการตลาดเชิงนวัตกรรมช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้และความภักดีของลูกค้า นอกจากนี้ แนวทางเชิงกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนยังเน้นการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ความร่วมมือกับพันธมิตร และการบูรณาการแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้ากับความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ผลการศึกษาสะท้อนว่าการบริหารจัดการเชิงสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมโรงแรมไทยสู่ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/284908 The influence of Chinese Short Video Application (TikTok) in the Thai Market: The Challenges and Future Development Trends 2026-01-21T14:09:05+07:00 Yang Liu 3205266851@qq.com Pim Samara Yarapirom pimdejong2517@gmail.com <p>This study examines the influence of the Chinese short-video application TikTok on the Thai market, with particular emphasis on user behavior, cultural adaptation, and future development challenges. The rapid growth of short-video platforms has significantly transformed digital communication, entertainment, and e-commerce worldwide. In Thailand, TikTok has emerged not only as a popular social media platform but also as an important channel for digital marketing, cultural exchange, and online consumption.</p> <p>A mixed-methods research design was employed, integrating quantitative and qualitative approaches. Quantitative data were collected through a structured questionnaire administered to 200 Thai TikTok users, while qualitative data were obtained from in-depth interviews with users, content creators, and digital marketing experts. Descriptive statistics, chi-square tests, t-tests, and one-way ANOVA were used to analyze quantitative data, whereas thematic analysis was applied to qualitative findings.</p> <p>The results indicate that TikTok’s success in Thailand is primarily driven by its personalized recommendation algorithm, diverse product offerings, competitive pricing, and the credibility of content creators and live-streamers. Demographic factors such as age and income significantly influence purchasing behavior, particularly in relation to high-priced products. Moreover, effective localization strategies—such as culturally relevant content and collaboration with Thai creators—enhance user engagement and trust. However, challenges related to data privacy, regulatory compliance, and content moderation remain critical concerns.</p> <p>The study concludes that TikTok’s future development in Thailand depends on its ability to balance technological innovation with social responsibility. By integrating advanced technologies such as artificial intelligence (AI) and augmented reality (AR), while strengthening data protection and cultural adaptation strategies, TikTok can promote sustainable growth and maintain its competitive position in Thailand’s digital ecosystem</p> <p> </p> <p>งานวิจัยนี้ใช้ทั้งวิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากแบบสำรวจและการสัมภาษณ์ผู้ใช้ TikTok ชาวไทย ครีเอเตอร์คอนเทนต์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของ TikTok ในประเทศไทยเกิดจากอัลกอริทึมการแนะนำเนื้อหาแบบเฉพาะบุคคล การออกแบบที่ใช้งานง่าย และกลยุทธ์การปรับให้เข้ากับท้องถิ่นที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยและความต้องการของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มยังต้องเผชิญความท้าทาย เช่น ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ และความจำเป็นในการดูแลคอนเทนต์ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น งานวิจัยสรุปว่า การพัฒนา TikTok ในประเทศไทยในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความรับผิดชอบ โดยการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความจริงเสริม (AR) และองค์ประกอบทางวัฒนธรรมท้องถิ่น TikTok จะสามารถเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ สนับสนุนครีเอเตอร์ท้องถิ่น และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในระบบนิเวศดิจิทัลของไทย</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/284907 The Existence of Spirit Medium “Chumaxian” of Animals Spirit in Northeast China: A Ritual Performance Approach 2026-01-21T14:11:53+07:00 Mingze Li 2359314189@qq.com Pim Samara Yarapirom pimdejong2517@gmail.com <p style="margin: 0in; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in;"><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">Chumaxian is a distinctive form of folk spirit mediumship centered on animal spirits in Northeast China. This belief system integrates elements of shamanism, Taoism, Buddhism, and local folk traditions, and is practiced primarily through possession rituals and everyday moral cultivation. The objectives of this study are: (1) to examine the religious concepts, moral values, symbolic imagery, and ritual practices embedded in Chumaxian belief; and (2) to analyze its social functions within contemporary Northeast Chinese society, particularly in relation to family ethics, community cohesion, psychological support, and cultural continuity.</span></p> <p style="margin: 0in; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in;"><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">This research adopts a qualitative approach, combining literature review, in-depth interviews, participant observation, and field investigation conducted in Boli County, Qitaihe City, Heilongjiang Province. The findings indicate that Chumaxian functions as a form of “middle-level belief” situated between institutionalized religion and individual superstition. Through spirit possession rituals, moral exhortation, and personalized guidance, Chumaxian provides believers with emotional healing, ethical orientation, and practical interpretations of life difficulties. Despite pressures from modernization, scientism, and urbanization, Chumaxian belief has not declined. Instead, it has undergone adaptive transformation through ritual simplification,digital dissemination, and cultural reconstruction.</span></p> <p style="margin: 0in; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: .5in;"><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">The study argues that the persistence of Chumaxian demonstrates the cultural resilience and adaptability of Chinese folk beliefs. Rather than being a remnant of superstition, Chumaxian represents a dynamic cultural resource that continues to fulfill important psychological, social, and spiritual functions in contemporary society. Respecting the internal dynamics of such folk traditions is essential for their creative transformation and sustainable cultural preservation.</span></p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/284913 The cultural adaptation of Chinese "POP MART" blind boxes in the Thai market: The Behavioral Motivation Analysis of Young Thai Consumers 2026-01-21T14:15:53+07:00 Yuxi Wang 2046003689@qq.com Pim Samara Yarapirom pimdejong2517@gmail.com <p>This study examines the cultural adaptation of Chinese POP MART blind boxes in the <br />Thai market, with a particular focus on the behavioral motivations of young Thai consumers. <br />A mixed-methods research design was employed, integrating quantitative and qualitative approaches. Quantitative data were collected through questionnaire surveys administered to 200 Thai consumers and analyzed using Chi-square tests, independent sample t-tests, and one-way ANOVA to examine the relationships between demographic factors (income, gender, age, education, and occupation) and purchasing behavior, satisfaction, and cultural identification. Qualitative data were obtained from in-depth interviews with key informants, including POP MART retail staff, marketing professionals, and experienced blind box consumers, to gain deeper insights into consumer motivations and perceptions of cultural adaptation.</p> <p>The findings indicate that income and education levels significantly influence purchasing motivation, while gender and age significantly affect consumer satisfaction and cultural identification with POP MART products. Female and younger consumers (aged 18–25) exhibit stronger emotional attachment, aesthetic appreciation, and community identification. The results further reveal that POP MART’s success in Thailand is driven primarily by emotional engagement, visual appeal, and the formation of collector communities rather than deep integration of Thai cultural elements. Localized cultural adaptation is present but remains limited in scope.</p> <p>The study suggests that POP MART should enhance its localization strategy by incorporating Thai cultural elements into product design, collaborating with Thai artists, and adopting storytelling-based marketing strategies. These approaches may strengthen emotional bonds with consumers, improve brand loyalty, and support the brand’s long-term sustainability in the Thai market.</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/284892 การบูรณาการเทคโนโลยีด้านการรักษากับการดำเนินการเทคโนโลยีป้องกันประเทศในยุคดิจิทัล 2026-01-21T14:19:26+07:00 ฑิฏิวุฒิ ศรีมานพ pianghathaik@gmail.com ดำเกิง อัศวสุนทรางกูร honacg@yahoo.com วรพล เพชรภูผา honacg@yahoo.com ณัฏฐชัย เอกนราจินดาวัฒน์ honacg@yahoo.com <p>โลยีป้องกันประเทศ ในยุคดิจิทัล โดยพิจารณาถึง ศักยภาพของระบบสาธารณสุขและความมั่นคงแห่งชาติ ในการรับมือกับภัยคุกคามทางสุขภาพและภัยคุกคามทางทหาร การวิจัยนี้ใช้ กรอบแนวคิดเกี่ยวกับการบูรณาการเทคโนโลยี โดยมุ่งเน้น 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) เทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ระบบเฝ้าระวังสุขภาพอัจฉริยะ (Smart Health Monitoring) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) (2) เทคโนโลยีป้องกันประเทศ เช่น อากาศยานไร้คนขับ (UAVs) ระบบสื่อสารทางการทหาร และระบบ AI สำหรับการเฝ้าระวัง และ (3) ปัจจัยสนับสนุน เช่น นโยบายภาครัฐ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการลงทุนด้านเทคโนโลยี ผลการศึกษาพบว่า การบูรณาการเทคโนโลยีทางการแพทย์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและตอบโต้ภัยคุกคามได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการนำ AI และ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มโรคระบาดและภัยคุกคามทางทหารแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ UAVs และ Military Digital Networks ยังสามารถช่วยสนับสนุนภารกิจทางการแพทย์และความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การบูรณาการดังกล่าวยังเผชิญกับความท้าทายในด้าน ความปลอดภัยทางไซเบอร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และการจัดการข้อมูลที่มีความอ่อนไหว ข้อเสนอแนะของการศึกษานี้ ได้แก่ (1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เช่น ระบบ 5G และเครือข่ายทหารดิจิทัล (2) การกำหนดมาตรการด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล และ (3) การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถใช้ร่วมกันในภาคสาธารณสุขและการป้องกันประเทศ</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/283043 การพัฒนาแบบทดสอบความฉลาดรู้ด้านชีววิทยา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2026-01-21T14:39:36+07:00 ชนนิกานต์ ทิมแก้ว chonnikan.timkaew@sirin.ac.th ทวิกา ตั้งประภา chonnikan.timkaew@sirin.ac.th พนิดา ศกุนตนาค chonnikan.timkaew@sirin.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อสร้างแบบทดสอบความฉลาดรู้ด้านชีววิทยา 2) เพื่อตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้ด้านชีววิทยา&nbsp; และ 3) เพื่อศึกษาความฉลาดรู้ด้านชีววิทยา กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4&nbsp; สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 730 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบทดสอบวัดความฉลาดรู้ด้านชีววิทยามีลักษณะเป็นแบบทดสอบอัตนัยเชิงสถานการณ์ โดยมีเนื้อหาสอดคล้องกับมโนทัศน์หลักของความฉลาดรู้ด้านชีววิทยา วิเคราะห์คุณภาพของแบบสอบถามโดยใช้ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม และศึกษาความฉลาดรู้ด้านชีววิทยาโดยการหาค่าคะแนนจุดตัด ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบทดสอบที่สร้างขึ้น มีลักษณะเป็นแบบทดสอบอัตนัยเชิงสถานการณ์ พร้อมสร้างเกณฑ์การให้คะแนนออกกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ 0, 1, 2, 3 และ 4 คะแนน 2) ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบความฉลาดรู้ด้านชีววิทยา พบว่า ข้อสอบจำนวน 20 ข้อ มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.60 – 1.00 เมื่อวิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบ โดยใช้ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม พบว่า ข้อสอบที่ผ่านเกณฑ์ และนำไปใช้ มีค่าความยากง่าย ตั้งแต่ 0.41 – 0.58 มีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.42-0.54 และมีค่าความเชื่อมั่นของเท่ากับ 0.85 3) ผลการวิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบ พบว่า ข้อสอบมีค่าพารามิเตอร์ความชัน ตั้งแต่ 1.23 ถึง 3.77 ค่าพารามเตอร์ขั้นความยากของการตอบ มีค่าตั้งแต่ -1.69 ถึง 2.11 และแบบทดสอบให้สารสนเทศที่ระดับความสามารถ เท่ากับ 1.2 โดยมีค่าเท่ากับ 33.39 และค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานเท่ากับ 0.17 และ 3) ผลการศึกษาระดับความฉลาดรู้ด้านชีววิทยา พบว่า นักเรียนมีความฉลาดรู้ระดับ Nominal ร้อยละ 13.33 ระดับ Functional ร้อยละ 55.00 ระดับ Structural ร้อยละ 29.67 และระดับ Multidimensional ร้อยละ 2.00</p> <p>&nbsp;</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/284322 The impact of service marketing mix factors, service convenience, and brand trust on the repurchase decision of stationery and office supplies from Officemate by consumers in Bangkok and metropolitan areas 2026-01-21T14:44:18+07:00 Pongphon Teeradetchusak dnp.pks@gmail.com Pashatai Charutawephonnukoon pongphon.3e3enz.snap@gmail.com <p>The stationery and office supplies retail sector in Thailand faces intense competition as consumers increasingly emphasize convenience, reliability, and trustworthiness in service providers. Understanding the factors that influence repurchase decisions is therefore essential for sustaining long-term customer relationships. This study aimed (1) to examine the effects of service marketing mix factors, service convenience, and brand trust on consumers’ repurchase decisions for stationery and office supplies from OfficeMate, and (2) to identify the factor with the greatest influence. A quantitative research approach was employed using a structured questionnaire administered to 420 consumers in Bangkok and the metropolitan area who had previously purchased products from OfficeMate. The data were analyzed using Partial Least Squares Structural Equation Modeling (PLS-SEM). The results indicated that service marketing mix factors, service convenience, and brand trust all had statistically significant positive effects on repurchase decisions (p &lt; .01). The proposed model explained 63.6% of the variance in repurchase decision. Among the examined factors, brand trust exerted the strongest influence, followed by service convenience, while service marketing mix factors had the least impact. <br />The findings highlight the importance of strengthening brand trust and enhancing service convenience in both physical and online channels to encourage repeat purchasing behavior. These insights provide practical implications for retail managers in developing effective service and branding strategies to sustain competitiveness and long-term growth in the stationery and office supplies market.</p> <p> </p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285334 บุพปัจจัยความสำเร็จของสินค้า OTOP ประเภทอาหารในประเทศไทย 2026-01-21T14:46:28+07:00 ขุมทรัพย์ โลจายะ khumsaplochaya@gmail.com เตือนใจ แสงทอง thaunjais@yahoo.com ทักษิณา แสนเย็น taksina_s@rbac.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองความสำเร็จของสินค้า OTOP ประเภทอาหาร ในประเทศไทย เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเริ่มจากการวิจัยเชิงปริมาณแล้วตามด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการธุรกิจสินค้า OTOP ประเภทอาหารในประเทศไทยที่ได้รับ รางวัลระดับ 4 - 5 ดาว จากกรมพัฒนาชุมชน จำนวน 600 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขึ้นตอน และทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ผู้บริหารระดับสูงของสินค้า OTOP ประเภทอาหารในประเทศไทย จำนวน 18 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองความสำเร็จของสินค้า OTOP ประเภทอาหารในประเทศไทย ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย ปัจจัยภาวะผู้นำ ปัจจัยทรัพยากรหลัก ปัจจัยการบริหารการตลาด ปัจจัยนวัตกรรมการการจัดการ ปัจจัยเทคโนโลยี ปัจจัยการมุ่งเน้นการตลาด ปัจจัยภาพลักษณ์ตราสินค้า ปัจจัยคุณค่าสินค้าและบริการ ปัจจัยการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ ส่งผลต่อความสำเร็จของสินค้า OTOP ประเภทอาหารในประเทศไทย องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจสินค้า OTOP ประเภทอาหารไทยในอนาคต</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/283990 ความต้องการการส่งเสริมการปลูกปอเทืองเพื่อปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของเกษตรกรอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก 2026-01-23T15:39:00+07:00 ศรัณยา อ่อนคำ saranyaonkham@gmail.com นารีรัตน์ สีระสาร saranyaonkham@gmail.com ปริชาติ ดิษฐกิจ saranyaonkham@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการการส่งเสริมการปลูกปอเทืองเพื่อปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของเกษตรกรอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง อำเภอวังทอง ที่มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2565/2566 จำนวนทั้งสิ้น 265 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 50.60 มีพื้นที่ถือครองของตนเอง ร้อยละ 67.60&nbsp; ใช้ทุนของตนเองในการทำการเกษตร ร้อยละ 61.00 ความต้องการการส่งเสริม การปลูกปอเทืองเพื่อปรับปรุงบำรุงดินของเกษตรกร ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.21) เมื่อพิจารณาแยกออกเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทั้ง 3 ประเด็น ได้แก่ ด้านการส่งเสริมแบบกลุ่ม (ค่าเฉลี่ย 4.34) รองลงมา คือ ด้านการส่งเสริมแบบสื่อมวลชน (ค่าเฉลี่ย 4.29) และด้านการส่งเสริมรายบุคคล (ค่าเฉลี่ย 3.99) ตามลำดับ</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา