วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru
<p><strong>วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</strong> จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนเป็นพื้นที่กลางในการเผยแพร่<strong>บทความวิจัย </strong>และ<strong>บทความวิชาการ </strong>ให้แก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา โดยมุ่งหวังให้ผลงานที่เผยแพร่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสนับสนุนการเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนานโยบายหรือการปฏิบัติในเชิงวิชาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> <p>วารสารมุ่งเน้นการเผยแพร่ผลงานที่มีคุณภาพในขอบเขตสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมเนื้อหาในมิติของ <strong data-start="676" data-end="706">รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์</strong> รวมถึงสาขาในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สัมพันธ์และบูรณาการกัน ได้แก่ <strong data-start="782" data-end="916">บริหารการศึกษา บริหารธุรกิจ การจัดการ ศิลปศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา การเงิน การบัญชีและการธนาคาร การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์</strong> ทั้งนี้ วารสารเปิดรับบทความ <strong data-start="945" data-end="973">ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</strong> เพื่อส่งเสริมการสื่อสารทางวิชาการในระดับประเทศและระดับนานาชาติ และเพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายนักวิชาการที่หลากหลาย</p> <p>วารสารมี <strong>ISSN: 3027-7973</strong> (Online) จัดทำโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์การศึกษาจังหวัดอุดรธานี บรรณาธิการ คือ ดร.ณัฏฐชัย เอกนราจินดาวัฒน์</p>
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์การศึกษาจังหวัดอุดรธานี
th-TH
วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
3027-7973
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) ในเขตกรุงเทพมหานคร
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/289824
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความแตกต่างของการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) จำแนกตามปัจจัยประชากรศาสตร์และปัจจัยพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค ทำนายปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) ในเขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2568 กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่ซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ พฤติกรรมการเลือกซื้อเครื่องสำอางของผู้บริโภค ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) และการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างอิสระ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว โดยพิจารณาค่า F-test และการทดสอบแบบการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 71.50 ช่วงอายุ 26 – 30 ปี ร้อยละ 47.25 และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,000 – 25,000 บาท ร้อยละ 54.50 และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 กับการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) ในเขตกรุงเทพมหานคร และพบว่าปัจจัยพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคด้านค่าใช้จ่ายในการซื้อและด้านบุคคลที่มีผลต่อการตัดสินใจแตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) ในเขตกรุงเทพมหานคร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.68, S.D. = 0.87) ซึ่งความคิดเห็นด้านการส่งเสริมการตลาดอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.14, S.D. = 0.75) เมื่อวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา และด้านการส่งเสริมการตลาด สามารถร่วมทำนายการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) ได้ร้อยละ 32.30 โดยปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาดมีอิทธิพลสูงสุดต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) ในเขตกรุงเทพมหานคร (β = 0.228, <em>p</em> < .001)</p>
ปัฐมาภรณ์ ใสทา
ปราณี เอี่ยมละออภักดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-07-25
2026-07-25
9 2
1
14
-
รูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุเพื่อเสริมพลังการพึ่งตนเองและการสร้างคุณค่าแก่สังคมภายใต้วิถีชีวิตใหม่
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/289845
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุในการพึ่งตนเองและการสร้างคุณค่าแก่สังคมภายใต้วิถีชีวิตใหม่ 2) ศึกษาศักยภาพของผู้สูงอายุในการทำงาน สร้างอาชีพ และรายได้ 3) สร้างรูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุเพื่อเสริมพลังการพึ่งตนเองและการสร้างคุณค่าแก่สังคม และ 4) ทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบ การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลักร่วมกับการสำรวจ กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุจากชมรมผู้สูงอายุ 3 แห่งในจังหวัดเพชรบุรี แห่งละ 20 คน รวม 60 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสำรวจ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ และแบบบันทึกการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสำรวจด้วยความถี่และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้สูงอายุส่วนใหญ่สามารถดูแลตนเอง มีส่วนร่วมกับครอบครัวและชุมชน และยังคงทำงานหารายได้ แต่บางส่วนมีข้อจำกัดด้านการมองเห็น การได้ยิน ผลตอบแทนจากอาชีพ และทักษะดิจิทัล 2) ผู้สูงอายุมีความรู้ ประสบการณ์ และความพร้อมในการเรียนรู้อาชีพเพิ่มเติม โดยแต่ละพื้นที่เลือกอาชีพที่สอดคล้องกับทรัพยากรของชุมชน 3) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาสภาพความเป็นอยู่ การศึกษาศักยภาพ การร่วมคิดและตัดสินใจเลือกอาชีพ การพัฒนาความรู้และทักษะ การวางแผนการทำงาน และการปฏิบัติจริงตามแผน และ 4) ผลการทดลองใช้พบว่า ผู้สูงอายุสามารถรวมกลุ่ม แบ่งบทบาท พัฒนาทักษะ ระดมทุน ผลิตและเริ่มจำหน่ายสินค้าได้จริง อย่างไรก็ตาม ผลผลิตและรายได้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และควรติดตามผลด้านความต่อเนื่องของกลุ่ม รายได้ และการนำผลประโยชน์ไปช่วยเหลือสังคมในระยะยาว</p>
พนัส ชัยรัมย์
ฐิติมา สุวรรณชาติ
เกศรินทร์ คงเหมียน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-08-14
2026-08-14
9 2
15
32
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัดเพชรบุรีในยุคดิจิทัล
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/289878
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยทางการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลและระดับความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในจังหวัดเพชรบุรี และ 2) วิเคราะห์ปัจจัยทางการบริหารที่สามารถพยากรณ์ความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษา การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 189 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา 14 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง และครูผู้สอน 175 คน ซึ่งสุ่มแบบแบ่งชั้นจากสถานศึกษา 7 แห่ง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยทางการบริหารสถานศึกษาโดยรวมและทั้ง 6 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการจัดการเรียนการสอนและด้านครูและบุคลากรทางการศึกษา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการปรับตัวและการพัฒนาให้เข้ากับสภาพแวดล้อมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และ 2) ปัจจัยทั้ง 6 ด้านมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเรียงตามค่าสัมประสิทธิ์มาตรฐาน ได้แก่ ทรัพยากรแวดล้อมทางการศึกษา (β = .376) เทคโนโลยีทางการศึกษา (β = .330) การจัดการเรียนการสอน (β = .302) การบริหารจัดการ (β = .288) ผู้บริหารสถานศึกษา (β = .268) และครูและบุคลากรทางการศึกษา (β = .187) แบบจำลองมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R = .914) และสามารถอธิบายความแปรปรวนของความสำเร็จในการบริหารสถานศึกษาได้ร้อยละ 83.6 (R² = .836, Adjusted R² = .830)</p>
จารวี นาคะเวช
อภิชาติ เลนะนันท์
เอื้อมพร โตภาณุรักษ์กุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-08-14
2026-08-14
9 2
33
48
-
การบริหารเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัยในสถานศึกษาเครือข่ายเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/289858
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการบริหารเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัยในสถานศึกษาเครือข่ายเมือง 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 และ 2) ศึกษาผลการบริหารเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการตามวงจรการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตผล และการสะท้อนผล พื้นที่วิจัยเป็นสถานศึกษาเครือข่ายเมือง 2 จำนวน 8 โรงเรียน กลุ่มเป้าหมายเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยครูปฐมวัย 8 คน และเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 50 คน รวม 58 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คู่มือการบริหารเครือข่ายความร่วมมือและแผนกิจกรรมโยคะ แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย และแบบบันทึกการดำเนินกิจกรรมและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการบริหารเครือข่ายความร่วมมือประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การจัดการองค์กร การลงมือปฏิบัติ การประเมินผล การปรับปรุง และการรายงาน และ 2) เด็กปฐมวัยมีคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่หลังการทดลอง (M = 18.95, S.D. = 1.80) สูงกว่าก่อนการทดลอง (M = 12.40, S.D. = 2.15) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>t</em> = 12.35, <em>p</em> < .001) ข้อค้นพบแสดงให้เห็นว่าการบริหารเครือข่ายร่วมกับการจัดกิจกรรมอย่างเป็นระบบสามารถใช้เป็นแนวทางสนับสนุนการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัยในสถานศึกษาที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้</p>
ลัฐิกา เลาห์ประเสริฐ
กาญจนา บุญส่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-08-14
2026-08-14
9 2
49
62