https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/issue/feed
วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์
2026-08-03T00:00:00+07:00
Nathapassorn Krokklang
cusri.journal@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>ชื่อวารสาร <br /></strong> วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ <span lang="TH">(Journal of Social Research and Review)</span></p> <p><strong>eISSN</strong> 3056-9508 (Online)<br /><br /><strong>จัดทำขึ้นโดย<br /></strong> สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ลิขสิทธิ์)</p> <p><strong>กำหนดออก </strong>2 ฉบับต่อปี <br /> - ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และ<br /> - ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายขอบเขตการตีพิมพ์</strong><strong><br /></strong> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์ บทความวิจัย บทความวิชาการ บทปริทัศน์หนังสือ และบทวิจารณ์หนังสือในด้านสังคมศาสตร์ การพัฒนาสังคม การวิจัยทางสังคม เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาหรือผู้ที่มีความสนใจ<br /><br /><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong><br /><strong> วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ ไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (Page Charges)<br /><br /></strong>บทความต่างๆ ที่ตีพิมพ์ใน <strong><em>วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์</em></strong> เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนบทความเท่านั้น ผู้พิมพ์และกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกับความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความแต่อย่างใด<strong><br /></strong></p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/288387
ธุรกิจเพื่อสังคมกับการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย: กรอบแนวคิด การทบทวนวรรณกรรม เชิงบูรณาการ และข้อเสนอเชิงทฤษฎี
2026-05-15T09:08:18+07:00
จักรพันธ์ กิตตินรรัตน์
jakkrapan@pnru.ac.th
วีระ วีระโสภณ
weera.we@ssru.ac.th
อรณัฏฐ์ อชีรญาวัฒน์
wignangfah@gmail.com
<p>แม้ธุรกิจเพื่อสังคมจะได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่ความเข้าใจเชิงทฤษฎีในบริบทไทยยังมีช่องว่างสำคัญ บทความนี้สังเคราะห์วรรณกรรม 30 รายการจากแหล่งสากลและไทยในช่วงปี ค.ศ. 2020–2025 เพื่อเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าธุรกิจเพื่อสังคมไทยมีบทบาทโดดเด่นต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการจ้างงานที่มีคุณค่าและความเสมอภาคทางเพศ โดยร้อยละ 59 ของวิสาหกิจเพื่อสังคมไทยมีผู้หญิงเป็นผู้นำองค์กร ขณะเดียวกัน ภาคส่วนนี้ยังเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสามประการ ได้แก่ การเบี่ยงเบนจากพันธกิจ การถดถอยของบทบาทรัฐ และการถูกครอบงำโดยตรรกะของทุน บทความนำเสนอกรอบการวิเคราะห์เฉพาะบริบทไทย การจำแนกองค์กรเป็นสี่ประเภทตามแหล่งทุนเชิงสถาบัน และข้อเสนอเชิงทฤษฎีห้าประการจากการตรวจสอบสามเส้า รวมถึงแนวคิดใหม่สองรูปแบบที่สังเคราะห์จากกรณีศึกษาไทย ได้แก่ การยกระดับตลาดเพื่อปกป้องพันธกิจทางสังคม และการฝังตัวภายใต้สถาบันที่มีความชอบธรรมสูง แนวคิดทั้งสองพร้อมนำไปทดสอบเชิงประจักษ์และใช้เป็นฐานในการกำหนดนโยบายต่อไป</p>
2026-08-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/289044
การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตามแนวคิดอารยสถาปัตย์ ของกลุ่มเกษตรกร อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
2026-05-11T08:52:15+07:00
วรมน เสมาทัศน์
woramonsematus7@gmail.com
อัญธิษฐา อักษรศรี
auntittha05@gmail.com
ประกาศิต ฐิติปสิทธิกร
prakasit.mcu@gmail.com
<p>การวิจัยนี้ศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทรัพยากรและความต้องการของกลุ่มเกษตรกร ตลอดจนนำข้อค้นพบมาใช้เป็นฐานข้อมูลในการออกแบบและการพัฒนาโมเดลพื้นที่ต้นแบบ ด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตามหลักอารยสถาปัตย์ที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมร่วมกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 23 คน ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก จัดเวทีชุมชน การสนทนากลุ่ม และกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ผลการวิจัยพบว่า พื้นที่มีศักยภาพสูงด้านทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น แต่มีข้อจำกัดด้านกายภาพและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เอื้อต่อกลุ่มเปราะบาง ด้านเศรษฐกิจพบปัญหาการกระจายรายได้ ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมเผชิญผลกระทบจากการขยายตัวของเมือง ชุมชนจึงมีความต้องการพัฒนาทักษะการจัดการและปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย ผู้วิจัยจึงได้ร่วมพัฒนาโมเดลพื้นที่ต้นแบบจนเกิดเป็นองค์ความรู้ที่ครอบคลุมการวิเคราะห์พื้นที่ การวางผัง การออกแบบกายภาพ การจัดกิจกรรม และการบริหารจัดการแบบการมีส่วนร่วม งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าอารยสถาปัตย์เป็นเครื่องมือสร้างความเท่าเทียมและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถใช้เป็นต้นแบบยกระดับพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรอื่น ๆ ต่อไป</p>
2026-08-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/288036
การวิเคราะห์กลไกการจัดสวัสดิการชุมชนต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตคนยากจน: การประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดการดำรงชีพที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ
2026-04-16T08:45:05+07:00
ฐิติ ราศีกุล
thiti.r@ubu.ac.th
อุทัย อันพิมพ์
uthai.u@ubu.ac.th
ทวนทอง จุฑาเกตุ
tuantong.j@ubu.ac.th
ปดิวรดา ล้อมลาย
padivarada.l@ubu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและวิเคราะห์กลไกการจัดสวัสดิการชุมชน ที่มีผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตและทุนการดำรงชีพของครัวเรือนยากจนในจังหวัดอำนาจเจริญ ตามกรอบแนวคิดการดำรงชีพอย่างยั่งยืน (SLF) โดยใช้ข้อมูลครัวเรือนยากจนจากระบบฐานข้อมูล TPMAP และ AmnatConnext เป็นพื้นฐานควบคู่ไปกับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มจากผู้แทนหน่วยงานรัฐ ผู้นำชุมชน และครัวเรือนยากจน<br />ผลการวิจัยพบว่า (1) กลไกสวัสดิการในพื้นที่ขับเคลื่อนโดยภาคประชาชนเป็นหลัก ผ่านเครือข่ายกองทุนชุมชนและกองบุญมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งเข้าถึงเป้าหมายได้รวดเร็วกว่ากลไกของรัฐ (2) การบูรณาการฐานข้อมูลชี้เป้าเข้ากับกลไกชุมชน ทำให้สามารถจัดสรรสวัสดิการให้แก่คนจนเป้าหมายได้ 475 คน โดยไม่มีความซ้ำซ้อน ครอบคลุมการยกระดับทุนการดำรงชีพทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ทุนการเงิน (ลดหนี้สิน/กลุ่มออมทรัพย์) ทุนธรรมชาติ (ความมั่นคงทางอาหาร) ทุนมนุษย์ (ทักษะอาชีพ) ทุนกายภาพ (ปัจจัยยังชีพ) และทุนสังคม (การเป็นสมาชิกเครือข่าย) (3) ผลการดำเนินงานนำไปสู่การสังเคราะห์อำนาจเกื้อกูลโมเดล ซึ่งเป็นนวัตกรรมโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคมที่เน้นการบูรณาการข้อมูลแบบไร้รอยต่อ การสร้างธรรมาภิบาลร่วม และการเปลี่ยนผ่านคนจนจากผู้รับการสงเคราะห์ไปสู่ผู้กระทำการทางเศรษฐกิจ งานวิจัยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ (อบจ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บรรจุอำนาจเกื้อกูลโมเดล เข้าสู่ข้อบัญญัติงบประมาณ เพื่อเป็นหลักประกันความยั่งยืนของสวัสดิการชุมชนในการขจัดความยากจนได้อย่างเบ็ดเสร็จ</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/287898
การสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์ส่วนเกินผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และวิสาหกิจชุมชน: กรณีศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปตำบลลาดตะเคียน จังหวัดปราจีนบุรี
2026-04-17T10:52:27+07:00
ชยาวัฒ เกียรติกมลมาลย์
surakiat.ta@dtc.ac.th
สุรเกียรติ ธาดาวัฒนาวิทย์
surakiat.ta@dtc.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์ส่วนเกินผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปของวิสาหกิจชุมชนตำบลลาดตะเคียน จังหวัดปราจีนบุรี และสำรวจการรับรู้เบื้องต้นของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามกลุ่มผู้บริโภคนำร่อง 66 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกสมาชิกวิสาหกิจชุมชน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่าวัตถุดิบส่วนเกินสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพทางการตลาด ได้แก่ กิมจิจากผักอินทรีย์ ข้าวเกรียบผักสูตรเห็ด และปั้นสิบไส้ไก่และไส้เห็ด ผู้บริโภคมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมากถึงมากที่สุด โดยด้านคุณภาพและรสชาติมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการใช้วัตถุดิบอินทรีย์จากท้องถิ่น และด้านเรื่องราวและอัตลักษณ์ชุมชน ทั้งนี้ ผลสำรวจควรตีความในฐานะสัญญาณเชิงตลาด มิใช่ตัวชี้วัดขนาดตลาดหรือความคุ้มทุนเชิงพาณิชย์ ส่วนข้อค้นพบเชิงคุณภาพชี้ให้เห็น 3 ประเด็น ได้แก่ (1) การแปรรูปช่วยลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและการสูญเสียรายได้ (2) ความร่วมมือกับ สถาบันการศึกษาช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์และการตลาด และ (3) ผลิตภัณฑ์แปรรูปสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มประมาณร้อยละ 100–150 เมื่อเทียบกับการจำหน่ายวัตถุดิบสด นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังชี้ว่ากระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้ความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชน สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน มีความเป็นไปได้เชิงเทคนิคและได้รับการตอบรับเชิงบวกจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย และสามารถใช้เป็นต้นแบบสำหรับชุมชนเกษตรอินทรีย์ในบริบทที่คล้ายคลึงกัน อย่างไรก็ตาม การพิสูจน์ความคุ้มทุนในระยะยาวยังต้องการการศึกษาต่อเนื่องที่ครอบคลุมและเป็นตัวแทนของตลาดมากขึ้น</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์