https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/issue/feed
วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-06-11T19:27:06+07:00
ณัฏฐชัย เอกนราจินดาวัฒน์
Aeknarajindawut@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</strong> จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนเป็นพื้นที่กลางในการเผยแพร่<strong>บทความวิจัย </strong>และ<strong>บทความวิชาการ </strong>ให้แก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา โดยมุ่งหวังให้ผลงานที่เผยแพร่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสนับสนุนการเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนานโยบายหรือการปฏิบัติในเชิงวิชาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> <p>วารสารมุ่งเน้นการเผยแพร่ผลงานที่มีคุณภาพในขอบเขตสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมเนื้อหาในมิติของ <strong data-start="676" data-end="706">รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์</strong> รวมถึงสาขาในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สัมพันธ์และบูรณาการกัน ได้แก่ <strong data-start="782" data-end="916">บริหารการศึกษา บริหารธุรกิจ การจัดการ ศิลปศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา การเงิน การบัญชีและการธนาคาร การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์</strong> ทั้งนี้ วารสารเปิดรับบทความ <strong data-start="945" data-end="973">ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</strong> เพื่อส่งเสริมการสื่อสารทางวิชาการในระดับประเทศและระดับนานาชาติ และเพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายนักวิชาการที่หลากหลาย</p> <p>วารสารมี <strong>ISSN: 3027-7973</strong> (Online) จัดทำโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์การศึกษาจังหวัดอุดรธานี บรรณาธิการ คือ ดร.ณัฏฐชัย เอกนราจินดาวัฒน์</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/286204
การเสริมสร้างทักษะการจัดการการเรียนรู้ของคณาจารย์ผ่านวิธีการสอนแบบผสมผสานในมหาวิทยาลัย
2026-02-15T23:08:31+07:00
บุศรา นิยมเวช
busara_09@hotmail.com
นพคุณ คุณาชีวะ
noppakun@ru.ac.th
<p>วิธีการสอนแบบผสมผสานเป็นวิธีการสอนซึ่งบูรณาการการสอนในห้องเรียนแบบดั้งเดิมเข้ากับ การเรียนรู้แบบออนไลน์ได้กลายมาเป็นแนวทางการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา ซึ่งวิธีการเหล่านี้มีความยืดหยุ่นและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ และทำให้มหาวิทยาลัยสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของนักศึกษาได้ ในขณะเดียวกันก็เป็นการส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีส่วนร่วมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการนำการสอนแบบผสมผสานมาใช้จำเป็นต้องพัฒนาทักษะการจัดการการเรียนรู้ขั้นสูงสำหรับคณาจารย์ ได้แก่ ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การออกแบบหลักสูตรที่เหมาะกับการสอนแบบผสมผสาน กลยุทธ์การมีส่วนร่วมของนักศึกษา วิธีการวัดและประเมินที่มีประสิทธิภาพและการจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการพัฒนาทักษะเหล่านี้ช่วยให้คณาจารย์สามารถรับมือกับความท้าทายของการสอนแบบผสมผสานและใช้ประโยชน์จากศักยภาพเพื่อปรับปรุงผลลัพธ์การเรียนรู้ สำหรับการพัฒนาทักษะเหล่านี้เป็นการส่งเสริมให้คณาจารย์สามารถจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานได้อย่างมีคุณภาพตอบสนองต่อการเรียนรู้และบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลัก (1) เพื่อศึกษาวิวัฒนาการของวิธีการสอนแบบผสมผสานของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย (2) เพื่อวิเคราะห์ทักษะที่สำคัญและความท้าทายในการพัฒนาทักษะของคณาจารย์ที่มีต่อการสอนแบบผสมผสานให้ประสบความสำเร็จ (3) เพื่อระบุกลยุทธ์ในการพัฒนาทักษะวิธีการสอนแบบผสมผสานที่สำคัญผ่านการพัฒนาทางวิชาชีพ การสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาและการบูรณาการทางเทคโนโลยีนวัตกรรม และ (4) เพื่อศึกษากรณีศึกษาและทิศทางในอนาคตของการสอนแบบผสมผสานของคณาจารย์ในประเทศไทย ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยโดยการดำเนินการทบทวนวรรณกรรมหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องรวมถึงการวิเคราะห์วรรณกรรมทางวิชาการ กรณีศึกษาและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการสอนแบบผสมผสานอย่างครอบคลุม และนอกจากนี้ได้ดำเนินการศึกษาความคิดเห็นของคณาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 คน เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการสอนแบบผสมผสาน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) วิวัฒนาการของวิธีการสอนแบบผสมผสานของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย มีความโดดเด่นกว่าการสอนแบบดั้งเดิมในด้านความยืดหยุ่น การมีส่วนร่วมของผู้เรียนและการประเมินผล ที่หลากหลายและทันสมัย ด้วยการใช้เทคโนโลยีและแนวทางที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งทำให้สามารถตอบสนองต่อความหลากหลายของผู้เรียนได้ดีกว่า ในขณะที่การสอนแบบดั้งเดิมยังคงมีข้อจำกัดด้านวิธีการและรูปแบบการจัดการเรียนรู้ (2) ทักษะที่สำคัญของคณาจารย์ที่มีต่อการสอนแบบผสมผสาน ได้แก่ ความสามารถทางเทคนิคการสอน การปรับวิธีสอนให้ยืดหยุ่น การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษา และการประเมินผลพร้อมให้ข้อเสนอแนะอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการพัฒนาทักษะเหล่านี้ยังเผชิญกับความท้าทาย เช่น การต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและทรัพยากร ตลอดจนโอกาสในการพัฒนาวิชาชีพ (3) กลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาทักษะการสอนแบบผสมผสาน ได้แก่ การพัฒนาวิชาชีพผ่านการอบรมและโครงการฝึกทักษะ การให้คำปรึกษาและความร่วมมือจากเพื่อนร่วมงาน การสนับสนุนอย่างเป็นระบบจากสถาบันการศึกษา และการประเมินผลพร้อมรับข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงการสอนให้มีประสิทธิภาพ และ (4) การศึกษากรณีตัวอย่าง พบว่าคณาจารย์มหาวิทยาลัยมีความคิดเห็น ในระดับมากต่อการปฏิบัติที่ดีของการสอนแบบผสมผสาน (M=4.23, SD=0.60) แสดงถึงความพร้อมและการยอมรับแนวทางนี้อย่างกว้างขวาง ส่วนทิศทางในอนาคตของการสอนแบบผสมผสานในประเทศไทย มีแนวโน้มเน้นการนำรูปแบบใหม่ ๆ มาปรับใช้ส่งผลดีต่อการพัฒนาวิชาชีพของคณาจารย์ในระยะยาว และเปิดโอกาสในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน</p> <p> ดังนั้นการสอนแบบผสมผสานจึงมีความสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาในยุคดิจิทัล โดยส่งเสริมการเข้าถึงการเรียนรู้ การมีส่วนร่วมของผู้เรียน และการพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์ ปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพดังกล่าว ได้แก่ โครงการฝึกอบรม การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี โอกาสในการเรียนรู้ และแรงจูงใจในวิชาชีพ คำแนะนำที่สำคัญคือการพัฒนาอย่างเป็นระบบภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความร่วมมือและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่มั่นคง เพื่อให้การสอนแบบผสมผสานเป็นรากฐานของการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
2026-05-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/286936
รูปแบบการบริหารรัฐอัจฉริยะ (IPA Model) สำหรับประเทศไทยในยุคปัญญาประดิษฐ์
2026-03-05T13:41:14+07:00
ฉัณทิพย์ จำเดิมเผด็จศึก
pianghathaik@gmail.com
เตวิช พฤกษ์ปีติ
mysunshine899@gmail.com
พระมหาณัฐพงษ์ นาคถ้ำ
mysunshine899@gmail.com
ชัยธนภัทร ชัยะโสตถิ
chaitanaphat2016@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารรัฐดิจิทัล รัฐบาลอัจฉริยะ และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาครัฐ 2) วิเคราะห์องค์ประกอบและปัจจัยสำคัญของการบริหารรัฐอัจฉริยะที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทย 3) พัฒนาและสังเคราะห์รูปแบบการบริหารรัฐอัจฉริยะ หรือ IPA Model และ 4) ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความสอดคล้องของโมเดล การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 15 คน และการให้ข้อเสนอแนะเชิงคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงตีความ ผลการวิจัยพบว่า การบริหารรัฐอัจฉริยะเป็นการนำเทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในระบบราชการ โดยปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารภาครัฐไปสู่ระบบที่ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์เป็นฐานในการตัดสินใจ คาดการณ์ปัญหา และให้บริการเชิงรุก รูปแบบการบริหารรัฐอัจฉริยะ (IPA Model) มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ รัฐบาลอัจฉริยะ ระบบราชการอัจฉริยะ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาครัฐ ธรรมาภิบาลและจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ และการมีส่วนร่วมของประชาชนและความโปร่งใสภาครัฐ โดยมีกลไกขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ ห้องปฏิบัติการนโยบายอัจฉริยะ ระบบเปิดเผยตรรกะการตัดสินใจ กรอบสมรรถนะดิจิทัลของบุคลากรภาครัฐ คณะกรรมการธรรมมาภิบาลกำกับดูแล AI ระดับชาติ และระบบรับฟังและสะท้อนข้อมูลจากประชาชน นอกจากนี้ ผลการประเมินพบว่า IPA Model มีความเป็นระบบ มีความเป็นไปได้เชิงนโยบาย และสอดคล้องกับบริบทไทย ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ ภาครัฐควรพัฒนาโครงสร้างข้อมูลกลาง ยกระดับสมรรถนะดิจิทัลและ AI ของบุคลากร จัดตั้งกลไกกำกับดูแล AI ที่โปร่งใส และออกแบบระบบรับฟังประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารรัฐอัจฉริยะนำไปใช้ได้จริงและเกิดความไว้วางใจสาธารณะ</p>
2026-05-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/286938
นวัตกรรมการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางการค้าของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สับปะรดชุมชนบ้านคา ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี
2026-03-05T13:45:15+07:00
นภสินี นิลพันธ์
pianghathaik@gmail.com
เนาวรัตน์ อัศวเทศามงคล
naowarata@sau.ac.th
บุษบง ปรีดาวงศากร
budsabongp@sau.ac.th
โสภิดา เสรีสุชาติ
sopidas@sau.ac.th
<p>การวิจัยเรื่องนวัตกรรมการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางการค้าของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สับปะรดชุมชนบ้านคา ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษา ความต้องการเนื้อหาในการฝึกทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางการค้า 2) พัฒนานวัตกรรมการสื่อสารภาษาอังกฤษที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของผู้ประกอบการ และ 3) ทดลองใช้และประเมิน ความพึงพอใจต่อนวัตกรรมการสื่อสารภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เกษตรกรและผู้ประกอบการร้านขายผลิตภัณฑ์สับปะรดชุมชนบ้านคา จำนวน 80 คน กลุ่มทดลองใช้เบื้องต้น จำนวน 20 คน และกลุ่มทดลองใช้นวัตกรรม จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามความต้องการ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก นวัตกรรมการสื่อสารภาษาอังกฤษ แบบทดสอบก่อนและหลังการทดลอง และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการมีความต้องการเนื้อหาคำศัพท์และบทสนทนาเฉพาะสำหรับการค้าขายมากที่สุด รองลงมาคือ บทสนทนาเฉพาะสำหรับการค้าขาย และคำอ่านภาษาไทย นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเป็นคู่มือหรือหนังสือเล่มเล็กประกอบสื่อเสียง ครอบคลุมสถานการณ์การขายสินค้า เช่น การทักทาย การแนะนำสินค้า การบอกราคา การอธิบายคุณลักษณะสินค้า และการกล่าวขอบคุณ ผลการทดลองพบว่าคะแนนทักษะการฟังหลังใช้นวัตกรรมสูงกว่าก่อนใช้ และผู้ประกอบการมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมในระดับมากที่สุด องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย คือ BHK Model ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนานวัตกรรมภาษาอังกฤษที่ยึดสถานการณ์การขายจริง สื่อพกพา คำศัพท์และบทสนทนาสำคัญ คำอ่านและคำแปลภาษาไทย และการฝึกใช้พร้อมรับข้อเสนอแนะเป็นฐาน</p>
2026-05-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285812
การทำให้พระเครื่องเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ของในตลาดจีนบนรากฐานพระพุทธศาสนา: แนวทฤษฎีเชิงปฏิบัติ
2026-02-15T23:04:13+07:00
ลี่เฉิง ซุน
2505228219@qq.com
พิม ซามาร่า ญาราภิรมย์
pimdejong2517@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมือนและความแตกต่างของความหมายเชิงสัญลักษณ์ของพระเครื่องไทยในสังคมไทยและจีน ศึกษาความหมายทางศาสนา บทบาททางสังคม และปัจจัยที่ส่งผลต่อความนิยมของพระเครื่องไทยในตลาดจีน และพฤติกรรมการบริโภคพระเครื่องไทยของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดจีนสมัยใหม่ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 25 คน ซึ่งคัดเลือกด้วยวิธีการแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้บริโภค 15 คน ผู้ประกอบการ 5 คน และผู้ผลิตพระเครื่อง 5 คน เครื่องมือและวิธีการเก็บข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วมในสถานประกอบการพระเครื่อง และการวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การตีความเชิงชาติพันธุ์วรรณนา การเรียบเรียงเชิงประวัติศาสตร์ และการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า พระเครื่องไทยในบริบทไทยมีความหมายเชื่อมโยงกับความศรัทธา การคุ้มครองทางจิตวิญญาณ การสร้างบุญ และอำนาจทางศาสนาของพระสงฆ์ ขณะที่ในบริบทจีน พระเครื่องไทยได้รับการตีความใหม่เป็นทั้งวัตถุศักดิ์สิทธิ์ เครื่องประดับ แหล่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ สินค้าทางวัฒนธรรม และสัญลักษณ์แสดงอัตลักษณ์ส่วนบุคคล ความนิยมดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากสื่อสังคมออนไลน์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน อิทธิพลของคนดัง และการตลาดเชิงออกแบบ นอกจากนี้ ตลาดยังมีการแบ่งกลุ่มผู้บริโภคอย่างชัดเจน ได้แก่ นักสะสมระดับสูง ผู้บริโภครุ่นใหม่ ผู้บริโภคเชิงประโยชน์ และผู้สนใจวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม การขยายตัวเชิงพาณิชย์ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องสินค้าปลอม การเก็งราคา การกล่าวอ้างเกินจริง และการลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่อง งานวิจัยสรุปว่า การเติบโตของพระเครื่องไทยในตลาดจีนเป็นกระบวนการปรับเปลี่ยนสัญลักษณ์ทางศาสนาในบริบทข้ามวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา วัฒนธรรม พฤติกรรมผู้บริโภค และกลไกตลาดร่วมสมัย</p>
2026-06-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/289217
การพัฒนากาแฟสุขภาพจากสารสกัดเคอร์คูมินอยด์จากขมิ้นชันร่วมกับสับปะรด GI จังหวัดบึงกาฬ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์และเศรษฐกิจของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
2026-06-08T14:40:19+07:00
ชลวิชชุ์ ยุวชิต
drchonlawitfbs@gmail.com
ชลธิชา รัมพณีนิล
drchonlawitfbs@gmail.com
วราภรณ์ ผิวหูม
drchonlawitfbs@gmail.com
ปิ่นทอง นันทะลาด
drchonlawitfbs@gmail.com
ศรีนวล ศรีไชยลา
drchonlawitfbs@gmail.com
ณรงค์ ขันดีศรีไพบูลย์
drchonlawitfbs@gmail.com
นรเพชร ฟองอ่อน
drchonlawitfbs@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟสุขภาพจากสารสกัดเคอร์คูมินอยด์จากขมิ้นชันร่วมกับสับปะรด GI จังหวัดบึงกาฬ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และประเมินผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเบื้องต้น การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนาร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและแปรรูปสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และสับปะรดบึงกาฬ รวมถึงผู้บริโภคในตลาดนำร่อง การดำเนินงานครอบคลุมการคัดเลือกวัตถุดิบ การพัฒนาสูตร การวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญ การทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ในระดับห้องปฏิบัติการ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการทดสอบตลาด ผลการวิจัยพบว่า สูตรผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีสารเคลือบเคอร์คูมินอยด์ร้อยละ 6 มีปริมาณเคอร์คูมินเฉลี่ย 187.45 มิลลิกรัมต่อหน่วยการทดลอง โดยผลการวิเคราะห์ซ้ำมีความแปรปรวนต่ำ ผลิตภัณฑ์มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ β-galactosidase และ α-galactosidase เฉลี่ยร้อยละ 73.10 และ 76.20 ในระดับห้องปฏิบัติการ การถ่ายทอดเทคโนโลยีช่วยให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบตามขั้นตอนที่กำหนด และมีความรู้ด้านการควบคุมคุณภาพ การบรรจุผลิตภัณฑ์ การคำนวณต้นทุน และการทดลองจำหน่าย ผลการทดสอบตลาดพบว่า ผลิตภัณฑ์มียอดจำหน่ายเฉลี่ย 85 หน่วยต่อเดือน ราคาจำหน่าย 150 บาทต่อหน่วย รายได้เฉลี่ย 12,750 บาทต่อเดือน และกำไรขั้นต้นประมาณ 53 บาทต่อหน่วย คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 35.33 ผลการวิจัยแสดงถึงศักยภาพเบื้องต้นของการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเชิงหน้าที่จากวัตถุดิบท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน</p>
2026-06-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/289658
ทักษะความเป็นมืออาชีพ การบริหารจัดการองค์กรและคุณลักษณะของสำนักงานบัญชีส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานที่ไม่ใช่ทางการเงินของสำนักงานบัญชีคุณภาพในประเทศไทย
2026-05-25T16:10:31+07:00
สุพัตรา ปรางบาง
supattra281979@gmail.com
คิราณัฎฐ์ ติวงษา พาลอส
ploysawat2537@gmail.com
สุรศักดิ์ เครือวัลย์
ploysawat2537@gmail.com
ภาวิณี ศรีเสวตร์
ploysawat2537@gmail.com
พรรณทิพย์ อย่างกลั่น
phanthip.ya@spu.ac.th
<p>การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความซับซ้อนของกฎระเบียบ และการแข่งขันในธุรกิจบริการวิชาชีพ ส่งผลให้สำนักงานบัญชีคุณภาพต้องพัฒนาทั้งศักยภาพบุคลากร ระบบบริหารจัดการ และทรัพยากรภายใน เพื่อรักษาคุณภาพบริการและความสัมพันธ์กับลูกค้า การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของ 1) ทักษะความเป็นมืออาชีพและการบริหารจัดการองค์กร และ 2) คุณลักษณะของสำนักงานบัญชี ที่มีต่อผลการดำเนินงานที่ไม่ใช่ทางการเงินของสำนักงานบัญชีคุณภาพในประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ ประชากร ได้แก่ สำนักงานบัญชีคุณภาพที่ได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จำนวน 178 แห่ง และเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจงแห่งละ 1 ราย ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้สอบบัญชี ผู้ทำบัญชี หรือบุคลากรที่มีความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานของสำนักงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ทักษะทางปัญญาและทักษะการติดต่อสื่อสารส่งผลเชิงบวกต่อคุณภาพการให้บริการ ส่วนทักษะการติดต่อสื่อสารส่งผลเชิงบวกต่อการบริหารลูกค้าและความสัมพันธ์ โดยโมเดลอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 10.4 และ 10.0 ตามลำดับ แต่ไม่พบอิทธิพลต่อการบริหารต้นทุนและการเงิน การบริหารจัดการองค์กรด้านการควบคุมและติดตามผลส่งผลเชิงบวกต่อคุณภาพการให้บริการและการบริหารลูกค้าและความสัมพันธ์ โดยโมเดลอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 22.0 และ 19.3 ตามลำดับ สำหรับคุณลักษณะของสำนักงานบัญชี จำนวนพนักงานส่งผลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานทั้ง 3 มิติ ขอบเขตการให้บริการส่งผลเชิงบวกต่อคุณภาพการให้บริการและการบริหารลูกค้าและความสัมพันธ์ ขณะที่ประเภทลูกค้าส่งผลเชิงลบต่อคุณภาพการให้บริการ โดยโมเดลอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 46.6, 27.7 และ 13.5 ตามลำดับ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า ผลการดำเนินงานที่ไม่ใช่ทางการเงินเกิดจากการประสานกันของทักษะบุคลากร ระบบควบคุม และความพร้อมด้านทรัพยากรของสำนักงานบัญชี</p>
2026-06-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/289219
การประเมินผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรจากขมิ้นชันและกระชายดำในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จังหวัดอุดรธานี
2026-06-11T19:27:06+07:00
ชลวิชชุ์ ยุวชิต
drchonlawitfbs@gmail.com
ณรงค์ ขันดีศรีไพบูลย์
udru4shared@gmail.com
ชลธิชา รัมพณีนิล
udru4shared@gmail.com
นรเพชร ฟองอ่อน
drchonlawitfbs@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลลัพธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรจากขมิ้นชันและกระชายดำในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จังหวัดอุดรธานี โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 130 ราย ประกอบด้วยเกษตรกรผู้ปลูกขมิ้นชันและกระชายดำ 15 ราย สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 30 ราย บุคลากรโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 5 ราย และผู้บริโภคในชุมชน 80 ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบก่อนและหลังการถ่ายทอดเทคโนโลยี แบบประเมินทักษะการผลิต แบบประเมินความพร้อมของกลุ่ม แบบบันทึกต้นทุนและรายได้ และแบบสอบถามการยอมรับผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน และการวิเคราะห์ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเบื้องต้น ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการถ่ายทอดเทคโนโลยี สมาชิกมีคะแนนความรู้และทักษะเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 2.20 ± 0.74 เป็น 4.17 ± 0.57 คะแนน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .001) โดยคะแนนความรู้รวมมีขนาดอิทธิพลระดับสูงมาก (Cohen’s <em>dz</em> = 1.80) สัดส่วนสมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 26.70 เป็นร้อยละ 80.00 ความพร้อมด้านมาตรฐานการผลิตเบื้องต้นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 58.40 เป็นร้อยละ 83.70 และผู้บริโภค ที่เห็นว่าผลิตภัณฑ์มีภาพลักษณ์เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์สุขภาพเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 52.50 เป็นร้อยละ 85.00 และผลการทดลองตลาดเป็นเวลา 2 เดือนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ 1,480 หน่วย จากจำนวนผลิต 1,680 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 88.10 มีรายได้รวม 71,040 บาท กำไรขั้นต้น 25,500 บาท และมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในชุมชน 40,200 บาท รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของสมาชิกเพิ่มขึ้นจาก 6,920.00 ± 1,145.32 บาท เป็น 7,487.44 ± 1,206.18 บาท หรือร้อยละ 8.20 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em> = 3.214, <em>p</em> = .003) ผลการวิจัยสะท้อนว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรจากขมิ้นชันและกระชายดำทำหน้าที่เป็นกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่าน “รูปแบบความร่วมมือมหาวิทยาลัย–วิสาหกิจชุมชน–หน่วยบริการสุขภาพ–ตลาดชุมชน” โดยหน่วยบริการสุขภาพในพื้นที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือทางสุขภาพและเพิ่มการยอมรับของผู้บริโภค รูปแบบดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรชุมชนในพื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกัน ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพกลุ่ม การสร้างมูลค่าเพิ่ม การทดสอบตลาดขนาดเล็ก และการขยายผลเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/289971
การพัฒนารูปแบบการบริหารที่ส่งเสริมทักษะของนักเรียนในยุคการศึกษาใหม่ สำหรับโรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2026-06-11T09:48:40+07:00
รัตนาวดี นำนาผล
nanboombim2528@gmail.com
นภาเดช บุญเชิดชู
660100103@webmail.npru.ac.th
จิตติรัตน์ แสงเลิศอุทัย
660100103@webmail.npru.ac.th
นภาภรณ์ ยอดสิน
660100103@webmail.npru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการบริหารที่ส่งเสริมทักษะของนักเรียน ในยุคการศึกษาใหม่ สำหรับนักเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารที่ส่งเสริมทักษะของนักเรียนในยุคการศึกษาใหม่ สำหรับนักเรียนประถมศึกษา และ 3) เพื่อประเมินรูปแบบการบริหารที่ส่งเสริมทักษะของนักเรียนในยุคการศึกษาใหม่ สำหรับนักเรียนประถมศึกษา การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 804 ราย โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสหสัมพันธ์และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบทักษะของผู้เรียนทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยทักษะคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมมีความสัมพันธ์สูงที่สุดกับทักษะการเรียนรู้และสติปัญญา (r = 0.953) รูปแบบการบริหารที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ และ 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การดำเนินการ การประเมินผลและปรับปรุง และการถอดบทเรียนเพื่อพัฒนาผลงาน ผลการวิเคราะห์ CFA ยืนยันว่าโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดี นอกจากนี้ ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ รูปแบบการบริหารที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนในยุคการศึกษาใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
2026-06-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/286519
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานบริการภาคพื้นดินในบริษัทบริการภาคพื้นการบินแห่งหนึ่ง
2026-03-05T13:28:03+07:00
เอมปวีร์ ศิรธรจิรารัตน์
aimpawee.s@gmail.com
วรันตรี ปลั่งวัฒนะ
aimpawee.s@gmail.com
อภิรดา จิตจริง
aimpawee.s@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานบริการภาคพื้นดิน และ (2) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานและความผูกพันต่อองค์กรที่มีต่อการคงอยู่ของพนักงานบริการภาคพื้นดินในบริษัทบริการภาคพื้นการบินแห่งหนึ่ง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัย เชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานจำนวน 140 ราย โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของพนักงานอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.36, S.D. = 0.27) โดยด้านลักษณะงานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือโอกาสในการเติบโตและพัฒนา และค่าตอบแทนและสวัสดิการ สำหรับการวิเคราะห์อิทธิพล พบว่า ปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานสามารถอธิบายความแปรปรวนของการคงอยู่ของพนักงานได้ร้อยละ 44.0 (R² = 0.440) โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดคือค่าตอบแทนและสวัสดิการ รองลงมาคือความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน และความมั่นคงในงาน ขณะที่ความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน มีอิทธิพลเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนลักษณะงานและโอกาสความก้าวหน้าไม่พบอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านความผูกพันต่อองค์กรสามารถอธิบายความแปรปรวนของการคงอยู่ของพนักงานได้ร้อยละ 36.5 (R² = 0.365) โดยความเต็มใจที่จะทุ่มเทความพยายามเพื่อองค์กรมีอิทธิพลสูงสุด รองลงมา คือ ความปรารถนาที่จะคงไว้ซึ่งความเป็นสมาชิกขององค์กร ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ยืนยันว่า ทั้งปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงานและความผูกพันต่อองค์กรมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการคงอยู่ของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่า การคงอยู่ของพนักงานเกิดจากการบูรณาการของปัจจัยด้านค่าตอบแทนและความมั่นคงในงาน คุณภาพชีวิตในการทำงาน และความผูกพันเชิงจิตวิทยาต่อองค์กร โดยเฉพาะความผูกพันเชิงอารมณ์ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างความตั้งใจในการคงอยู่ของพนักงานในอุตสาหกรรมการบิน</p>
2026-06-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/282426
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความน่าเชื่อถือในคุณภาพรายงานทางการเงินของสถานพยาบาลกองทัพบก
2026-01-06T19:59:51+07:00
ขวัญหทัย นกยูงทอง
kwanhatai001@gmail.com
มัตธิมา กรงเต้น
matthima.kr@spu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของ 1) คุณลักษณะของผู้ทำบัญชีภาครัฐ 2) การใช้มาตรฐานการบัญชีภาครัฐ และ 3) ประสิทธิภาพของระบบการควบคุมภายใน ที่มีต่อคุณภาพรายงานทางการเงินของสถานพยาบาลกองทัพบก การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีของสถานพยาบาลกองทัพบก จำนวน 193 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรทุกกลุ่มและคุณภาพรายงานทางการเงินโดยรวมอยู่ในระดับมาก คุณลักษณะด้านความเที่ยงธรรมและการรักษาความลับมีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพรายงานทางการเงินทั้งด้านความถูกต้องครบถ้วน ความสามารถตรวจสอบได้ การเสร็จตามเวลาที่กำหนด และความมีคุณภาพเชื่อถือได้ ส่วนความซื่อสัตย์ ความรู้ความสามารถ และทักษะในการประกอบวิชาชีพมีอิทธิพลเพียงบางด้าน การใช้มาตรฐานการบัญชีภาครัฐด้านการรับรู้รายการ การวัดมูลค่า และการเปิดเผยข้อมูลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพรายงานทางการเงินครบทั้ง 4 ด้าน โดยการวัดมูลค่ามีขนาดอิทธิพลสูงที่สุดในทุกแบบจำลอง สำหรับระบบการควบคุมภายใน พบว่า กิจกรรมการควบคุมเป็นองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพรายงานทางการเงินครบทั้ง 4 ด้าน ส่วนสารสนเทศและการสื่อสาร การติดตามและประเมินผล และการประเมินความเสี่ยงมีอิทธิพลเพียงบางด้าน ผลการวิจัยชี้ว่า การยกระดับคุณภาพรายงานทางการเงินควรให้ความสำคัญกับคุณลักษณะของผู้ปฏิบัติงาน การใช้มาตรฐานบัญชีอย่างถูกต้อง และการเสริมประสิทธิภาพของกิจกรรมการควบคุม</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/287173
ระดับองค์ประกอบตามแบบจำลอง 7S ของแมคคินซีย์ คุณภาพการให้บริการ การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ และกลยุทธ์ธุรกิจของโรงแรมระดับ 3 ดาวในจังหวัดเชียงใหม่
2026-03-05T13:51:50+07:00
วิลาสินี ชัยวรรณ์
sau6472820005@gmail.com
นนท์ สหายา
sau6472820005@gmail.com
<p>ธุรกิจโรงแรมระดับ 3 ดาวในจังหวัดเชียงใหม่เผชิญกับการแข่งขันด้านราคา คุณภาพการให้บริการ ช่องทางการจัดจำหน่าย และการสื่อสารการตลาด ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องกำหนดกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความพร้อมภายในองค์การและความต้องการของลูกค้า การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับองค์ประกอบตามแบบจำลอง 7S ของแมคคินซีย์ คุณภาพการให้บริการ การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ และกลยุทธ์ธุรกิจของโรงแรมระดับ 3 ดาวในจังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการ ผู้จัดการ หรือผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร การตลาด หรือการกำหนดกลยุทธ์ของโรงแรมระดับ 3 ดาว จำนวน 380 คน ได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจงร่วมกับการเลือกแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบตามแบบจำลอง 7S ของแมคคินซีย์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.12, S.D. = 0.65) โดยด้านกลยุทธ์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 2) คุณภาพการให้บริการโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.24, S.D. = 0.62) โดยด้านการให้ความเชื่อมั่นมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 3) การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.17, S.D. = 0.69) โดยการขายโดยพนักงานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และ 4) กลยุทธ์ธุรกิจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.87, S.D. = 0.86) โดยกลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านต้นทุนและกลยุทธ์การมุ่งเน้นตลาดเฉพาะส่วนมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากัน ผลการวิจัยชี้ว่าโรงแรมควรเชื่อมโยงการกำหนดกลยุทธ์กับการพัฒนาบุคลากร ระบบการทำงาน คุณภาพการตอบสนองลูกค้า และการสื่อสารการตลาดอย่างเป็นเอกภาพ</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/287176
กลยุทธ์การตลาด คุณภาพการให้บริการ ความสามารถในการแข่งขัน และความสำเร็จของธุรกิจร้านอาหารไทยในลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา
2026-03-05T13:59:45+07:00
วิริยะ ภิญโญ
sau657281008@gmail.com
บันลือ เครือโชติกุล
sau657281008@gmail.com
<p>ธุรกิจร้านอาหารไทยในสหรัฐอเมริกามีการขยายตัวตามความนิยมของอาหารไทย ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับการแข่งขัน ต้นทุนการดำเนินงาน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับกลยุทธ์การตลาด คุณภาพการให้บริการ ความสามารถในการแข่งขัน และความสำเร็จของธุรกิจร้านอาหารไทยในลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้การสำรวจ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ประกอบการหรือผู้แทนธุรกิจร้านอาหารไทย จำนวน 380 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) กลยุทธ์การตลาดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.17, S.D. = 0.62) โดยพนักงานบริการมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือการส่งเสริมการตลาด 2) คุณภาพการให้บริการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.14, S.D. = 0.62) โดยการตอบสนองความต้องการมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือความเชื่อถือไว้วางใจ ส่วนความเป็นรูปธรรมของการบริการมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 3) ความสามารถในการแข่งขันโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.21, S.D. = 0.56) โดยการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ การบริหารต้นทุนในการดำเนินงาน และ 4) ความสำเร็จของธุรกิจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.35, S.D. = 0.56) โดยกระบวนการจัดการภายในมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านการเงิน ด้านลูกค้า และด้านการเรียนรู้และการพัฒนา ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า พนักงานบริการ การตอบสนองลูกค้า การรักษารายได้ การบริหารต้นทุน และกระบวนการจัดการภายในเป็นประเด็นสำคัญในการดำเนินธุรกิจร้านอาหารไทยในพื้นที่ศึกษา</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/289157
The Influence of Learning Engagement and Self-Efficacy on Core Vocational Competencies in Project-Based Learning: Evidence from Four Vocational Colleges in Baotou, China
2026-06-08T14:36:44+07:00
Wei Han
weihan342@gmail.com
Feifei Wang
sakda.sup@rmutr.ac.th
Sakda Supap
sakda.sup@rmutr.ac.th
<p>The rapid development of artificial intelligence and the digital economy has increased the demand for adaptive competencies in vocational education. Although Project-Based Learning (PBL) is widely regarded as an effective instructional approach, the mechanism through which it contributes to the development of Core Vocational Competencies remains insufficiently understood. This study aimed to examine the relationships among PBL, learning engagement, self-efficacy, and Core Vocational Competencies among higher vocational college students. A questionnaire survey was conducted with 481 students from four higher vocational colleges in Baotou City, China. Structural equation modeling (SEM) was employed to test the proposed research model. The results revealed that PBL significantly and positively influenced learning engagement (β = 0.42, <em>p</em> < .001), while learning engagement significantly influenced Core Vocational Competencies (β = 0.63, <em>p</em> < .001). Learning engagement was found to fully mediate the relationship between PBL and Core Vocational Competencies, with the indirect effect accounting for 70.3% of the total effect. In addition, self-efficacy significantly moderated the relationship between learning engagement and competency development (β = 0.14, <em>p</em> < .01). The findings also revealed a structural imbalance characterized by high behavioral engagement but relatively low emotional engagement. Furthermore, students who participated in two to three PBL experiences demonstrated significantly higher competency gains, whereas additional participation produced diminishing returns. The findings suggest that PBL does not directly develop Core Vocational Competencies; rather, its effectiveness operates through the activation of learning engagement and the reinforcement of self-efficacy. The study contributes to the literature by advancing a mechanism-oriented understanding of PBL and provides practical implications for vocational education reform, particularly in strengthening emotional engagement, cognitive scaffolding, and quality-oriented PBL implementation.</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/287174
การยอมรับเทคโนโลยี นวัตกรรมการจัดการ คุณภาพการให้บริการ และประสิทธิผลการให้บริการระบบการแพทย์ทางไกลของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในประเทศไทย
2026-03-05T13:56:27+07:00
ปิ่นฤทัย สุธีรพงศ์
sau657281006@gmail.com
วิชากร เฮงษฎีกุล
dr.vichakorn@gmail.com
<p>การแพทย์ทางไกลมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพ ลดข้อจำกัดด้านเวลาและการเดินทาง และสนับสนุนการติดตามผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประสิทธิผลของบริการยังขึ้นอยู่กับการยอมรับเทคโนโลยี การปรับกระบวนการบริหาร และคุณภาพการให้บริการ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการยอมรับเทคโนโลยี นวัตกรรมการจัดการ คุณภาพการให้บริการ และประสิทธิผลการให้บริการระบบการแพทย์ทางไกลของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้บริการระบบการแพทย์ทางไกลจำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การยอมรับเทคโนโลยีโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.62, S.D. = 0.70) โดยการรับรู้ความง่ายและการรับรู้ประโยชน์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากัน 2) นวัตกรรมการจัดการอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.57, S.D. = 0.72) โดยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 3) คุณภาพการให้บริการอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.48, S.D. = 0.85) แต่การตอบสนองความต้องการอยู่ในระดับปานกลาง และ 4) ประสิทธิผลการให้บริการอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.46, S.D. = 0.85) โดยการให้บริการอย่างต่อเนื่อง มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่การให้บริการอย่างเพียงพอมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ผลการวิจัยสะท้อนว่าโรงพยาบาลควรให้ความสำคัญกับความรวดเร็วในการตอบสนองความเพียงพอของบุคลากรและช่วงเวลาให้บริการ ตลอดจนการเชื่อมโยงกระบวนการแพทย์ทางไกลให้ครบวงจร</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/287177
การมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการ การมุ่งเน้นตลาด ความสามารถทางนวัตกรรม และความสำเร็จของธุรกิจไมซ์ในกรุงเทพและปริมณฑล
2026-03-05T14:06:41+07:00
อนุสรณ์ โฉมนภาเพ็ญ
sau6672810011@gmail.com
วิชากร เฮงษฎีกุล
dr.vichakorn@gmail.com
<p>อุตสาหกรรมไมซ์มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการเชื่อมโยงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รูปแบบการจัดงานหลังสถานการณ์โควิด-19 พฤติกรรมของผู้ใช้บริการ และการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวทั้งด้านการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ การทำความเข้าใจตลาด และการพัฒนานวัตกรรม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการ การมุ่งเน้นตลาด ความสามารถทางนวัตกรรม และความสำเร็จของธุรกิจไมซ์ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบการหรือผู้แทนสถานประกอบการธุรกิจไมซ์ จำนวน 240 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงร่วมกับการเลือกตามความสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.60–1.00 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาเท่ากับ .974 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การมุ่งเน้นความเป็นผู้ประกอบการโดยรวมอยู่ในระดับมาก(X̄ = 3.90, S.D. = 0.73) โดยความเป็นอิสระและความกล้าเสี่ยงมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 2) การมุ่งเน้นตลาดโดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.84, S.D. = 0.74) โดยการมุ่งเน้นลูกค้ามีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3)ความสามารถทางนวัตกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมากและมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดในบรรดาตัวแปรที่ศึกษา (X̄ = 3.96, S.D. = 0.70) โดยนวัตกรรมกระบวนการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และ 4) ความสำเร็จของธุรกิจไมซ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.90, S.D. = 0.78) โดยด้านการเงินมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผลการวิจัยสะท้อนว่า ผู้ประกอบการมีความพร้อมด้านการปรับปรุงกระบวนการ การเรียนรู้ และการตัดสินใจทางธุรกิจ จึงควรพัฒนาการทำงานเชิงรุก การติดตามคู่แข่งขัน นวัตกรรมการตลาด และกระบวนการจัดการภายในให้มากขึ้น</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/287178
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง การมุ่งเน้นผู้ประกอบการ การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร และความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนของกลุ่มธุรกิจปุ๋ยเคมีขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย
2026-03-05T14:09:25+07:00
ลินดา บูรณะชน
sau6672810015@gmail.com
ศิริพร กาฬกาญจน์
sau6672810015@gmail.com
<p>ธุรกิจปุ๋ยเคมีขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทยต้องเผชิญกับความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ การแข่งขันทางการตลาด ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การรักษาความสามารถในการแข่งขันจึงขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านภาวะผู้นำ การมุ่งเน้นผู้ประกอบการ และการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง การมุ่งเน้นผู้ประกอบการ การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร และความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนของกลุ่มธุรกิจปุ๋ยเคมีขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารหรือตัวแทนระดับบริหารของสถานประกอบการ จำนวน 340 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 5 คน โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .987 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในองค์กรมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดและอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ การมุ่งเน้นผู้ประกอบการ ความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอยู่ในระดับมากเช่นกัน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การจัดการวัตถุดิบ ความเป็นอิสระ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจ และการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดในแต่ละตัวแปร ขณะที่การกระตุ้นทางปัญญามีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดและอยู่ในระดับปานกลาง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจควรส่งเสริมการคิดริเริ่มของบุคลากร พัฒนาการตลาดด้านสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมต้นทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/287184
คุณลักษณะของผู้ประกอบการ การมุ่งเน้นตลาด นวัตกรรม และความสำเร็จของผู้ประกอบการผลิตหน้ากากอนามัยในประเทศไทย
2026-03-05T14:14:32+07:00
สมนี สมไทยสกุล
sau6672810023@gmail.com
นนท์ สหายา
sau6672810023@gmail.com
<p>ภายหลังสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย ความต้องการหน้ากากอนามัยในตลาดทั่วไปลดลง ขณะที่ผู้ผลิตยังต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคา คุณภาพ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการเปลี่ยนแปลง ความต้องการผู้บริโภค ผู้ประกอบการจึงต้องปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสภาพตลาดหลังวิกฤต การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณลักษณะของผู้ประกอบการ การมุ่งเน้นตลาด นวัตกรรม และความสำเร็จของผู้ประกอบการผลิตหน้ากากอนามัยในประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เจ้าของกิจการ ผู้บริหารระดับกลางขึ้นไป หรือผู้แทนสถานประกอบการผลิตหน้ากากอนามัย จำนวน 300 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงร่วมกับการเลือกตามความสะดวก เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะของผู้ประกอบการโดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.20, S.D. = 0.58) โดยความกล้าแข่งขันมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 2) การมุ่งเน้นตลาดโดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.19, S.D. = 0.61) โดยการมุ่งเน้นคู่แข่งขันมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 3) นวัตกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.09, S.D. = 0.52) โดยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และ 4) ความสำเร็จของผู้ประกอบการโดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.19, S.D. = 0.47) โดยความสำเร็จด้านการเงินมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่การดำเนินงานเชิงรุก การประสานงานระหว่างหน่วยงาน นวัตกรรมกระบวนการ และความสำเร็จด้านลูกค้ามีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าด้านอื่น ผลการวิจัยสะท้อนว่า ผู้ประกอบการควรเพิ่มการคาดการณ์ตลาด พัฒนากระบวนการผลิต เชื่อมโยงการทำงานภายในองค์กร และนำข้อมูลลูกค้ามาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้มากขึ้น</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/287182
ความรับผิดชอบต่อสังคม การสร้างคุณค่าร่วม การปรับตัวขององค์กร และความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของประเทศไทย
2026-06-08T14:30:56+07:00
อุษา ศิระสากร
sau6672810021@gmail.com
วิชากร เฮงษฎีกุล
dr.vichakorn@gmail.com
<p>อุตสาหกรรมอาหารในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเผชิญความท้าทายจากการแข่งขัน การเปลี่ยนแปลงของความต้องการผู้บริโภค ข้อกำหนดด้านคุณภาพและความปลอดภัย ตลอดจนแรงกดดันด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม องค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม การสร้างคุณค่าร่วม และการปรับตัว เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในระยะยาว การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับ ความรับผิดชอบต่อสังคม การสร้างคุณค่าร่วม การปรับตัวขององค์กร และความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ใช้การวิจัยเชิงปริมาณโดยการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร หรือผู้แทนสถานประกอบการอุตสาหกรรมอาหารในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง จำนวน 280 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความรับผิดชอบต่อสังคมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.81, S.D. = 0.62) โดยด้านความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 2) การสร้างคุณค่าร่วมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.95, S.D. = 0.62) โดยด้านการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 3) การปรับตัวขององค์กรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.73, S.D. = 0.67) โดยการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และ 4) ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.55, S.D. = 0.63) โดยด้านสิ่งแวดล้อมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ผลการศึกษาสะท้อนว่า ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับผู้บริโภค การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตอบสนองต่อความต้องการของตลาด และการจัดการสิ่งแวดล้อม ขณะที่การกำกับดูแลกิจการ การลดขั้นตอนการทำงาน และความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจยังเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285309
ผู้นำท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ
2026-02-15T23:03:29+07:00
ภาภรอัณณ์ อัจกลับ
s65563825029@ssru.ac.th
จักรวาล สุขไมตรี
jagraval.su@ssru.ac.th
กีรติวรรณ กัลยาณมิตร
Keratiwan.ka@ssru.ac.th
<p>ผู้นำท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญต่อการบริหารจัดการและการพัฒนาพื้นที่ในระดับชุมชน เนื่องจากเป็นกลไกหลักในการกำหนดทิศทางการพัฒนา การจัดสรรทรัพยากร และการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคส่วนอื่น ๆ ในท้องถิ่น บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์คุณลักษณะของผู้นำท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมจากเอกสารทางวิชาการ หนังสือ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำและการบริหารท้องถิ่น ผลการสังเคราะห์พบว่า ผู้นำท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ ควรมีคุณลักษณะสำคัญที่สามารถจัดกลุ่มได้เป็น 4 มิติ ได้แก่ 1) มิติภาวะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ เช่น การมีวิสัยทัศน์ ความสามารถในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และการคิดเชิงระบบ 2) มิติธรรมาภิบาลและจริยธรรม เช่น การยึดหลักคุณธรรม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล 3) มิติสมรรถนะด้านการบริหารจัดการ เช่น ความรู้ด้านการบริหาร การพัฒนาชุมชน และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และ 4) มิติความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม เช่น ทักษะการสื่อสาร การสร้างแรงจูงใจ การสนับสนุนผู้ปฏิบัติงาน และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน คุณลักษณะดังกล่าวมีความสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานท้องถิ่น การยกระดับคุณภาพการให้บริการสาธารณะ และการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบริหารงานภาครัฐในระดับพื้นที่ ทั้งนี้ ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพผู้นำท้องถิ่น รวมทั้งใช้เป็นกรอบแนวคิดสำหรับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำท้องถิ่นในอนาคต</p>
2026-06-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/286210
การมีส่วนร่วมเชิงสัญลักษณ์สู่การร่วมตัดสินใจ: การวิเคราะห์บันไดการมีส่วนร่วมของ Arnstein ในการบริหารภาครัฐไทย
2026-06-08T11:50:14+07:00
ศุภาพิชญ์ ศิริพร ณ ราชสีมา
suphapiech05@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบการบริหารภาครัฐไทย โดยใช้กรอบแนวคิดบันไดการมีส่วนร่วมของ Arnstein เป็นเครื่องมือในการอธิบายความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชนในกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ บทความเริ่มต้นด้วยการทบทวนแนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในทางรัฐประศาสนศาสตร์และความเชื่อมโยงกับหลักธรรมาภิบาล ก่อนนำเสนอกรอบแนวคิดบันไดการมีส่วนร่วมของ Arnstein และข้อวิพากษ์ต่อกรอบดังกล่าวในบริบทการกำกับดูแลร่วมสมัย จากนั้นจึงวิเคราะห์กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในประเทศไทยผ่านกรณีตัวอย่าง ได้แก่ กระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) กระบวนการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย และกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ผลการวิเคราะห์พบว่า กลไกการมีส่วนร่วมของประเทศไทยส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในระดับการมีส่วนร่วมเชิงสัญลักษณ์ (tokenism) โดยเฉพาะขั้นการให้ข้อมูลและการปรึกษาหารือ ซึ่งยังไม่เชื่อมโยงกับอำนาจในการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างแท้จริง บทความเสนอว่า ข้อจำกัดดังกล่าวมีรากฐานมาจากโครงสร้างรัฐแบบรวมศูนย์อำนาจ ซึ่งจำกัดบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชนในการกำหนดนโยบายและการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย บทความชี้ให้เห็นว่า การยกระดับการมีส่วนร่วมจาก tokenism ไปสู่การร่วมตัดสินใจ (shared decision-making) จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการกระจายอำนาจ การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนากลไกการตัดสินใจร่วมในระดับท้องถิ่น เพื่อให้การมีส่วนร่วมของประชาชนสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงสถาบันของประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลได้อย่างแท้จริง</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา