วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/social_crru <p>วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ จัดทำโดยคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2550 มาจนถึงปัจจุบัน โดย<span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่บทความ</span><span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">ด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ การศึกษา การพัฒนาชุมชน/สังคม สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รวมถึงสหวิทยาการที่สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน</span><span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">ของนักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ นิสิต นักศึกษาและประชาชนทั่วไป</span> </p> <p>กองบรรณาธิการวารสารฯ มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างมาตรฐานของวารสารตามเกณฑ์มาตรฐานของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai - Journal Citation Index : TCI) อย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันได้ดำเนินการในรูปแบบของการตีพิมพ์ระบบ e- Journal </p> <p>วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ จึงเป็นวารสารที่ส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานและทรรศนะทางวิชาการ เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน และเป็นแหล่งข้อมูลจากการเสนอผลงานวิจัย และงานวิชาการ<span class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none">แขนงต่าง ๆ </span>ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการเผยแพร่บทความจากคณาจารย์ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และนักวิชาการทั่วประเทศทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย th-TH วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ 1906-2508 <p>รายละเอียดของลิขสิทธ์</p> แนวทางการสร้างเสริมศักยภาพบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่เพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานหลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/social_crru/article/view/278511 <p>การศึกษาเรื่อง แนวทางการสร้างเสริมศักยภาพบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่เพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานหลักการทรงงานของในหลวงรัชการที่ 9 มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ <br />2 ประการ ประกอบด้วย (1) เพื่อศึกษาศักยภาพและความพร้อมของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ที่จะเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานหลักการทรงงานและถ่ายทอดความรู้สู่สังคม และ (2) เพื่อเสนอแนวทางการสร้างเสริมศักยภาพบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ให้เป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานหลักการทรงงานและถ่ายทอดความรู้สู่สังคม กลุ่มตัวอย่างกลุ่มแรก คือ บุคลากรสายสนับสนุนจำนวน 213 คน สุ่มแบบง่ายตามสัดส่วนที่ความเชื่อมั่นร้อยละ 95 จากบุคลากรทั้งหมดทุกหน่วยงานภายในจำนวน 473 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับกลุ่มตัวอย่างกลุ่มแรก และใช้การสนทนากลุ่ม สำหรับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มที่สองคือ กลุ่มหัวหน้างานจำนวน 10 คน และใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ การกระจายร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้โดยแบบสอบถามและใช้การวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม</p> <p>ผลการศึกษาสรุปได้ว่า 1) บุคลากรสายสนับสนุนมีศักยภาพและความพร้อมที่จะเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตนพื้นฐานหลักการทรงงานและการถ่ายทอดความรู้สู่สังคมในระดับปานกลาง และ 2) แนวทางในการสร้างเสริมศักยภาพบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ให้เป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานหลักการทรงงานและเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้สู่สังคมเสนอได้เป็น 4 แนวทาง เป็นแนวทางที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรสายสนับสนุนโดยตรง 2 แนวทาง คือ 1) การสร้างเสริมศักยภาพด้านความรู้ความเข้าใจในหลักการทรงงานและทักษะการถ่ายทอดความรู้ 2) การปรับเปลี่ยนเจตคติให้เป็นผู้ที่มีจิตอาสาและมีความเต็มใจในการให้บริการ และแนวทางที่ไม่เกี่ยวข้องกับบุคลากรสายสนับสนุนโดยตรง 2 แนวทาง คือ 1) นโยบายของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนให้บุคลากรสายสนับสนุนช่วยเสริมงานบริการวิชาการแก่สังคม และ 2) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงายภายในและหน่วยงานภายนอกเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ</p> ศุภวรรณ สุทธาวาสน์ มนัส สุวรรณ ถนัด บุญชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 1 1 17 Comparative Analysis of Writing Skill in English and Thai https://so04.tci-thaijo.org/index.php/social_crru/article/view/278535 <p>This study aims to conduct a comparative analysis of the English and Thai writing abilities of undergraduate students majoring in English-related programs. The collected data consists of the test papers written by the population of 100 students. This research highlights both differences and similarities found in writing skill between English and Thai test papers with respect to writing skill characteristics. Comparing essay and composition writing, the latter is with the lower score in this study. Moreover, the most observable finding in this study is syntax with the lowest rate characteristics for writing composition, either in English or Thai, across the employed sample. In conclusion, the findings of this study indicate that the students exhibit weaknesses in the syntactic aspects of English writing, which may be due to the educational planning or policies of their basic education providers or the related education provider center in which they are enrolled.</p> ALI AKBAR ZEINALI ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 1 18 33 นวัตกรรมระบบการให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/social_crru/article/view/279191 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพใจและการปรับตัวของนักศึกษา และ 2) เพื่อสร้างนวัตกรรมระบบการให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา วิธีดำเนินการวิจัยมี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันเกี่ยวกับสุขภาพใจและการปรับตัวของนักศึกษา ขั้นตอนที่ 2 พัฒนานวัตกรรมระบบการให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบความเหมาะสมของนวัตกรรมระบบการให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา กลุ่มตัวอย่าง นักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 1,957 คน และกลุ่มทดลอง นักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 3,459 คน คือ ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>สภาพปัจจุบันเกี่ยวกับสุขภาพใจและการปรับตัวของนักศึกษา</li> </ol> <p>ภาวะสุขภาพใจ จากการนำข้อมูลมาเทียบกับเกณฑ์ พบว่า มีนักศึกษามีความผิดปกติทางจิตเวช ดังนี้ ด้านอาการทางกาย มีนักศึกษา จำนวน 65 คน ด้านอาการวิตกกังวลและการนอนไม่หลับ จำนวน 12 คน ด้านความบกพร่องทางสังคม จำนวน 40 คน และด้านอาการซึมเศร้าที่รุนแรง จำนวน 135 คน ส่วนการปรับตัวของนักศึกษา พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านสังคม รองลงมาคือ ด้านการเข้าร่วมกิจกรรม และด้านการเรียน ตามลำดับ</p> <ol start="2"> <li>นวัตกรรมระบบการให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา คือ แอพพลิเคชั่น CRRU CARE ซึ่งประกอบด้วย ดัชนีวัดความสุขคนไทย แบบประเมินความเครียด แบบคัดกรองสุขภาพใจ นัดหมายรับคำปรึกษา และประวัติการประเมิน ส่วนผลการประเมินความพึงพอใจในการใช้งาน พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.15, S.D. = 0.76) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการใช้งานของแอพพลิเคชั่น ( = 4.24, S.D. = 0.82) และด้านการออกแบบ ( = 4.05, S.D. = 0.72) ตามลำดับ</li> </ol> <p> </p> นางสาวธัญณชน ใจบุญตัน นภาภรณ์ อัจฉฤกษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 1 34 49 การศึกษาและพัฒนาสุขภาวะของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต https://so04.tci-thaijo.org/index.php/social_crru/article/view/280667 <p>การศึกษาและพัฒนาสุขภาวะของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลองโดยมีจุดประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสุขภาวะของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต 2.สร้างโปรแกรมกลุ่มฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสุขภาวะของนักศึกษา และ 3. เพื่อเปรียบเทียบสุขภาวะของนักศึกษาก่อน หลัง และติดตามผลการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มฝึกอบรม</p> <p>ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะจิตวิทยาจำนวน 253 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาที่มีคะแนนสุขภาวะต่ำกว่าเปอร์เซนไทล์ที่ 25 คัดเลือกตามความสมัครใจเข้ากลุ่มทดลองจำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามสุขภาวะ และโปรแกรมกลุ่มเพื่อพัฒนาสุขภาวะ ผลการศึกษาพบว่า สุขภาวะของนักศึกษา พบว่า นักศึกษามีค่าเฉลี่ยสุขภาวะโดยรวมเท่ากับ 3.55 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.75 อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า สุขภาวะด้านอารมณ์และสุขภาวะ ด้านสติปัญญา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M=3.73 SD=0.82, 0.83) รองลงมาคือ สุขภาวะด้านสังคม (M=3.56 SD=0.84) ส่วนสุขภาวะด้านร่างกาย มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (M=3.16 SD=0.91) ตามลำดับ สำหรับโปรแกรมกลุ่มฝึกอบรมนั้นมุ่งนำไปใช้ในการพัฒนาสุขภาวะของนักศึกษา ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบสุขภาวะของนักศึกษา 4 องค์ประกอบโดยเป็นโปรแกรมกลุ่มฝึกอบรมที่บูรณาการแนวคิดทฤษฎีและเทคนิคทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องและดำเนินการโดยใช้กลุ่มฝึกอบรม จำนวน 12 ครั้ง และดำเนินการครั้งละ 1 ชั่วโมง ผลการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มฝึกอบรม พบว่า นักศึกษาที่เข้าร่วมโปรแกรมการพัฒนาสุขภาวะ มีคะแนนสุขภาวะเพิ่มขึ้นหลังการเข้ากลุ่มฝึกอบรม และระยะติดตามผล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ประภาส ณ พิกุล นภาพร อยู่ถาวร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 19 1 50 63 การศึกษาและพัฒนาสำรับอาหารจากภูมิปัญญาพื้นบ้านสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/social_crru/article/view/277539 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภูมิปัญญาอาหารพื้นบ้านและพัฒนาสำรับอาหารจากภูมิปัญญาพื้นบ้านสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้การเลือกกลุ่มเป้าหมาย แบบเจาะจง จากผู้มีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านอาหาร พื้นบ้าน ในพื้นที่ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จำนวน 20 คน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและการ และการจัดเวทีระดมความคิดเห็น (Focus Group Discussion)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ในพื้นที่ตำบลห้วยไคร้ มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และอาหาร โดยกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีการรวมกลุ่มกันในการอนุรักษ์และถ่ายทอดวัฒนธรรมดั้งเดิม ได้แก่ ชาติพันธุ์ไตหย่า ไตลื้อ จีนยูนาน และไทใหญ่ ในแต่ละชาติพันธุ์มีเอกลักษณ์เฉพาะด้านที่แตกต่างกันโดยเฉพาะ ภูมิปัญญาด้านอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ได้แก่ ส้าส้ม ซุปมันฝรั่ง หมูปาดมัน ขมไก่ ข้าวแหลกล่อม และเคาหยก โดยแต่ละตำรับเป็นตำรับดั้งเดิม มีส่วนผสมที่ใช้วัตถุดิบเป็นสมุนไพรที่มีในท้องถิ่นและวิธีการทำตามภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น</p> <p>การพัฒนาสำรับอาหาร การจัดสำรับอาหารภูมิปัญญาพื้นบ้านสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่ตำบล ห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยผู้วิจัยและกลุ่มเป้าหมายร่วมกันคัดเลือกเมนูอาหารที่มีวัฒนธรรมเอกลักษณ์ของพื้นที่นำมาจัดเป็นสำรับอาหาร ได้แก่ เคาหยก ส้าส้ม ซุปมันฝรั่ง และข้าวแหลกล่อม ที่ได้จากการถ่ายทอดองค์ความรู้จากกลุ่มเป้าหมาย นำมาจัดสำรับเพื่อเป็นสื่อสร้างเรื่องราวความเป็นมาของเมนูอาหาร พัฒนาให้ได้รูปลักษณ์ รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ สูตรที่ได้มาตรฐานและราคาจำหน่ายเพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้เป็นแนวทางในการสร้างอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้กับชุมชนตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายได้</p> วาสนา เสภา จิราพร มะโนวัง กนกวรรณ ปลาศิลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 19 1 ุ64 79 การเข้าสู่วาระนโยบายสาธารณะ : กรณีศึกษาการผลักดันวาระนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองเก่ามีชีวิตขององค์กรพื้นที่จังหวัดน่าน พะเยา แพร่ และอุตรดิตถ์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/social_crru/article/view/280823 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทองค์การภาครัฐในการผลักดันวาระนโยบาย เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นแรงผลักในกระบวนการผลักดันวาระนโยบาย และเพื่อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนการผลักดันวาระนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองเก่าที่มีชีวิต</p> <p>การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาจากเอกสารจากหนังสือ ตำรา และงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลจากภาครัฐและภาคประชาสังคมในพื้นที่และสนทนากลุ่มและสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย ประชาชน ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐ ภาคเอกชน โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและเชิงพรรณนา</p> <p>สรุปผลการศึกษาพบว่า 1) หน่วยงานภาครัฐในส่วนกลางส่วนภูมิภาคมีบทบาทสำคัญในเชิงการกำหนดนโยบาย แนวทางการวางแผน ตามแนวคิดจากบนลงล่าง ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมความต้องการ สร้างความตระรู้และและส่งเสริมการมีส่วนรวมในเชิงพื้นที่ 2) ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันวาระนโยบายคือกระบวนการมีส่วนร่วมในการวางแผนแบบปรึกษาหารือ ด้วยการจัดเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ชุมชน และผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยสร้างแรงผลักในกระแสวาระนโยบาย 3) แนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย ควรเน้นการขับเคลื่อนด้วยการสร้างบทบาทผู้นำร่วมและผู้ประสานนโยบาย โดยการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนเมืองเก่าระดับจังหวัด (ลักษณะพหุภาคี) จัดตั้งศูนย์ข้อมูลเมืองเก่าเพื่อการตัดสินใจเชิงหลักฐาน สร้างแผนบูรณาการร่วมระหว่างท้องถิ่นและส่วนกลางเพื่อสนับสนุนการกำหนดวาระนโยบายจากล่างขึ้นบน</p> จรูญ แดนนาเลิศ จิระ ประทีป ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 19 1 80 93 ตัวแบบการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพฯและปริมณฑล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/social_crru/article/view/281272 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพฯและปริมณฑล รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพฯและปริมณฑล ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร จำนวน 490 คน โดยใช้แบบสอบถามในการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ตัวแบบสมการโครงสร้างแบบ Composite-based SEM ผลการวิจัยพบว่า 1. การรับรู้ความสามารถของตนเอง (β=.51) การจัดการเรียนรู้ (β=.24) และสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ (β=.15) มีอิทธิพลต่อความคิดสร้างสรรค์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<strong>R<sup>2</sup></strong>=.69) 2. การรับรู้ความสามารถของตนเอง (β=.31) และสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ (β=.15) มีอิทธิพลต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนการจัดการเรียนรู้ (β=.11) มีอิทธิพลต่อความความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 3. ความคิดสร้างสรรค์ มีอิทธิพลต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<strong>R<sup>2</sup></strong>=.71) งานวิจัยนี้มีข้อเสนอว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อความตั้งใจเป็นผู้ประกอบการของนักเรียนมัธยมปลาย ผลการวิจัยนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับ ผู้กำหนดนโยบายการศึกษาและผู้สอนในการออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมที่เน้นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการให้กับนักเรียน</p> พิมพ์ชนก มีสุข นพพร จันทรนำชู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 19 1 94 114 การประยุกต์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยชุมชน: กรณีกาดกองต้า อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/social_crru/article/view/280953 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาเชิงสำรวจข้อมูล “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่สามารถใช้เป็นต้นทุนในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนกาดกองต้า อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง และ 2) จัดทำฐานข้อมูลออนไลน์บนหน้าเว็บไซต์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยชุมชน กรณีชุมชนกาดกองต้า อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ผู้วิจัยได้ประยุกต์ใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) และข้อมูลคุณลักษณะ (Attribute Data) ในรูปแบบแผนที่เว็บเชิงปฏิสัมพันธ์หรือแผนที่สนองกลับ (Interactive Web Mapping) ด้วยการนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และระบบระบุตำแหน่งบนพื้นโลก (GPS) มาใช้ในการพัฒนาและนำเสนอข้อมูล ทำการสร้างเว็บไซต์โดยใช้โปรแกรม MapHub ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์รหัสเปิด (Open source) ที่ใช้ในการสร้างแผนที่เชิงปฏิสัมพันธ์ร่วมกับเทคโนโลยีแสดงผลบนเว็บไซต์ Google Sites นำเสนอผลการจัดทำฐานข้อมูล</p> <p>ผลการศึกษาเกี่ยวกับทุนทางวัฒนธรรมพบว่าชุมชนกาดกองต้ามีสถานที่ที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมค่อนข้างหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติความเป็นมาของชุมชน ประวัติความเป็นมาของอาคารสถาปัตยกรรม กิจกรรมของชุมชน วิถีชีวิต อาหาร ที่พัก และร้านค้า การนำเสนอข้อมูลงานวิจัยจัดทำอยู่ในสองรูปแบบคือแบบออนไลน์ และแบบออฟไลน์ สำหรับแบบออนไลน์จัดทำเป็นฐานข้อมูลออนไลน์บนหน้าเว็บไซต์ได้จัดทำและแสดงผลในรูปแบบของข้อความ รูปภาพ วีดีโอ และแผนที่สนองกลับ โครงสร้างของเว็บไซต์ประกอบด้วย 5 เมนูหลัก ได้แก่ ข้อมูลประวัติความเป็นมาของชุมชนกาดกองต้า ข้อมูลประวัติอาคารสถาปัตยกรรมเก่าของชุมชนกาดกองต้า ข้อมูลสถานที่แบ่งตามหมวดหมู่ แผนที่แหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่น และปฏิทินกิจกรรมพร้อมวีดีทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการวิจัย ผู้ใช้งานสามารถเลือกข้อมูลสถานที่ตามหมวดหมู่ที่ต้องการบนเว็บไซต์ได้ทันที สำหรับแบบออฟไลน์จัดทำข้อมูลนำเสนอในรูปแบบแผนที่ และข้อมูลเชิงพื้นที่ หรือข้อมูลในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของหน่วยงานท้องถิ่นต่อไป</p> ชนม์ธนัช สุวรรณ พงศธร คำใจหนัก รัชฎาภรณ์ ทองแป้น มนัส สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 19 1 115 134 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อค่านิยมในงานของบัณฑิตพยาบาล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/social_crru/article/view/283686 <p>บทความนี้นำเสนอ ความพึงพอใจในงานจะเกิดขึ้น บุคคลจะต้องมีค่านิยมในงานที่ได้รับการตอบสนอง ตามความต้องการและค่านิยมเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อพฤติกรรมของบุคคลและแรงจูงใจส่งผลต่อการคงอยู่ในงานเพิ่มขึ้น มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบค่านิยมในงานของบัณฑิตพยาบาลและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อค่านิยมในงานของบัณฑิตพยาบาลที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่าง คือ บัณฑิตพยาบาลที่สำเร็จการศึกษาจากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง จำนวน 132 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม 2 ส่วน คือ 1) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับค่านิยมในงานของบัณฑิตพยาบาลและ 2) ค่านิยมในงานของบัณฑิตพยาบาล มีค่าความเที่ยง ของแบบสอบถามทั้งฉบับ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่านิยมในงานตามการรับรู้ของบัณฑิตพยาบาลโดยรวมอยู่ในระดับ ( X = 4.18 SD.=.0.58) 2) ค่านิยมในงานของบัณฑิตพยาบาลโดยรวมแต่ละรุ่นที่สำเร็จการศึกษาแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.001 และ 3)ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อค่านิยมในงานของบัณฑิตพยาบาล คือ รายได้และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานและโดยร่วมกันพยากรณ์ค่านิยมในงานของบัณฑิตพยาบาลได้ร้อยละ 10.10 แสดงให้เห็นว่าค่านิยมในงานของบัณฑิตพยาบาลนั้นมีอิทธิพลจากรายได้และประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน</p> พูลสุข หิงคานนท์ มีนกาญจน์ แจ่มพงษ์ วีรพันธุ์ ศิริฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 19 1 135 148 ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารพื้นถิ่นเขมร กูย ลาว ของจังหวัดสุรินทร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/social_crru/article/view/275344 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นเขมร กูย ลาว ในจังหวัดสุรินทร์ และ 2) เพื่อยกระดับตำรับอาหารพื้นถิ่นเขมร กูย ลาว เป็นซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารของจังหวัดสุรินทร์ ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาเอกสาร ทฤษฎี แนวคิด และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การลงพื้นที่แนวชาติพันธุ์วรรณนา การสนทนากลุ่มย่อย และการปฏิบัติการในห้องปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยเนื้อหา แปลผลข้อมูลในรูปแบบการบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นเขมร กูย ลาว ในจังหวัดสุรินทร์ ชุมชนบ้านหนองบัว ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ มีอาหารพื้นถิ่น คือ น้ำพริกปลาช่อน แกงขี้เหล็กใส่ไข่มดแดง และแกงหยวกกล้วยใส่ไก่ ชุมชนบ้านธาตุ ตำบลธาตุ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ มีอาหารพื้นถิ่น คือ ตำไก่บ้านใส่มะม่วง แกงไก่ใส่หยวกกล้วย และป่นปลาสด และชุมชนบ้านแตล ตำบลแตล อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ มีอาหารพื้นถิ่น คือ แกงหยวกกล้วยใส่ไก่ เมี่ยงตะไคร้ และหมกขี้เหล็ก ที่เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ตนเอง 2) การยกระดับตำรับอาหารพื้นถิ่นเขมร กูย ลาว เป็นซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารของจังหวัดสุรินทร์ โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีอาหารพื้นถิ่น การพัฒนาตำรับอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชาการสู่ชุมชนโดยนักโภชนการศาสตร์โรงพยาบาลสุรินทร์เพื่อให้ผู้ประกอบการในชุมชนทั้ง 3 ชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยว หนองบัวโฮมสเตย์ สวนเก้าไร่โฮมสเตย์ และโครงการทางนี้มีผลผู้คนรักกัน (พระราชดำริ) ที่เป็นต้นแบบนำเสนอตำรับอาหารพื้นถิ่นสู่บริโภค</p> พิรานุช ไหวดี ทองอินทร์ ไหวดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 19 1 149 159