วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru
<p data-start="170" data-end="580"><strong data-start="170" data-end="217">วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</strong> จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนเป็นพื้นที่กลางในการเผยแพร่ <strong data-start="321" data-end="336">บทความวิจัย</strong> และ <strong data-start="341" data-end="358">บทความวิชาการ</strong> ให้แก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา โดยมุ่งหวังให้ผลงานที่เผยแพร่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสนับสนุน <strong data-start="488" data-end="560">การเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนานโยบายหรือการปฏิบัติในเชิงวิชาชีพ</strong> ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> <p data-start="582" data-end="1109">วารสารมุ่งเน้นการเผยแพร่ผลงานที่มีคุณภาพในขอบเขตสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมเนื้อหาในมิติของ <strong data-start="676" data-end="706">รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์</strong> รวมถึงสาขาในกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่สัมพันธ์และบูรณาการกัน ได้แก่ <strong data-start="782" data-end="916">บริหารการศึกษา บริหารธุรกิจ การจัดการ ศิลปศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา การเงิน การบัญชีและการธนาคาร การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์</strong> ทั้งนี้ วารสารเปิดรับบทความ <strong data-start="945" data-end="973">ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</strong> เพื่อส่งเสริมการสื่อสารทางวิชาการในระดับประเทศและระดับนานาชาติ และเพิ่มโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายนักวิชาการที่หลากหลาย</p> <p data-start="1111" data-end="1506">ในด้านมาตรฐานการพิจารณาคุณภาพ วารสารให้ความสำคัญกับความถูกต้องทางวิชาการ ความเป็นต้นฉบับ และจริยธรรมการเผยแพร่ผลงาน โดยบทความทุกชิ้นที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพโดย <strong data-start="1298" data-end="1339">ผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) อย่างน้อย 2 ท่าน</strong> ภายใต้ระบบ <strong data-start="1351" data-end="1393">ปกปิดสองทาง (Double-blind peer review)</strong> ซึ่งไม่เปิดเผยรายชื่อของทั้งผู้นิพนธ์และผู้ประเมิน เพื่อให้การพิจารณาเป็นธรรม โปร่งใส และยึดหลักวิชาการเป็นสำคัญ</p> <p data-start="1508" data-end="1604">นอกจากนี้ วารสารกำหนดแนวทางเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและรักษาความเป็นอิสระของการประเมิน โดย</p> <ul data-start="1605" data-end="2052"> <li data-start="1605" data-end="1720"> <p data-start="1607" data-end="1720"><strong data-start="1607" data-end="1649">บทความจากผู้นิพนธ์ภายในหน่วยงาน/สถาบัน</strong> จะได้รับการพิจารณาโดย <strong data-start="1672" data-end="1695">ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก</strong> หน่วยงานที่จัดทำวารสาร</p> </li> <li data-start="1721" data-end="2052"> <p data-start="1723" data-end="2052"><strong data-start="1723" data-end="1751">บทความจากผู้นิพนธ์ภายนอก</strong> จะได้รับการพิจารณาโดย <strong data-start="1774" data-end="1806">ผู้ทรงคุณวุฒิภายในหรือภายนอก</strong> หน่วยงานที่จัดทำวารสาร ตามความเหมาะสม<br data-start="1844" data-end="1847" />ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำหน้าที่ประเมินต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง และ <strong data-start="1937" data-end="1973">ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์</strong> เพื่อคงไว้ซึ่งมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ และความเป็นกลางของกระบวนการพิจารณาบทความ</p> </li> </ul>
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์การศึกษาจังหวัดอุดรธานี
th-TH
วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
3027-7973
-
การเสริมสร้างทักษะการจัดการการเรียนรู้ของคณาจารย์ผ่านวิธีการสอนแบบผสมผสานในมหาวิทยาลัย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/286204
<p>วิธีการสอนแบบผสมผสานเป็นวิธีการสอนซึ่งบูรณาการการสอนในห้องเรียนแบบดั้งเดิมเข้ากับ การเรียนรู้แบบออนไลน์ได้กลายมาเป็นแนวทางการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา ซึ่งวิธีการเหล่านี้มีความยืดหยุ่นและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ และทำให้มหาวิทยาลัยสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของนักศึกษาได้ ในขณะเดียวกันก็เป็นการส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีส่วนร่วมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการนำการสอนแบบผสมผสานมาใช้จำเป็นต้องพัฒนาทักษะการจัดการการเรียนรู้ขั้นสูงสำหรับคณาจารย์ ได้แก่ ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การออกแบบหลักสูตรที่เหมาะกับการสอนแบบผสมผสาน กลยุทธ์การมีส่วนร่วมของนักศึกษา วิธีการวัดและประเมินที่มีประสิทธิภาพและการจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการพัฒนาทักษะเหล่านี้ช่วยให้คณาจารย์สามารถรับมือกับความท้าทายของการสอนแบบผสมผสานและใช้ประโยชน์จากศักยภาพเพื่อปรับปรุงผลลัพธ์การเรียนรู้ สำหรับการพัฒนาทักษะเหล่านี้เป็นการส่งเสริมให้คณาจารย์สามารถจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานได้อย่างมีคุณภาพตอบสนองต่อการเรียนรู้และบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลัก (1) เพื่อศึกษาวิวัฒนาการของวิธีการสอนแบบผสมผสานของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย (2) เพื่อวิเคราะห์ทักษะที่สำคัญและความท้าทายในการพัฒนาทักษะของคณาจารย์ที่มีต่อการสอนแบบผสมผสานให้ประสบความสำเร็จ (3) เพื่อระบุกลยุทธ์ในการพัฒนาทักษะวิธีการสอนแบบผสมผสานที่สำคัญผ่านการพัฒนาทางวิชาชีพ การสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาและการบูรณาการทางเทคโนโลยีนวัตกรรม และ (4) เพื่อศึกษากรณีศึกษาและทิศทางในอนาคตของการสอนแบบผสมผสานของคณาจารย์ในประเทศไทย ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยโดยการดำเนินการทบทวนวรรณกรรมหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องรวมถึงการวิเคราะห์วรรณกรรมทางวิชาการ กรณีศึกษาและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการสอนแบบผสมผสานอย่างครอบคลุม และนอกจากนี้ได้ดำเนินการศึกษาความคิดเห็นของคณาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 คน เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการสอนแบบผสมผสาน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) วิวัฒนาการของวิธีการสอนแบบผสมผสานของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย มีความโดดเด่นกว่าการสอนแบบดั้งเดิมในด้านความยืดหยุ่น การมีส่วนร่วมของผู้เรียนและการประเมินผล ที่หลากหลายและทันสมัย ด้วยการใช้เทคโนโลยีและแนวทางที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งทำให้สามารถตอบสนองต่อความหลากหลายของผู้เรียนได้ดีกว่า ในขณะที่การสอนแบบดั้งเดิมยังคงมีข้อจำกัดด้านวิธีการและรูปแบบการจัดการเรียนรู้ (2) ทักษะที่สำคัญของคณาจารย์ที่มีต่อการสอนแบบผสมผสาน ได้แก่ ความสามารถทางเทคนิคการสอน การปรับวิธีสอนให้ยืดหยุ่น การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษา และการประเมินผลพร้อมให้ข้อเสนอแนะอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการพัฒนาทักษะเหล่านี้ยังเผชิญกับความท้าทาย เช่น การต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและทรัพยากร ตลอดจนโอกาสในการพัฒนาวิชาชีพ (3) กลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาทักษะการสอนแบบผสมผสาน ได้แก่ การพัฒนาวิชาชีพผ่านการอบรมและโครงการฝึกทักษะ การให้คำปรึกษาและความร่วมมือจากเพื่อนร่วมงาน การสนับสนุนอย่างเป็นระบบจากสถาบันการศึกษา และการประเมินผลพร้อมรับข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงการสอนให้มีประสิทธิภาพ และ (4) การศึกษากรณีตัวอย่าง พบว่าคณาจารย์มหาวิทยาลัยมีความคิดเห็น ในระดับมากต่อการปฏิบัติที่ดีของการสอนแบบผสมผสาน (M=4.23, SD=0.60) แสดงถึงความพร้อมและการยอมรับแนวทางนี้อย่างกว้างขวาง ส่วนทิศทางในอนาคตของการสอนแบบผสมผสานในประเทศไทย มีแนวโน้มเน้นการนำรูปแบบใหม่ ๆ มาปรับใช้ส่งผลดีต่อการพัฒนาวิชาชีพของคณาจารย์ในระยะยาว และเปิดโอกาสในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน</p> <p> ดังนั้นการสอนแบบผสมผสานจึงมีความสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาในยุคดิจิทัล โดยส่งเสริมการเข้าถึงการเรียนรู้ การมีส่วนร่วมของผู้เรียน และการพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์ ปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพดังกล่าว ได้แก่ โครงการฝึกอบรม การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี โอกาสในการเรียนรู้ และแรงจูงใจในวิชาชีพ คำแนะนำที่สำคัญคือการพัฒนาอย่างเป็นระบบภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความร่วมมือและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่มั่นคง เพื่อให้การสอนแบบผสมผสานเป็นรากฐานของการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
บุศรา นิยมเวช
นพคุณ คุณาชีวะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-05-19
2026-05-19
9 1
1
22
-
รูปแบบการบริหารรัฐอัจฉริยะ (IPA Model) สำหรับประเทศไทยในยุคปัญญาประดิษฐ์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/286936
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารรัฐดิจิทัล รัฐบาลอัจฉริยะ และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาครัฐ 2) วิเคราะห์องค์ประกอบและปัจจัยสำคัญของการบริหารรัฐอัจฉริยะที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทย 3) พัฒนาและสังเคราะห์รูปแบบการบริหารรัฐอัจฉริยะ หรือ IPA Model และ 4) ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความสอดคล้องของโมเดล การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 15 คน และการให้ข้อเสนอแนะเชิงคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงตีความ ผลการวิจัยพบว่า การบริหารรัฐอัจฉริยะเป็นการนำเทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในระบบราชการ โดยปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารภาครัฐไปสู่ระบบที่ใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์เป็นฐานในการตัดสินใจ คาดการณ์ปัญหา และให้บริการเชิงรุก รูปแบบการบริหารรัฐอัจฉริยะ (IPA Model) มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ รัฐบาลอัจฉริยะ ระบบราชการอัจฉริยะ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาครัฐ ธรรมาภิบาลและจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ และการมีส่วนร่วมของประชาชนและความโปร่งใสภาครัฐ โดยมีกลไกขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ ห้องปฏิบัติการนโยบายอัจฉริยะ ระบบเปิดเผยตรรกะการตัดสินใจ กรอบสมรรถนะดิจิทัลของบุคลากรภาครัฐ คณะกรรมการธรรมมาภิบาลกำกับดูแล AI ระดับชาติ และระบบรับฟังและสะท้อนข้อมูลจากประชาชน นอกจากนี้ ผลการประเมินพบว่า IPA Model มีความเป็นระบบ มีความเป็นไปได้เชิงนโยบาย และสอดคล้องกับบริบทไทย ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ ภาครัฐควรพัฒนาโครงสร้างข้อมูลกลาง ยกระดับสมรรถนะดิจิทัลและ AI ของบุคลากร จัดตั้งกลไกกำกับดูแล AI ที่โปร่งใส และออกแบบระบบรับฟังประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารรัฐอัจฉริยะนำไปใช้ได้จริงและเกิดความไว้วางใจสาธารณะ</p>
ฉัณทิพย์ จำเดิมเผด็จศึก
เตวิช พฤกษ์ปีติ
พระมหาณัฐพงษ์ นาคถ้ำ
ชัยธนภัทร ชัยะโสตถิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-05-26
2026-05-26
9 1
23
40
-
นวัตกรรมการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางการค้าของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สับปะรดชุมชนบ้านคา ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/286938
<p>การวิจัยเรื่องนวัตกรรมการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางการค้าของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สับปะรดชุมชนบ้านคา ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษา ความต้องการเนื้อหาในการฝึกทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางการค้า 2) พัฒนานวัตกรรมการสื่อสารภาษาอังกฤษที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของผู้ประกอบการ และ 3) ทดลองใช้และประเมิน ความพึงพอใจต่อนวัตกรรมการสื่อสารภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เกษตรกรและผู้ประกอบการร้านขายผลิตภัณฑ์สับปะรดชุมชนบ้านคา จำนวน 80 คน กลุ่มทดลองใช้เบื้องต้น จำนวน 20 คน และกลุ่มทดลองใช้นวัตกรรม จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามความต้องการ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก นวัตกรรมการสื่อสารภาษาอังกฤษ แบบทดสอบก่อนและหลังการทดลอง และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการมีความต้องการเนื้อหาคำศัพท์และบทสนทนาเฉพาะสำหรับการค้าขายมากที่สุด รองลงมาคือ บทสนทนาเฉพาะสำหรับการค้าขาย และคำอ่านภาษาไทย นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเป็นคู่มือหรือหนังสือเล่มเล็กประกอบสื่อเสียง ครอบคลุมสถานการณ์การขายสินค้า เช่น การทักทาย การแนะนำสินค้า การบอกราคา การอธิบายคุณลักษณะสินค้า และการกล่าวขอบคุณ ผลการทดลองพบว่าคะแนนทักษะการฟังหลังใช้นวัตกรรมสูงกว่าก่อนใช้ และผู้ประกอบการมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมในระดับมากที่สุด องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย คือ BHK Model ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนานวัตกรรมภาษาอังกฤษที่ยึดสถานการณ์การขายจริง สื่อพกพา คำศัพท์และบทสนทนาสำคัญ คำอ่านและคำแปลภาษาไทย และการฝึกใช้พร้อมรับข้อเสนอแนะเป็นฐาน</p>
นภสินี นิลพันธ์
เนาวรัตน์ อัศวเทศามงคล
บุษบง ปรีดาวงศากร
โสภิดา เสรีสุชาติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-05-28
2026-05-28
9 1
41
58
-
การทำให้พระเครื่องเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ของในตลาดจีนบนรากฐานพระพุทธศาสนา: แนวทฤษฎีเชิงปฏิบัติ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285812
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมือนและความแตกต่างของความหมายเชิงสัญลักษณ์ของพระเครื่องไทยในสังคมไทยและจีน ศึกษาความหมายทางศาสนา บทบาททางสังคม และปัจจัยที่ส่งผลต่อความนิยมของพระเครื่องไทยในตลาดจีน และพฤติกรรมการบริโภคพระเครื่องไทยของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดจีนสมัยใหม่ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 25 คน ซึ่งคัดเลือกด้วยวิธีการแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้บริโภค 15 คน ผู้ประกอบการ 5 คน และผู้ผลิตพระเครื่อง 5 คน เครื่องมือและวิธีการเก็บข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วมในสถานประกอบการพระเครื่อง และการวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การตีความเชิงชาติพันธุ์วรรณนา การเรียบเรียงเชิงประวัติศาสตร์ และการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า พระเครื่องไทยในบริบทไทยมีความหมายเชื่อมโยงกับความศรัทธา การคุ้มครองทางจิตวิญญาณ การสร้างบุญ และอำนาจทางศาสนาของพระสงฆ์ ขณะที่ในบริบทจีน พระเครื่องไทยได้รับการตีความใหม่เป็นทั้งวัตถุศักดิ์สิทธิ์ เครื่องประดับ แหล่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ สินค้าทางวัฒนธรรม และสัญลักษณ์แสดงอัตลักษณ์ส่วนบุคคล ความนิยมดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากสื่อสังคมออนไลน์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน อิทธิพลของคนดัง และการตลาดเชิงออกแบบ นอกจากนี้ ตลาดยังมีการแบ่งกลุ่มผู้บริโภคอย่างชัดเจน ได้แก่ นักสะสมระดับสูง ผู้บริโภครุ่นใหม่ ผู้บริโภคเชิงประโยชน์ และผู้สนใจวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม การขยายตัวเชิงพาณิชย์ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องสินค้าปลอม การเก็งราคา การกล่าวอ้างเกินจริง และการลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่อง งานวิจัยสรุปว่า การเติบโตของพระเครื่องไทยในตลาดจีนเป็นกระบวนการปรับเปลี่ยนสัญลักษณ์ทางศาสนาในบริบทข้ามวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา วัฒนธรรม พฤติกรรมผู้บริโภค และกลไกตลาดร่วมสมัย</p>
ลี่เฉิง ซุน
พิม ซามาร่า ญาราภิรมย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-06-11
2026-06-11
9 1
69
88
-
ผู้นำท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/polssru/article/view/285309
<p>ผู้นำท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญต่อการบริหารจัดการและการพัฒนาพื้นที่ในระดับชุมชน เนื่องจากเป็นกลไกหลักในการกำหนดทิศทางการพัฒนา การจัดสรรทรัพยากร และการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคส่วนอื่น ๆ ในท้องถิ่น บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์คุณลักษณะของผู้นำท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมจากเอกสารทางวิชาการ หนังสือ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำและการบริหารท้องถิ่น ผลการสังเคราะห์พบว่า ผู้นำท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ ควรมีคุณลักษณะสำคัญที่สามารถจัดกลุ่มได้เป็น 4 มิติ ได้แก่ 1) มิติภาวะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ เช่น การมีวิสัยทัศน์ ความสามารถในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และการคิดเชิงระบบ 2) มิติธรรมาภิบาลและจริยธรรม เช่น การยึดหลักคุณธรรม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล 3) มิติสมรรถนะด้านการบริหารจัดการ เช่น ความรู้ด้านการบริหาร การพัฒนาชุมชน และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และ 4) มิติความสามารถด้านมนุษยสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม เช่น ทักษะการสื่อสาร การสร้างแรงจูงใจ การสนับสนุนผู้ปฏิบัติงาน และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน คุณลักษณะดังกล่าวมีความสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานท้องถิ่น การยกระดับคุณภาพการให้บริการสาธารณะ และการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบริหารงานภาครัฐในระดับพื้นที่ ทั้งนี้ ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพผู้นำท้องถิ่น รวมทั้งใช้เป็นกรอบแนวคิดสำหรับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับภาวะผู้นำท้องถิ่นในอนาคต</p>
ภาภรอัณณ์ อัจกลับ
จักรวาล สุขไมตรี
กีรติวรรณ กัลยาณมิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2026-06-08
2026-06-08
9 1
59
68