วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/social_crru <p>วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ จัดทำโดยคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2550 มาจนถึงปัจจุบัน โดย<span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่บทความ</span><span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">ด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ การศึกษา การพัฒนาชุมชน/สังคม สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รวมถึงสหวิทยาการที่สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน</span><span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">ของนักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ นิสิต นักศึกษาและประชาชนทั่วไป</span> </p> <p>กองบรรณาธิการวารสารฯ มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างมาตรฐานของวารสารตามเกณฑ์มาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai - Journal Citation Index : TCI) อย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันได้ดำเนินการในรูปแบบของการตีพิมพ์ระบบ e- Journal </p> <p>วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ จึงเป็นวารสารที่ส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานและทรรศนะทางวิชาการ เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน และเป็นแหล่งข้อมูลจากการเสนอผลงานวิจัย และงานวิชาการ<span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">แขนงต่าง ๆ </span>ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการเผยแพร่บทความจากคณาจารย์ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และนักวิชาการทั่วประเทศทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย th-TH วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ 1906-2508 <p>รายละเอียดของลิขสิทธ์</p> กระบวนการสร้างเครือข่ายทางสังคมผ่านบทเพลงร่วมสมัยจากตำนาน สัตว์วิเศษแห่งเมืองเชียงราย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/social_crru/article/view/287104 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์กลไกการสร้างเครือข่ายทางสังคมผ่านบทเพลงร่วมสมัยจากตำนานสัตว์วิเศษแห่งเมืองเชียงราย โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมจากตำนานสัตว์วิเศษประจำท้องถิ่นเป็นฐานในการสร้างสรรค์และขับเคลื่อนกิจกรรมร่วมสมัย ดำเนินการศึกษาด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นสมาชิกในเครือข่ายดนตรี จำนวน 80 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนและคนรุ่นใหม่ช่วงอายุ 15-25 ปี (ร้อยละ 57.50) และสังกัดหน่วยงานภาครัฐ เช่น สถาบันการศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ร้อยละ 70.00) เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญและการทดลองใช้ก่อนเก็บข้อมูลจริง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x̄) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สมาชิกมีความคิดเห็นต่อปัจจัยและกระบวนการสร้างเครือข่ายทางสังคมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.49, S.D. = 0.57) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านกระบวนการสร้างความผูกพันทางสังคมและด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะทางดนตรี (x̄ = 4.57) เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า บทเพลงร่วมสมัยทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการสื่อสารและเผยแพร่กิจกรรมของเครือข่ายสู่สาธารณะ (x̄ = 4.66) ควบคู่กับการสร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้ร่วมกิจกรรมผ่านการบรรเลงดนตรีร่วมกัน (x̄ = 4.64) กลไกการสร้างเครือข่ายทางสังคมที่ค้นพบจึงประกอบด้วย การใช้บทเพลงร่วมสมัยเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงสมาชิกและสื่อสารสู่ภายนอก ระบบการถ่ายทอดทักษะแบบพี่สอนน้อง และความพร้อมของทรัพยากรด้านสถานที่และอุปกรณ์ดนตรีที่ช่วยสร้างความยั่งยืนให้แก่เครือข่าย อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจในวัตถุประสงค์หลักของเครือข่ายเป็นประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกันมากที่สุด (S.D. = 0.63) จึงควรพัฒนาการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดการรับรู้ร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ข้อค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าการประยุกต์ทุนทางวัฒนธรรมผ่านบทเพลงร่วมสมัยเป็นกลไกสำคัญในการสร้างทุนทางสังคมและกระตุ้นการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ อันเป็นนวัตกรรมทางสังคมในการสืบทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นของเมืองเชียงราย</p> ศศิพัชร์ หาญฤทธิ์ กัลยาณี สายสุข พุทธพร ลี้วิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-27 2026-08-27 19 2 1 17 การศึกษาการรับรู้เสียงพยัญชนะ และสระในภาษาอังกฤษของนักศึกษาชาวพม่า ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/social_crru/article/view/288112 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสามารถในการรับรู้เสียงพยัญชนะต้น พยัญชนะท้าย และเสียงสระภาษาอังกฤษของนักศึกษาชาวพม่า 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการรับรู้เสียงภาษาอังกฤษของนักศึกษาชาวพม่า โดยพิจารณาอิทธิพลของระบบเสียงภาษาแม่ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาชาวพม่า ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม จำนวน 30 คน โดยคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบการรับรู้เสียงภาษาอังกฤษ จำนวน 48 ข้อ คำศัพท์ที่ใช้ในการทดสอบพัฒนาจากคำศัพท์แบบคู่เสียง (Minimal Pairs) และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) และเนื้อหาเชิงธีม (Thematic Analysis) ซึ่งแบบทดสอบการรับรู้เสียงมีค่า IOC เฉลี่ยเท่ากับ 0.85 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างมีค่า IOC เฉลี่ยเท่ากับ 0.74</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาชาวพม่ามีความสามารถในการรับรู้เสียงพยัญชนะต้น (ร้อยละ 91.1) และเสียงสระ (ร้อยละ 83.5) อยู่ในระดับสูง ในขณะที่การรับรู้เสียงพยัญชนะท้ายมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 55.6 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70 โดยพบว่าเสียงพยัญชนะท้ายที่มีปัญหามากที่สุด ได้แก่ /k/–/g/ รองลงมา คือ /p/–/b/ และ /s/–/z/ นอกจากนี้ ผลการสัมภาษณ์สะท้อนว่า ปัจจัยด้านอิทธิพลภาษาแม่ มีบทบาทสำคัญต่อการรับรู้เสียงภาษาอังกฤษของนักศึกษาชาวพม่า ซึ่งนักศึกษาชาวพม่ามีแนวโน้มเชื่อมโยงเสียงภาษาอังกฤษกับระบบเสียงภาษาแม่ ดังนั้น ส่งผลให้เกิดความสับสนในการรับรู้และจำแนกเสียงในภาษาอังกฤษที่ไม่มีในระบบเสียงภาษาพม่า</p> ถนอมจิตต์ สารอต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-27 2026-08-27 19 2 18 34 แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลโดยการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/social_crru/article/view/289924 <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการบริหารงานบุคคล <br />และเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลโดยการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา 57 คน ครูผู้สอน 274 คน รวม 331 คน กลุ่มเป้าเหมายในการสัมภาษณ์ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา 4 คน ครูหัวหน้างานบุคคล 3 คน และครูผู้สอน 2 คน รวม 9 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันและปัญหาในการบริหารงานบุคคล โดยเรียงลำดับจากสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านการออกจากราชการ ด้านการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ การธำรงรักษาบุคคล <br />ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง ด้านวินัยและการรักษาวินัย และด้านการวางแผนอัตรากำลังและการกำหนดตำแหน่ง และแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลโดยการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ พบว่า <br />ด้านการวางแผนอัตรากำลังและการกำหนดตำแหน่ง ใช้ AI บริหารบุคคล 3 มิติ โดยร่างลักษณะงานลดความซ้ำซ้อน วางแผนอัตรากำลังผ่าน Dashboard และทำแฟ้มประเมินวิทยฐานะอัตโนมัติช่วยประหยัดเวลา <br />ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง ระบบ AI วิเคราะห์ประวัติ สแกนคัดกรองจัดลำดับอัตโนมัติ พร้อมออกเอกสารถูกต้องตามกฎหมายอย่างรวดเร็วแม่นยำ ด้านการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ ยกระดับด้วยระบบดิจิทัลรวมศูนย์เชื่อม AI กับ HRIS ตรวจสอบและติดตามงานอัตโนมัติแสดงผลเรียลไทม์ ช่วยผู้บริหารตัดสินใจแม่นยำ ด้านวินัยและการรักษาวินัย นำ AI ตรวจจับความผิดปกติเรียลไทม์ มีแชตบอตให้ความรู้เชิงป้องกันตลอด พร้อมรวบรวมหลักฐานช่วยผู้บริหารพิจารณาความดีความชอบอย่างเป็นธรรม ด้านการออกจากราชการ ระบบ AI ช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงและสรรหาทดแทนรวดเร็ว พร้อมแชตบอตดูแลผู้เกษียณ เพื่อช่วย<br />เฝ้าระวังภัยการเงินอย่างราบรื่น ด้านการธำรงรักษาบุคคล ใช้แชตบอตบริการสวัสดิการ เชื่อมสัมพันธ์และดูแลสภาพจิตใจ พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อสร้างความผูกพันและบรรยากาศการทำงานที่ดี</p> นันทวัฒน์ เขตบรรพต เชาวฤทธิ์ จั่นจีน หยกแก้ว กมลวรเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-27 2026-08-27 19 2 35 49 การสื่อสารเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/social_crru/article/view/285668 <p>การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยอาศัยการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ บทบาทการสื่อสารเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะสามารถวิเคราะห์ได้เป็น 4 บทบาท ได้แก่ 1) การสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้ 2) การสื่อสารเพื่อบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง 3) การสื่อสารเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม และ 4) การสื่อสารเพื่อสร้างความไว้วางใจและความโปร่งใส โดยแนวทางการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสมในขับเคลื่อนพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศไทย ได้แก่ 1) การกำหนดแผนยุทธศาสตร์การสื่อสารให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทเมืองอัจฉริยะ 2) การสื่อสารเชิงนโยบายที่โปร่งใสและต่อเนื่อง 3) การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4) การจัดการความขัดแย้งและการสร้างฉันทามติ 5) การสร้างแบรนด์เมืองอัจฉริยะ 6) การใช้ข้อมูลและนวัตกรรมเพื่อการสื่อสาร และ 7) การพัฒนาสมรรถนะด้านการสื่อสารของผู้บริหารทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ผลการวิเคราะห์การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ในขับเคลื่อนพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่เมืองอัจฉริยะไม่ได้ขึ้นอยู่กับมิติทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการบูรณาการกลยุทธ์การสื่อสารทั้ง 7 ด้านนี้เพื่อลดช่องว่างความซับซ้อนเชิงโครงสร้างและพฤติกรรม โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือการขับเคลื่อนพลเมืองให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของเมืองร่วมกันอย่างยั่งยืน</p> กฤษฎา ปานบำรุง วิทยาธร ท่อแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-27 2026-08-27 19 2 50 63