https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/issue/feed
วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์
2026-08-03T00:00:00+07:00
Nathapassorn Krokklang
cusri.journal@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>ชื่อวารสาร <br /></strong> วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ <span lang="TH">(Journal of Social Research and Review)</span></p> <p><strong>eISSN</strong> 3056-9508 (Online)<br /><br /><strong>จัดทำขึ้นโดย<br /></strong> สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ลิขสิทธิ์)</p> <p><strong>กำหนดออก </strong>2 ฉบับต่อปี <br /> - ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และ<br /> - ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายขอบเขตการตีพิมพ์</strong><strong><br /></strong> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์ บทความวิจัย บทความวิชาการ บทปริทัศน์หนังสือ และบทวิจารณ์หนังสือในด้านสังคมศาสตร์ การพัฒนาสังคม การวิจัยทางสังคม เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาหรือผู้ที่มีความสนใจ<br /><br /><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong><br /><strong> วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ ไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (Page Charges)<br /><br /></strong>บทความต่างๆ ที่ตีพิมพ์ใน <strong><em>วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์</em></strong> เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนบทความเท่านั้น ผู้พิมพ์และกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกับความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความแต่อย่างใด<strong><br /></strong></p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/288387
ธุรกิจเพื่อสังคมกับการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย: กรอบแนวคิด การทบทวนวรรณกรรม เชิงบูรณาการ และข้อเสนอเชิงทฤษฎี
2026-05-15T09:08:18+07:00
จักรพันธ์ กิตตินรรัตน์
jakkrapan@pnru.ac.th
วีระ วีระโสภณ
weera.we@ssru.ac.th
อรณัฏฐ์ อชีรญาวัฒน์
wignangfah@gmail.com
<p>แม้ธุรกิจเพื่อสังคมจะได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่ความเข้าใจเชิงทฤษฎีในบริบทไทยยังมีช่องว่างสำคัญ บทความนี้สังเคราะห์วรรณกรรม 30 รายการจากแหล่งสากลและไทยในช่วงปี ค.ศ. 2020–2025 เพื่อเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าธุรกิจเพื่อสังคมไทยมีบทบาทโดดเด่นต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการจ้างงานที่มีคุณค่าและความเสมอภาคทางเพศ โดยร้อยละ 59 ของวิสาหกิจเพื่อสังคมไทยมีผู้หญิงเป็นผู้นำองค์กร ขณะเดียวกัน ภาคส่วนนี้ยังเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสามประการ ได้แก่ การเบี่ยงเบนจากพันธกิจ การถดถอยของบทบาทรัฐ และการถูกครอบงำโดยตรรกะของทุน บทความนำเสนอกรอบการวิเคราะห์เฉพาะบริบทไทย การจำแนกองค์กรเป็นสี่ประเภทตามแหล่งทุนเชิงสถาบัน และข้อเสนอเชิงทฤษฎีห้าประการจากการตรวจสอบสามเส้า รวมถึงแนวคิดใหม่สองรูปแบบที่สังเคราะห์จากกรณีศึกษาไทย ได้แก่ การยกระดับตลาดเพื่อปกป้องพันธกิจทางสังคม และการฝังตัวภายใต้สถาบันที่มีความชอบธรรมสูง แนวคิดทั้งสองพร้อมนำไปทดสอบเชิงประจักษ์และใช้เป็นฐานในการกำหนดนโยบายต่อไป</p>
2026-08-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/289044
การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตามแนวคิดอารยสถาปัตย์ ของกลุ่มเกษตรกร อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
2026-05-11T08:52:15+07:00
วรมน เสมาทัศน์
woramonsematus7@gmail.com
อัญธิษฐา อักษรศรี
auntittha05@gmail.com
ประกาศิต ฐิติปสิทธิกร
prakasit.mcu@gmail.com
<p>การวิจัยนี้ศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทรัพยากรและความต้องการของกลุ่มเกษตรกร ตลอดจนนำข้อค้นพบมาใช้เป็นฐานข้อมูลในการออกแบบและการพัฒนาโมเดลพื้นที่ต้นแบบ ด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตามหลักอารยสถาปัตย์ที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมร่วมกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 23 คน ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก จัดเวทีชุมชน การสนทนากลุ่ม และกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ผลการวิจัยพบว่า พื้นที่มีศักยภาพสูงด้านทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น แต่มีข้อจำกัดด้านกายภาพและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เอื้อต่อกลุ่มเปราะบาง ด้านเศรษฐกิจพบปัญหาการกระจายรายได้ ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมเผชิญผลกระทบจากการขยายตัวของเมือง ชุมชนจึงมีความต้องการพัฒนาทักษะการจัดการและปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย ผู้วิจัยจึงได้ร่วมพัฒนาโมเดลพื้นที่ต้นแบบจนเกิดเป็นองค์ความรู้ที่ครอบคลุมการวิเคราะห์พื้นที่ การวางผัง การออกแบบกายภาพ การจัดกิจกรรม และการบริหารจัดการแบบการมีส่วนร่วม งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าอารยสถาปัตย์เป็นเครื่องมือสร้างความเท่าเทียมและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถใช้เป็นต้นแบบยกระดับพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรอื่น ๆ ต่อไป</p>
2026-08-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/288036
การวิเคราะห์กลไกการจัดสวัสดิการชุมชนต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตคนยากจน: การประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดการดำรงชีพที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ
2026-04-16T08:45:05+07:00
ฐิติ ราศีกุล
thiti.r@ubu.ac.th
อุทัย อันพิมพ์
uthai.u@ubu.ac.th
ทวนทอง จุฑาเกตุ
tuantong.j@ubu.ac.th
ปดิวรดา ล้อมลาย
padivarada.l@ubu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและวิเคราะห์กลไกการจัดสวัสดิการชุมชน ที่มีผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตและทุนการดำรงชีพของครัวเรือนยากจนในจังหวัดอำนาจเจริญ ตามกรอบแนวคิดการดำรงชีพอย่างยั่งยืน (SLF) โดยใช้ข้อมูลครัวเรือนยากจนจากระบบฐานข้อมูล TPMAP และ AmnatConnext เป็นพื้นฐานควบคู่ไปกับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มจากผู้แทนหน่วยงานรัฐ ผู้นำชุมชน และครัวเรือนยากจน<br />ผลการวิจัยพบว่า (1) กลไกสวัสดิการในพื้นที่ขับเคลื่อนโดยภาคประชาชนเป็นหลัก ผ่านเครือข่ายกองทุนชุมชนและกองบุญมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งเข้าถึงเป้าหมายได้รวดเร็วกว่ากลไกของรัฐ (2) การบูรณาการฐานข้อมูลชี้เป้าเข้ากับกลไกชุมชน ทำให้สามารถจัดสรรสวัสดิการให้แก่คนจนเป้าหมายได้ 475 คน โดยไม่มีความซ้ำซ้อน ครอบคลุมการยกระดับทุนการดำรงชีพทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ทุนการเงิน (ลดหนี้สิน/กลุ่มออมทรัพย์) ทุนธรรมชาติ (ความมั่นคงทางอาหาร) ทุนมนุษย์ (ทักษะอาชีพ) ทุนกายภาพ (ปัจจัยยังชีพ) และทุนสังคม (การเป็นสมาชิกเครือข่าย) (3) ผลการดำเนินงานนำไปสู่การสังเคราะห์อำนาจเกื้อกูลโมเดล ซึ่งเป็นนวัตกรรมโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคมที่เน้นการบูรณาการข้อมูลแบบไร้รอยต่อ การสร้างธรรมาภิบาลร่วม และการเปลี่ยนผ่านคนจนจากผู้รับการสงเคราะห์ไปสู่ผู้กระทำการทางเศรษฐกิจ งานวิจัยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ (อบจ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บรรจุอำนาจเกื้อกูลโมเดล เข้าสู่ข้อบัญญัติงบประมาณ เพื่อเป็นหลักประกันความยั่งยืนของสวัสดิการชุมชนในการขจัดความยากจนได้อย่างเบ็ดเสร็จ</p>
2026-08-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/287898
การสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์ส่วนเกินผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และวิสาหกิจชุมชน: กรณีศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปตำบลลาดตะเคียน จังหวัดปราจีนบุรี
2026-04-17T10:52:27+07:00
ชยาวัฒ เกียรติกมลมาลย์
surakiat.ta@dtc.ac.th
สุรเกียรติ ธาดาวัฒนาวิทย์
surakiat.ta@dtc.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์ส่วนเกินผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปของวิสาหกิจชุมชนตำบลลาดตะเคียน จังหวัดปราจีนบุรี และสำรวจการรับรู้เบื้องต้นของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามกลุ่มผู้บริโภคนำร่อง 66 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกสมาชิกวิสาหกิจชุมชน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่าวัตถุดิบส่วนเกินสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพทางการตลาด ได้แก่ กิมจิจากผักอินทรีย์ ข้าวเกรียบผักสูตรเห็ด และปั้นสิบไส้ไก่และไส้เห็ด ผู้บริโภคมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมากถึงมากที่สุด โดยด้านคุณภาพและรสชาติมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการใช้วัตถุดิบอินทรีย์จากท้องถิ่น และด้านเรื่องราวและอัตลักษณ์ชุมชน ทั้งนี้ ผลสำรวจควรตีความในฐานะสัญญาณเชิงตลาด มิใช่ตัวชี้วัดขนาดตลาดหรือความคุ้มทุนเชิงพาณิชย์ ส่วนข้อค้นพบเชิงคุณภาพชี้ให้เห็น 3 ประเด็น ได้แก่ (1) การแปรรูปช่วยลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและการสูญเสียรายได้ (2) ความร่วมมือกับ สถาบันการศึกษาช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์และการตลาด และ (3) ผลิตภัณฑ์แปรรูปสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มประมาณร้อยละ 100–150 เมื่อเทียบกับการจำหน่ายวัตถุดิบสด นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังชี้ว่ากระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้ความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชน สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน มีความเป็นไปได้เชิงเทคนิคและได้รับการตอบรับเชิงบวกจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย และสามารถใช้เป็นต้นแบบสำหรับชุมชนเกษตรอินทรีย์ในบริบทที่คล้ายคลึงกัน อย่างไรก็ตาม การพิสูจน์ความคุ้มทุนในระยะยาวยังต้องการการศึกษาต่อเนื่องที่ครอบคลุมและเป็นตัวแทนของตลาดมากขึ้น</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/288541
การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนวัฒนธรรมในเศรษฐกิจสร้างสรรค์: กรณีศึกษาผู้ประกอบธุรกิจพิธีบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช จังหวัดนครพนม
2026-05-15T12:41:16+07:00
ปุณณฑรีย์ เจียวิริยบุญญา
poonnatree@gmail.com
หัทยา ภูน้ำเย็น
hattaya.p@npu.ac.th
ศุภกร โพธิ์ทอง
supakorn.p@rmutp.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนวัฒนธรรมบูชาพญานาคของกลุ่ม ผู้ประกอบธุรกิจรับจัดพิธีกรรมบวงสรวง ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช เทศบาลเมืองนครพนม จังหวัดนครพนมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับท้องถิ่น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการวิจัยเอกสาร การสังเกตการณ์ อย่างมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เจาะลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 6 คน ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจ รับจัดพิธีกรรมบวงสรวงแบบครบวงจร พราหมณ์ผู้นำพิธีกรรม นางรำในพิธีบวงสรวง ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม ผู้ดูแลลานพญาศรีสัตตนาคราช และผู้มีจิตศรัทธาที่ใช้บริการพิธีกรรม โดยใช้กรอบแนวคิด ทุนวัฒนธรรม (Cultural capital) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative economy) และ เศรษฐกิจ พิธีกรรม (Ritual economy) เป็นกรอบ ในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบธุรกิจรับจัดพิธีกรรมบวงสรวงสามารถ สร้างมูลค่าเพิ่มทุนวัฒนธรรม บูชาพญานาคซึ่งเป็นทุนวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ให้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยผ่านกระบวนการ 3 ลักษณะ คือ (1) การออกแบบบริการพิธีบวงสรวง 3 รูปแบบ (ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่) (2) การประกอบสร้าง เครื่องบวงสรวง เชิงสัญลักษณ์ เช่น พานบายศรีพญานาคเจ็ดเศียร พานพญานาคเก้าองค์ น้ำเก้าสี และลูกแก้ว เก้าสี ให้กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม (Cultural commodity) และ (3) การสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม รายย่อยในรูปแบบบริการครบวงจร (One-stop service) ที่เชื่อมโยงพราหมณ์ นางรำ ผู้ผลิตเครื่องบูชา และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ก่อให้เกิดห่วงโซ่คุณค่า (Value chain) ที่กระจายรายได้สู่ชุมชนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทในช่วงเทศกาลประจำปี ผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวจึงทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม (Cultural entrepreneur) ที่เป็นสื่อกลางระหว่างโลกแห่ง ความศักดิ์สิทธิ์และโลกแห่งตลาด สะท้อนการบูรณาการอย่างมีพลวัต ระหว่างเศรษฐกิจพิธีกรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในบริบทท้องถิ่นไทย</p>
2026-09-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/288200
Everyday Participation in the Creator Economy: How Thai Instagram Users Navigate Roles, Visibility, and Meaning
2026-04-17T10:40:06+07:00
Nunnapan Puathanawat
Nunnapan.pua@mahidol.ac.th
<p>This paper examines how everyday users in Thailand engage with social media within the context of platformization and the growing creator economy. While much of the existing research has focused on platforms and professional content creators, less attention has been given to how these changes are experienced in daily life, especially in non-Western, culturally specific settings such as Thailand. This study fills that gap by exploring how ordinary users engage with content, switch between roles, and navigate visibility through their everyday social media practices.</p> <p>The analysis is based on 72 Instagram posts from 18 Thai user accounts, representing a variety of participation levels, from everyday sharing and storytelling to more curated content. The findings suggest that users are not just passive audiences. Instead, they actively influence content through narrative choices, presentation styles, and awareness of how their posts may be perceived, all while staying grounded in routine activities.</p> <p>Meanwhile, roles on social media seem increasingly flexible, with users shifting between audience, creator, and participant within the same interaction space. Rather than striving for large-scale influence, they engage with platform dynamics in more subtle, situational ways.</p> <p>By positioning these practices within the Thai social and cultural environment, this study highlights how local norms, daily routines, and culturally specific expressions shape participation in the creator economy. In doing so, it provides a grounded view of how platform logics are interpreted and experienced through daily use, contributing to broader discussions of digital media beyond Western-centric perspectives.</p>
2026-10-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/288885
ตลาดวัวในฐานะวัฒนธรรม: ผู้กระทำการ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และเศรษฐกิจตลาด กรณีศึกษาตลาดบ้านเชียงหวาง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร
2026-05-29T15:18:02+07:00
ปิยะ งามจันทร์
parjya0878@gmail.com
บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล
busarinl@nu.ac.th
<p>บทความนี้ ศึกษาตลาดวัวโดยใช้แนวคิดตลาดในฐานะวัฒนธรรม ที่มีผู้กระทำการในการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในระบบเศรษฐกิจตลาด โดยใช้แนวทางชาติพันธุ์วรรณนาสังเกตการณ์ตลาดบ้านเชียงหวาง ตำบลสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร การศึกษานี้พบว่าตลาดวัวแห่งนี้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคและการค้าข้ามพรมแดน โดยมีผู้กระทำการหลายกลุ่ม ได้แก่ เกษตรกรผู้เลี้ยงวัว นายฮ้อยหรือพ่อค้าคนกลาง ผู้ซื้อวัวรายใหญ่จากฟาร์ม และผู้ซื้อจากต่างประเทศ เช่น จากเวียดนามและกัมพูชา รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ และผู้ค้าขายสินค้าอื่น ๆ ในตลาด ผู้กระทำการในตลาดวัวมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่สะท้อนถึงกฎเกณฑ์และบทบาทของแต่กลุ่มผู้กระทำการ ที่ต้องเรียนรู้ในการซื้อขายซึ่งเป็นการยอมรับร่วมกันในระดับท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็สะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจตลาด กล่าวคือตลาดไม่ได้คงความเป็นสถาบันที่เป็นทางการเสมอไป เช่น การกำหนดราคาขายที่ไม่ตายตัวเพื่อให้เกิดการต่อรอง นอกจากนี้ ตลาดเป็นสถาบันที่สะท้อนวัฒนธรรม ภาษาจึงเป็นส่วนหนึ่งของความแตกต่างทางวัฒนธรรมในตลาด การเข้าใจภาษาในการสื่อสารไม่อาจทำให้ประสบความสำเร็จในการค้าขายได้ทั้งหมด หากผู้ค้าขายต้องมีความเข้าใจในภาษาอื่นที่ไหลเวียนในตลาด ไม่ว่าจะเป็นภาษาในการซื้อขายวัวที่เฉพาะเจาะจงหรืออวัจนภาษาที่ทำให้เข้าใจการค้าและได้เปรียบในการต่อรองราคา</p>
2026-10-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์