วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru
<p><strong>วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</strong> จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนเป็นพื้นที่กลางในการเผยแพร่<strong>บทความวิจัย </strong>และ<strong>บทความวิชาการ </strong>ให้แก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา โดยมุ่งหวังให้ผลงานที่เผยแพร่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสนับสนุนการเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนานโยบายหรือการปฏิบัติในเชิงวิชาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> <p>วารสารมุ่งเน้นการเผยแพร่ผลงานที่มีคุณภาพในขอบเขตสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมเนื้อหาในมิติของ <strong data-start="676" data-end="706">รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์</strong> รวมถึงสาขาในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สัมพันธ์และบูรณาการกัน ได้แก่ <strong data-start="782" data-end="916">บริหารการศึกษา บริหารธุรกิจ การจัดการ ศิลปศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา การเงิน การบัญชีและการธนาคาร การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์</strong> ทั้งนี้ วารสารเปิดรับบทความ <strong data-start="945" data-end="973">ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</strong> เพื่อส่งเสริมการสื่อสารทางวิชาการในระดับประเทศและระดับนานาชาติ และเพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายนักวิชาการที่หลากหลาย</p> <p>วารสารมี <strong>ISSN: 3027-7973</strong> (Online) จัดทำโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์การศึกษาจังหวัดอุดรธานี บรรณาธิการ คือ ดร.ณัฏฐชัย เอกนราจินดาวัฒน์</p>
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์การศึกษาจังหวัดอุดรธานี
th-TH
วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
3027-7973
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) ในเขตกรุงเทพมหานคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/289824
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความแตกต่างของการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) จำแนกตามปัจจัยประชากรศาสตร์และปัจจัยพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค ทำนายปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) ในเขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2568 กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่ซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ พฤติกรรมการเลือกซื้อเครื่องสำอางของผู้บริโภค ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) และการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างอิสระ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว โดยพิจารณาค่า F-test และการทดสอบแบบการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 71.50 ช่วงอายุ 26 – 30 ปี ร้อยละ 47.25 และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,000 – 25,000 บาท ร้อยละ 54.50 และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 กับการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) ในเขตกรุงเทพมหานคร และพบว่าปัจจัยพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคด้านค่าใช้จ่ายในการซื้อและด้านบุคคลที่มีผลต่อการตัดสินใจแตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) ในเขตกรุงเทพมหานคร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.68, S.D. = 0.87) ซึ่งความคิดเห็นด้านการส่งเสริมการตลาดอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.14, S.D. = 0.75) เมื่อวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา และด้านการส่งเสริมการตลาด สามารถร่วมทำนายการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) ได้ร้อยละ 32.30 โดยปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาดมีอิทธิพลสูงสุดต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) ในเขตกรุงเทพมหานคร (β = 0.228, <em>p</em> < .001)</p>
ปัฐมาภรณ์ ใสทา
ปราณี เอี่ยมละออภักดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-07-25
2026-07-25
9 2
1
14
-
รูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุเพื่อเสริมพลังการพึ่งตนเองและการสร้างคุณค่าแก่สังคมภายใต้วิถีชีวิตใหม่
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/289845
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุในการพึ่งตนเองและการสร้างคุณค่าแก่สังคมภายใต้วิถีชีวิตใหม่ 2) ศึกษาศักยภาพของผู้สูงอายุในการทำงาน สร้างอาชีพ และรายได้ 3) สร้างรูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุเพื่อเสริมพลังการพึ่งตนเองและการสร้างคุณค่าแก่สังคม และ 4) ทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบ การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลักร่วมกับการสำรวจ กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุจากชมรมผู้สูงอายุ 3 แห่งในจังหวัดเพชรบุรี แห่งละ 20 คน รวม 60 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสำรวจ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ และแบบบันทึกการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสำรวจด้วยความถี่และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้สูงอายุส่วนใหญ่สามารถดูแลตนเอง มีส่วนร่วมกับครอบครัวและชุมชน และยังคงทำงานหารายได้ แต่บางส่วนมีข้อจำกัดด้านการมองเห็น การได้ยิน ผลตอบแทนจากอาชีพ และทักษะดิจิทัล 2) ผู้สูงอายุมีความรู้ ประสบการณ์ และความพร้อมในการเรียนรู้อาชีพเพิ่มเติม โดยแต่ละพื้นที่เลือกอาชีพที่สอดคล้องกับทรัพยากรของชุมชน 3) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาสภาพความเป็นอยู่ การศึกษาศักยภาพ การร่วมคิดและตัดสินใจเลือกอาชีพ การพัฒนาความรู้และทักษะ การวางแผนการทำงาน และการปฏิบัติจริงตามแผน และ 4) ผลการทดลองใช้พบว่า ผู้สูงอายุสามารถรวมกลุ่ม แบ่งบทบาท พัฒนาทักษะ ระดมทุน ผลิตและเริ่มจำหน่ายสินค้าได้จริง อย่างไรก็ตาม ผลผลิตและรายได้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และควรติดตามผลด้านความต่อเนื่องของกลุ่ม รายได้ และการนำผลประโยชน์ไปช่วยเหลือสังคมในระยะยาว</p>
พนัส ชัยรัมย์
ฐิติมา สุวรรณชาติ
เกศรินทร์ คงเหมียน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-08-14
2026-08-14
9 2
15
32
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัดเพชรบุรีในยุคดิจิทัล
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/289878
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยทางการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลและระดับความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในจังหวัดเพชรบุรี และ 2) วิเคราะห์ปัจจัยทางการบริหารที่สามารถพยากรณ์ความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 189 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา 14 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง และครูผู้สอน 175 คน ซึ่งสุ่มแบบแบ่งชั้นจากสถานศึกษา 7 แห่ง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยทางการบริหารสถานศึกษาโดยรวมและทั้ง 6 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการจัดการเรียนการสอนและด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการปรับตัวและการพัฒนาให้เข้ากับสภาพแวดล้อมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และ 2) ปัจจัยทั้ง 6 ด้านมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเรียงตามค่าสัมประสิทธิ์มาตรฐาน ได้แก่ ทรัพยากรแวดล้อมทางการศึกษา (β = .376) เทคโนโลยีทางการศึกษา (β = .330) การจัดการเรียนการสอน (β = .302) การบริหารจัดการ (β = .288) ผู้บริหารสถานศึกษา (β = .268) และครูและบุคลากรทางการศึกษา (β = .187) แบบจำลองมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R = .914) และสามารถอธิบายความแปรปรวนของความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาได้ร้อยละ 83.6 (R² = .836, Adjusted R² = .830)</p>
จารวี นาคะเวช
อภิชาติ เลนะนันท์
เอื้อมพร โตภาณุรักษ์กุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-08-14
2026-08-14
9 2
33
48
-
การบริหารเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัยในสถานศึกษาเครือข่ายเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/289858
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการบริหารเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัยในสถานศึกษาเครือข่ายเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 และ 2) ศึกษาผลการบริหารเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการตามวงจรการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตผล และการสะท้อนผล พื้นที่วิจัยเป็นสถานศึกษาเครือข่ายเมือง 2 จำนวน 8 โรงเรียน กลุ่มเป้าหมายเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยครูปฐมวัย 8 คน และเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 50 คน รวม 58 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คู่มือการบริหารเครือข่ายความร่วมมือและแผนกิจกรรมโยคะ แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย และแบบบันทึกการดำเนินกิจกรรมและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการบริหารเครือข่ายความร่วมมือประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การจัดการองค์กร การลงมือปฏิบัติ การประเมินผล การปรับปรุง และการรายงาน และ 2) เด็กปฐมวัยมีคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่หลังการทดลอง (M = 18.95, S.D. = 1.80) สูงกว่าก่อนการทดลอง (M = 12.40, S.D. = 2.15) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>t</em> = 12.35, <em>p</em> < .001) ข้อค้นพบแสดงให้เห็นว่าการบริหารเครือข่ายร่วมกับการจัดกิจกรรมอย่างเป็นระบบสามารถใช้เป็นแนวทางสนับสนุนการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัยในสถานศึกษาที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้</p>
ลัฐิกา เลาห์ประเสริฐ
กาญจนา บุญส่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-08-14
2026-08-14
9 2
49
62
-
ปัจจัยด้านการควบคุมภายในและความพร้อมขององค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการประยุกต์ใช้ระบบบัญชีอัตโนมัติของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเขตภาคกลางตอนบน
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/282530
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยด้านการควบคุมภายในที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการประยุกต์ใช้ระบบบัญชีอัตโนมัติของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเขตภาคกลางตอนบน และ 2) ศึกษาปัจจัยด้านความพร้อมขององค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการประยุกต์ใช้ระบบบัญชีอัตโนมัติของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเขตภาคกลางตอนบน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติงานด้านบัญชีของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเขตภาคกลางตอนบน จำนวน 426 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยด้านการควบคุมภายในสามารถร่วมกันอธิบายประสิทธิภาพการประยุกต์ใช้ระบบบัญชีอัตโนมัติในแต่ละด้านได้ร้อยละ 72.5–74.3 โดยสภาพแวดล้อมการควบคุมและการติดตามและประเมินผลส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพทั้งด้านความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ ความสามารถในการตรวจสอบ ความครบถ้วนของสารสนเทศ ความทันเวลา และความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ส่วนการประเมินความเสี่ยง กิจกรรมการควบคุม และสารสนเทศและการสื่อสารส่งผลต่อประสิทธิภาพเฉพาะบางด้าน และ 2) ปัจจัยด้านความพร้อมขององค์กรสามารถร่วมกันอธิบายประสิทธิภาพการประยุกต์ใช้ระบบบัญชีอัตโนมัติในแต่ละด้านได้ร้อยละ 73.7–76.9 โดยวัฒนธรรมองค์กร นโยบายองค์กร ทรัพยากรขององค์กร และการบริหารจัดการส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพทั้ง 5 ด้าน ขณะที่โครงสร้างองค์กรส่งผลต่อด้านความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ ความสามารถในการตรวจสอบ ความครบถ้วนของสารสนเทศ และความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ แต่ไม่ส่งผลต่อด้านความทันเวลาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
วณิชฌา ทองสุข
มัตธิมา กรงเต้น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-09-11
2026-09-11
9 2
63
78
-
ผลการใช้บอร์ดเกมร่วมกับรูปแบบการสอนแบบ Learning Curve ที่มีต่อความรู้ ทางไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดป่าแดง จังหวัดพิจิตร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/283282
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับรูปแบบการสอนแบบ Learning Curve และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดป่าแดง จังหวัดพิจิตร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 19 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง นวัตกรรมที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 4 แผน รวม 12 ชั่วโมง โดยใช้บอร์ดเกมเป็นสื่อการเรียนรู้ร่วมกับรูปแบบการสอนแบบ Learning Curve 5 ขั้น ได้แก่ การเรียกความพร้อม การกระตุ้นความสนใจ การเรียนรู้จากประสบการณ์ การสรุปบทเรียน และการประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเรื่อง Past Simple Tense เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 11.79 และหลังเรียนเท่ากับ 19.89 และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับรูปแบบการสอนแบบ Learning Curve โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.29, S.D. = 0.83)</p>
ปิยาพัชร ฉายศรี
สุพรทิพย์ ธนภัทรโชติวัต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-09-11
2026-09-11
9 2
79
92
-
ปัจจัยความสามารถในการบูรณาการการสื่อสารทางการตลาด การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การให้ความเชื่อมั่นกับลูกค้า และความสำเร็จของธุรกิจจําหน่ายสินค้าทางโทรศัพท์ในประเทศไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/287172
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสามารถในการบูรณาการการสื่อสารทางการตลาด การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การให้ความเชื่อมั่นกับลูกค้า และความสำเร็จของธุรกิจจำหน่ายสินค้าทางโทรศัพท์ในประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการธุรกิจจำหน่ายสินค้าทางโทรศัพท์ในประเทศไทย จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าสัมประสิทธิ์เท่ากับ 0.979 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการบูรณาการการสื่อสารทางการตลาดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.74, S.D. = 0.70) การจัดการทรัพยากรมนุษย์อยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.71, S.D. = 0.65) การให้ความเชื่อมั่นกับลูกค้าอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.81, S.D. = 0.64) และความสำเร็จของธุรกิจจำหน่ายสินค้าทางโทรศัพท์อยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.77, S.D. = 0.67) โดยการรักษาคำมั่นสัญญาเป็นองค์ประกอบเด่นของการสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้า ขณะที่ด้านการเงินมีความโดดเด่นในมิติความสำเร็จของธุรกิจ ส่วนการฝึกอบรมมีระดับต่ำกว่าด้านอื่นของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ผู้ประกอบการควรพัฒนาการฝึกอบรมและทักษะของพนักงาน ควบคู่กับการเชื่อมโยงการสื่อสารทางการตลาดและการรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้า เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของธุรกิจในทุกด้าน</p>
พงศ์พรรณ์ พลเยี่ยม
นนท์ สหายา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-09-15
2026-09-15
9 2
93
108
-
ปัจจัยด้านพฤติกรรมของผู้บริโภค การบริหารความสัมพันธ์ของลูกค้า ส่วนประสมทางการตลาด และกลยุทธ์การตลาดของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/287186
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมของผู้บริโภค การบริหารความสัมพันธ์ของลูกค้า ส่วนประสมทางการตลาด และกลยุทธ์ทางการตลาดของศูนย์ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุแบบครบวงจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการหรือผู้บริหารธุรกิจศูนย์ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุแบบครบวงจร จำนวน 320 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม (ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.977) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.89, S.D. = 0.67) โดยสิ่งกระตุ้นมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด การบริหารความสัมพันธ์ของลูกค้าอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.93, S.D. = 0.65) โดยการกำหนดโครงสร้างทางธุรกิจมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ส่วนประสมทางการตลาดอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.95, S.D. = 0.60) โดยด้านราคามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และกลยุทธ์ทางการตลาดอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.95, S.D. = 0.65) โดยกลยุทธ์สร้างความแตกต่างและกลยุทธ์ผู้นำด้านต้นทุนมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ผู้ประกอบการควรกำหนดราคาให้เหมาะสมกับคุณภาพบริการ พัฒนาความแตกต่างของบริการควบคู่กับการควบคุมต้นทุน และปรับปรุงกระบวนการให้บริการและการใช้ข้อมูลลูกค้าให้เป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ</p>
ยุวลักษณ์ คณะเจริญ
นนท์ สหายา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-09-15
2026-09-15
9 2
109
124
-
ปัจจัยการแข่งขันทางธุรกิจ ห่วงโซ่คุณค่า การจัดการทรัพยากรมนุษย์ และประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าด้วยตู้คอนเทนเนอร์ในประเทศไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/287187
<p>ธุรกิจขนส่งสินค้าด้วยตู้คอนเทนเนอร์เป็นส่วนสำคัญของระบบโลจิสติกส์และการค้าของประเทศ โดยผู้ประกอบการต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากการแข่งขัน ความซับซ้อนของกระบวนการดำเนินงาน การบริหารบุคลากร และข้อจำกัดด้านต้นทุนและเวลา การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการแข่งขันทางธุรกิจ ห่วงโซ่คุณค่า การจัดการทรัพยากรมนุษย์ และประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าด้วยตู้คอนเทนเนอร์ในประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการขนส่งสินค้าด้วยตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 340 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.987 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า การจัดการทรัพยากรมนุษย์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากและมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (X̄ = 3.81, S.D. = 0.64) โดยการจ่ายค่าตอบแทนมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ ประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าด้วยตู้คอนเทนเนอร์อยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.77, S.D. = 0.67) โดยด้านคุณภาพมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด การแข่งขันทางธุรกิจอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.74, S.D. = 0.70) โดยอำนาจของลูกค้ามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และห่วงโซ่คุณค่าอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.71, S.D. = 0.65) โดยการตลาดและการขายมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ขณะที่ด้านค่าใช้จ่าย การปฏิบัติการ และการจัดฝึกอบรมเป็นประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าด้านอื่นในตัวแปรเดียวกัน ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาการบริหารต้นทุน กระบวนการปฏิบัติการ บุคลากร และการตอบสนองต่อลูกค้าของผู้ประกอบการขนส่งสินค้าด้วยตู้คอนเทนเนอร์</p>
บุญชัย อาสอภิสิทธิ์
นนท์ สหายา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-09-15
2026-09-15
9 2
125
140
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/290075
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ และ 2) เสนอแนวทางพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนผู้ชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์เท่ากับ .96 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .913 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.96, S.D. = 0.64) และปัจจัยทั้ง 6 ด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แบบจำลองการถดถอยสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีได้ร้อยละ 65.5 (R² = .655, F = 124.514, <em>p</em> < .05) โดยปัจจัยที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ประสิทธิภาพของพนักงานผู้จัดเก็บภาษี ความสำนึกในหน้าที่ในการชำระภาษี ลักษณะของกฎหมายภาษี และบรรยากาศที่เอื้ออำนวยให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะที่ความรู้เกี่ยวกับภาษีท้องถิ่นและปัจจัยด้านเศรษฐกิจไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และ 2) แนวทางพัฒนาประกอบด้วยการเพิ่มการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่ประชาชน การสื่อสารขั้นตอนการชำระภาษีให้ชัดเจน การเพิ่มช่องทางและช่วงเวลาให้บริการ การให้บริการเชิงรุก และการพัฒนาระบบดิจิทัลสำหรับการชำระภาษี</p>
ธฤษณุ ชินบุตร
วัลย์จรรยา วิระกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-09-20
2026-09-20
9 2
141
156
-
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการทำงานของข้าราชการ กรมพัฒนาที่ดิน (ส่วนกลาง)
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/291100
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยจูงใจ ปัจจัยค้ำจุน และภาวะหมดไฟในการทำงานของข้าราชการกรมพัฒนาที่ดิน (ส่วนกลาง) 2) เปรียบเทียบระดับภาวะหมดไฟในการทำงาน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนกับภาวะหมดไฟในการทำงาน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นข้าราชการกรมพัฒนาที่ดิน (ส่วนกลาง) จำนวน 211 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .707 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยจูงใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.07, S.D. = 0.61) โดยความสำเร็จในงานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ปัจจัยค้ำจุนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 4.02, S.D. = 0.62) โดยความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ส่วนภาวะหมดไฟโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย (X̄ = 2.45, S.D. = 0.99) แต่ด้านความอ่อนล้าและพลัง ในการทำงานลดลงอยู่ในระดับปานกลาง 2) การเปรียบเทียบตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่า เพศและสังกัดมีระดับภาวะหมดไฟแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร พบว่า ปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงลบกับภาวะหมดไฟอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยความก้าวหน้ามีขนาดความสัมพันธ์สูงที่สุดในกลุ่มปัจจัยจูงใจ (r = -0.461, <em>p</em> < .001) และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมีขนาดความสัมพันธ์สูงที่สุดในกลุ่มปัจจัยค้ำจุน (r = -0.454, <em>p</em> < .001)</p>
นีรนาท ไหมอ่อน
เอกลักษณ์ ไชยภูมี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-09-20
2026-09-20
9 2
157
172
-
ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีอิทธิพลต่อการจัดการเชิงสร้างสรรค์สินค้ามาตรฐานร้านค้า OTOP ในภาคตะวันออก
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/290452
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับนโยบายของภาครัฐ นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ กลยุทธ์การตลาด และการจัดการเชิงสร้างสรรค์สินค้ามาตรฐานร้านค้า OTOP ในภาคตะวันออก และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของนโยบายของภาครัฐ นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ และกลยุทธ์การตลาดที่มีต่อการจัดการเชิงสร้างสรรค์สินค้ามาตรฐานร้านค้า OTOP การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการร้านค้า OTOP ใน 7 จังหวัดภาคตะวันออก จำนวน 320 ราย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม 5 ส่วน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.969 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเบ้ ความโด่ง สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์การตลาดมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (X̄ = 4.24, S.D. = 0.61) รองลงมา ได้แก่ การจัดการเชิงสร้างสรรค์สินค้ามาตรฐานร้านค้า OTOP (X̄ = 4.20, S.D. = 0.66) นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ (X̄ = 4.13, S.D. = 0.68) และนโยบายของภาครัฐ (X̄ = 4.10, S.D. = 0.66) และ 2) แบบจำลองทางเลือกมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมี χ² = 58.87, <em>df</em> = 45, p = .0804, χ²/<em>df</em> = 1.31, GFI = 0.98, AGFI = 0.95, RMR = 0.004, RMSEA = 0.028, CFI = 1.00, NNFI = 1.00 และ CN = 465.97 ค่าสัมประสิทธิ์เส้นทางมาตรฐานพบว่า นโยบายของภาครัฐมีอิทธิพลทางตรงต่อกลยุทธ์การตลาดและการจัดการเชิงสร้างสรรค์เท่ากับ 0.60 และ 0.25 ตามลำดับ นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มีอิทธิพลทางตรงต่อกลยุทธ์การตลาดและการจัดการเชิงสร้างสรรค์เท่ากับ 0.28 และ 0.31 ตามลำดับ และกลยุทธ์การตลาดมีอิทธิพลทางตรงต่อการจัดการเชิงสร้างสรรค์เท่ากับ 0.41</p>
อาภารัตน์ อดิเรก
อุบลวรรณ ขุนทอง
เตือนใจ แสงทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-09-22
2026-09-22
9 2
173
188
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับสินค้า OTOP ในตลาดออนไลน์ของผู้ประกอบการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/290453
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการยอมรับเทคโนโลยี การบริหารจัดการ นวัตกรรมการจัดการ และความสำเร็จของเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับสินค้า OTOP ในตลาดออนไลน์ของผู้ประกอบการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของการยอมรับเทคโนโลยีการบริหารจัดการ และนวัตกรรมการจัดการที่มีต่อความสำเร็จของเทคโนโลยีสารสนเทศ และตรวจสอบความสอดคล้องของแบบจำลองกับข้อมูลเชิงประจักษ์ การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการสินค้า OTOP ในตลาดออนไลน์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จำนวน 320 ราย เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม มีค่า IOC ระหว่าง 0.60–1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.970 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) ตัวแปรทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยนวัตกรรมการจัดการมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (X̄ = 4.40, S.D. = 0.58) รองลงมาคือความสำเร็จของเทคโนโลยีสารสนเทศ (X̄ = 4.35, S.D. = 0.62) การบริหารจัดการ (X̄ = 4.28, S.D. = 0.63) และการยอมรับเทคโนโลยี (X̄ = 4.24, S.D. = 0.62) ตามลำดับ และ 2) แบบจำลองหลังการปรับมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ² = 69.76, <em>df</em> = 62, <em>p</em> = .233, χ²/<em>df</em> = 1.13, RMSEA = 0.020, CFI = 1.00) และแสดงเส้นทางเชิงบวกจากการยอมรับเทคโนโลยีและการบริหารจัดการไปสู่นวัตกรรมการจัดการ รวมทั้งจากปัจจัยทั้ง 3 ด้านไปสู่ความสำเร็จของเทคโนโลยีสารสนเทศ สะท้อนว่าความสำเร็จของเทคโนโลยีสารสนเทศในธุรกิจ OTOP ออนไลน์สัมพันธ์กับการยอมรับเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และการปรับวิธีดำเนินงานร่วมกัน</p>
สุดารัตน์ อดิเรก
อุบลวรรณ ขุนทอง
เตือนใจ แสงทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-09-22
2026-09-22
9 2
189
206