วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal <p><strong>ชื่อวารสาร <br /></strong> วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ <span lang="TH">(Journal of Social Research and Review)</span></p> <p><strong>eISSN</strong> 3056-9508 (Online)<br /><br /><strong>จัดทำขึ้นโดย<br /></strong> สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ลิขสิทธิ์)</p> <p><strong>กำหนดออก </strong>2 ฉบับต่อปี <br /> - ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และ<br /> - ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายขอบเขตการตีพิมพ์</strong><strong><br /></strong> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์ บทความวิจัย บทความวิชาการ บทปริทัศน์หนังสือ และบทวิจารณ์หนังสือในด้านสังคมศาสตร์ การพัฒนาสังคม การวิจัยทางสังคม เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาหรือผู้ที่มีความสนใจ<br /><br /><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong><br /><strong> วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ ไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (Page Charges)<br /><br /></strong>บทความต่างๆ ที่ตีพิมพ์ใน <strong><em>วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์</em></strong> เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนบทความเท่านั้น ผู้พิมพ์และกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกับความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความแต่อย่างใด<strong><br /></strong></p> th-TH <p>1) บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ความคิดเห็นและเนื้อหาเป็นของผู้แต่ง<br />2) ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้แต่งบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้ระบุถึงการอ้างอิง</p> cusri.journal@gmail.com (Nathapassorn Krokklang) nathapassorn.k@chula.ac.th (นางสาวณัฐภัสสร กรอกกลาง) Thu, 02 Apr 2026 10:35:46 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 อำนาจบนจาน: นโยบายภาคการเกษตรและอาหารของรัฐไทยในฐานะเครื่องมือทางการเมือง มุมมองผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 - ฉบับที่ 12 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/283994 <p>บทความนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทของนโยบายเกษตรและอาหาร ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 – ฉบับที่ 12 โดยใช้กรอบอำนาจบนจาน เพื่อทำความเข้าใจว่าอาหารมิได้เป็นเพียงประเด็นเศรษฐกิจ แต่เป็นพื้นที่ ทางการเมืองที่สะท้อนการต่อรองเชิงอำนาจระหว่างรัฐ ทุน และภาคประชาชน ผ่านการวิเคราะห์เอกสารและนโยบาย ผลการศึกษาพบว่า (1) มิติทางโครงสร้างรัฐใช้นโยบายเกี่ยวกับที่ดิน น้ำ เมล็ดพันธุ์ และสินเชื่อ เป็นกลไกควบคุมการเข้าถึงทรัพยากร ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยต้องพึ่งพิงรัฐและมีอำนาจต่อรองจำกัด ภายใต้ภาระหนี้สินและที่ดินทำกินที่ลดลง (2) มิติด้านเครื่องมือมาตรการด้านราคาและรายได้ โครงการรับจำนำ ประกันรายได้ และพักหนี้ มีบทบาทลดความเสี่ยงระยะสั้น พร้อมกับทำหน้าที่สร้างทุนทางการเมืองและเชื่อมโยงฐานเสียงชนบทกับรัฐบาล (3) มิติทางสถาบัน มาตรฐานการผลิต การรับรองคุณภาพ (GAP/ Q-GAP/ GMP) สัญญาเกษตรและกลไกราชการกลายเป็นด่านสถาบันที่เอื้อประโยชน์แก่ทุนขนาดใหญ่ ขณะที่เกษตรกรรายย่อยถูกลดทอนให้เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตาม บทความนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่านโยบายเกษตรของไทย ยังคงรวมศูนย์การตัดสินใจขึ้นอยู่กับรัฐและกลุ่มทุน พร้อมทั้งเสนอให้เกษตรกรลดการพึ่งพิงเชิงโครงสร้างและสร้างสมดุลเชิงอำนาจ ในระบบอาหาร เพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับระบบเกษตรและอาหารไทย จำเป็นต้องคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรของเกษตรกร กระจายอำนาจการกำกับดูแลสู่ท้องถิ่น และพัฒนากลไกเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม</p> สันทราย วงษ์สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/283994 Thu, 02 Apr 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของสมาคมวัฒนธรรมศึกษาระหว่างเอเชียกับการสร้างและส่งเสริมเครือข่ายระหว่าง ปัญญาชนในเอเชีย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/285105 <p>งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาบทบาทของสมาคมวัฒนธรรมศึกษาระหว่างเอเชีย (Inter-Asia Cultural Studies Society: IACSS) ในการสร้างเครือข่ายทางวิชาการข้ามพรมแดน และวิธีที่ปัญญาชนรุ่นใหม่ในเอเชียสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับเอเชีย การวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพภายใต้แนวทางตีความ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมจำนวน 17 คน และการสังเกตการณ์ในกิจกรรมสำคัญของสมาคม ผลการวิจัยพบว่าสมาคมวัฒนธรรมศึกษาระหว่างเอเชียทำหน้าที่สำคัญหลายมิติ ได้แก่ การเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ข้ามพรมแดน การบ่มเพาะนักวิชาการรุ่นใหม่ การสร้างเครือข่ายนอกห้องประชุม และการช่วยให้ความหมายของเอเชียเกิดขึ้นผ่านการแลกเปลี่ยนข้ามภาษาและข้ามรุ่น ผู้เข้าร่วมมีส่วนร่วมกำหนดนิยามความหมายของเอเชีย ความหมายเหล่านี้มีความเปิดกว้าง หลากหลาย และยั่งยืน นอกจากนี้ งานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า การสร้างเอเชียและเครือข่ายวิชาการไม่ได้เกิดจากสถาบันหรือเวทีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์จริง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าร่วม และการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องของนักวิชาการรุ่นใหม่ ซึ่งสะท้อนถึงพลวัตการผลิตความรู้ในเอเชียและความสำคัญของการมีเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ร่วมคิดร่วมทำ สำหรับข้อเสนอแนะควรพัฒนากลไกการบ่มเพาะและการทำงานร่วมกันของเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบระบบพี่เลี้ยง พื้นที่ความร่วมมือหลังการประชุม และการสนับสนุนการสื่อสารหลายภาษา ควบคู่กับการศึกษาติดตามผลระยะยาวและการเปรียบเทียบเครือข่ายวิชาการในสาขาอื่น เพื่อทำความเข้าใจความยั่งยืน และพลวัตของการผลิตองค์ความรู้ในเอเชียอย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น</p> ฐิติวัฒน์ สิทธิพัตร, สิริพร สมบูรณ์บูรณะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/285105 Tue, 07 Apr 2026 00:00:00 +0700 ภาพสะท้อนสังคมวัฒนธรรมอีสานสมัยใหม่ผ่านเทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ผ่านการแสดง หมอลำเรื่องต่อกลอน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/284263 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพสะท้อนของเทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ ในการแสดงหมอลำ เรื่องต่อกลอน และศึกษาว่าการสะท้อนดังกล่าวนำไปสู่ปรากฏการณ์อีสานสมัยใหม่ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ภาษา จากตัวบทกลอนลำและบทสนทนา การมีปฏิสัมพันธ์ด้านหน้าเวทีกับผู้ชม ของการแสดงคณะหมอลำเรื่องต่อกลอนชั้นนำของภาคอีสาน 5 คณะ จำนวน 10 เรื่อง ที่เผยแพร่ทางแพลตฟอร์มยูทูบ ระหว่างปี พ.ศ. 2562-2567 ภายใต้กรอบแนวคิดภาพสะท้อนทางสังคมวัฒนธรรม และแนวคิดสังคมสมัยใหม่<br />ผลการวิจัยพบว่า หมอลำเรื่องต่อกลอนได้นำเอาเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการแสดงอย่างสมบูรณ์ใน 3 มิติหลัก (1) มิติเนื้อหาและภาษา มีการใช้คำทับศัพท์ คำปนภาษาต่างประเทศ คำที่เกี่ยวกับสื่อสังคมออนไลน์และเทคโนโลยี เพื่อสะท้อนวิถีชีวิตที่ผูกพันกับโลกดิจิทัล ความสัมพันธ์รูปแบบของออนไลน์ การเป็นแม่ค้าออนไลน์ อาชญากรรม ไซเบอร์ (2) มิติปฏิสัมพันธ์และรูปแบบการารจัดการแสดง เทคโนโลยีการถ่ายทอดสด สร้างผู้ชมสองรูปแบบ หน้าเวทีจริงและหน้าจอทั่วโลกพร้อมกัน และเกิดปฏิสัมพันธ์แบบเรียลไทม์ และ (3) มิติเศรษฐกิจและอัตลักษณ์ศิลปิน ศิลปินได้เปลี่ยนสถานะจากนักแสดงไปสู่ดารา อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ประกอบการ การที่ใช้ชื่อเสียงและพื้นที่หน้าเวทีในการต่อยอดทางธุรกิจ นอกจากนี้ เทคโนโลยียังปฏิวัติระบบเศรษฐกิจของวงการหมอลำ ผ่านการให้รางวัลออนไลน์ และการสร้างชุมชน แฟนคลับ รูปแบบใหม่ที่ยึดโยงกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าหมอลำเรื่องต่อกลอนในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียง ภาพสะท้อนสังคมดิจิทัล แต่กลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการแสดงหมอลำเรื่องต่อกลอนได้ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายขอบเขตของพื้นที่เวทีสร้างชุมชนแฟนคลับระดับโลก และปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของวงการ เพื่อนิยามตัวเองใหม่ในฐานะศิลปะการแสดงร่วมสมัยที่เชื่อมโยงรากเหง้าทางวัฒนธรรมเข้ากับภูมิทัศน์สื่อสมัยใหม่ อันเป็นภาพสะท้อนของปรากฏการณ์สังคมอีสานสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป</p> อัษฎาวุฒิ ศรีทน, อิศเรศ ดลเพ็ญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/284263 Tue, 12 May 2026 00:00:00 +0700 ปรากฏการณ์ปัญญาประดิษฐ์ในระบบการศึกษาไทย: บทสังเคราะห์เชิงวิภาษวิธี พ.ศ. 2566 – 2568 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/284751 <p>บทความนี้ตั้งคำถามต่อสองข้อสันนิษฐานที่ดำรงอยู่คู่กันในวาทกรรมนโยบายการศึกษาไทย ได้แก่ การมองปัญญาประดิษฐ์ในฐานะกลไกเสริมประสิทธิภาพล้วน ๆ และการตีตราว่าเป็นภัยคุกคามต่อจริยธรรม โดยนำระเบียบวิธีวิภาษวิธีมาใช้เป็นกรอบวิเคราะห์ ผ่านการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์จากเอกสารเชิงนโยบายและสื่อมวลชนระดับประเทศ 5 แหล่ง ระหว่างปี พ.ศ. 2566–2568<br />ผลการวิเคราะห์ในมิติญัตติชี้ให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพในการยกระดับการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ลดภาระงานซ้ำซ้อนของครู และเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ได้อย่างมีพลวัต ขณะที่มิติปฏิญัตติเผยให้เห็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่าปัญหาการลอกเลียน ได้แก่ ภาวะการโอนถ่ายภาระทางปัญญา ปรากฏการณ์ข้อมูลสมจริงแต่เท็จที่ปัญญาประดิษฐ์สร้างขึ้น และความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างดิจิทัลที่นโยบายพื้นที่ทดลองแบบเลือกสรรอาจตอกย้ำให้รุนแรงขึ้น<br />การสังเคราะห์ทั้งสองมิตินำไปสู่ข้อค้นพบว่า ปัญญาประดิษฐ์ในระบบการศึกษาไทยไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่กำลังก่อตัวเป็นระบบนิเวศทางปัญญาที่มีแนวโน้มว่าฝังค่านิยมเชิงอำนาจไว้อย่างแนบเนียน ทางออกที่ยั่งยืนจึงอยู่ที่การสร้างภูมิคุ้มกันทางสติปัญญา ผ่านการยกระดับความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ให้เป็นระบบความคิดเชิงวิพากษ์ การเปลี่ยนผ่านบทบาทครูสู่การเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ และการกำกับดูแลนโยบายด้วยกลไกสามชั้นที่บูรณาการความรับผิดชอบในระดับรัฐ สถานศึกษา และผู้เรียนไว้ด้วยกัน บทความเสนอว่าการศึกษาไทยในยุคปัญญาประดิษฐ์ต้องขับเคลื่อนภายใต้หลักการมนุษย์นำเทคโนโลยี เพื่อให้นวัตกรรมทำหน้าที่เพิ่มพูนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ลดทอนศักยภาพการคิดเชิงวิพากษ์ของผู้เรียน</p> กฤติน ขันละ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/284751 Tue, 19 May 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนยั่งยืนด้วยการตลาดดิจิทัล : กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนจักสานใบลาน บ้านวังขอนแดง จังหวัดปราจีนบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/288065 <p>การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการการตลาดดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจชุมชน และเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนยั่งยืนด้วยการตลาดดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจชุมชน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากสมาชิกวิสาหกิจชุมชนจักสาน ใบลานบ้านวังขอนแดง อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ผลการวิจัย พบว่า (1) ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลของผู้ให้สัมภาษณ์ กรรมการบริหาร จำนวน 6 คน และสมาชิก จำนวน 24 คน รวม 30 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 25 คน มีประสบการณ์การทำงานเฉลี่ย 7 ปี (2) ความต้องการการตลาดดิจิทัล แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 รูปแบบการตลาดแบบเดิม พบว่า ไลน์กลุ่มได้รับความนิยมมากที่สุด ร้อยละ 80 และความต้องการพัฒนาการตลาดแบบใหม่ พบว่า ติ๊กต็อกได้รับความนิยมมากที่สุดร้อยละ 90 ส่วนที่ 2 ความต้องการสื่อมัลติมีเดียที่ต้องการนำเสนอตลาดเนื้อหา พบว่า สื่อมัลติมีเดียที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ สื่อภาพ ร้อยละ 86.66 ส่วนที่ 3 ผลิตภัณฑ์ยอดนิยมเพื่อเพิ่มศักยภาพผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างยั่งยืน พบว่า ผลิตภัณฑ์ยอดนิยมที่ต้องการนำเสนอทุนทางวัฒนธรรมมากที่สุด คือ กระเป๋าจากใบลาน ร้อยละ 90 (3) การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนยั่งยืนด้วยการตลาดดิจิทัล ไม่เพียงส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางสังคมและการตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการตลาดดิจิทัลสามารถเป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในบริบทเศรษฐกิจดิจิทัลปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> นฤศร มังกรศิลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/288065 Mon, 22 Jun 2026 00:00:00 +0700 ระดับความพร้อมในการปรับตัวเพื่อรับมือความท้าทายในอนาคตของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ประเภททอผ้าและเสื้อผ้า จังหวัดขอนแก่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/288318 <p>การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ระดับความพร้อมในการปรับตัวเพื่อรับมือความท้าทายในอนาคตของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนประเภททอผ้าและเสื้อผ้า จังหวัดขอนแก่น เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากผู้แทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 149 กลุ่ม ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการศึกษา พบว่า ความพร้อมในการปรับตัวเพื่อรับมือความท้าทายในอนาคตของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนประเภททอผ้าและเสื้อผ้า จังหวัดขอนแก่น ภาพรวมอยู่ในระดับพร้อมมาก ค่าเฉลี่ย 3.53 โดยมิติที่มีความพร้อมมากที่สุด คือ มิติการรวมกลุ่มและเครือข่าย ค่าเฉลี่ย 3.56 ในขณะที่มิติความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมมีความพร้อมน้อยกว่ามิติอื่น ๆ ค่าเฉลี่ย 3.50 ผลการทดสอบสมมติฐานชี้ให้เห็นว่า อายุการก่อตั้งกลุ่มและจำนวนสมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม่มีผลต่อระดับ ความพร้อมในภาพรวม ทว่าอายุการก่อตั้งกลุ่มของกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี และกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 20 ปี มีความพร้อม<br />ในมิติสังคมและวัฒนธรรม มากกว่ากลุ่มที่มีอายุ 10-20 ปี นอกจากนี้ อายุการก่อตั้งกลุ่มของกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 20 ปี มีความพร้อมในมิติความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมมากกว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> นรวิชญ์ นิธิปัญญา, บวร ทรัพย์สิงห์, กิ่งกาญจน์ จงสุขไกล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/288318 Tue, 23 Jun 2026 00:00:00 +0700 มูลเหตุของความตั้งใจเดินทางท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณของนักท่องเที่ยวชาวไทย: การศึกษาเชิงคุณภาพในเส้นทางนาคี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/288364 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหามูลเหตุของความตั้งใจเดินทางท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเส้นทางนาคี รูท โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีประสบการณ์หรือมีความตั้งใจเดินทางท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณในเส้นทางนาคี รูท จำนวน 10 คน คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า มูลเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความตั้งใจเดินทางท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ ประกอบด้วย 4 มิติหลัก ได้แก่ (1) แรงจูงใจภายใน (2) การรับรู้ต่อปลายทาง (3) อิทธิพลของกลุ่มอ้างอิง และ (4) ปัจจัยกระตุ้นจากบริบทภายนอก โดยความตั้งใจเดินทางท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลของกระบวนการสร้างความหมายที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภายในและภายนอกของผู้เดินทาง ผลการศึกษายังนำไปสู่การสังเคราะห์แบบจำลองบูรณาการเชิงกระบวนการของการสร้างความหมายของความตั้งใจเดินทางท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ จากข้อค้นพบดังกล่าวงานวิจัยนี้ จึงเสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ โดยเน้นการสื่อสารอัตลักษณ์และเรื่องราวทางวัฒนธรรมของพื้นที่ การเสริมสร้างภาพลักษณ์ของปลายทาง ทั้งในมิติด้านการรับรู้และอารมณ์ความรู้สึกการใช้เครือข่ายทางสังคมในการสื่อสารการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาปัจจัยสนับสนุนด้านบริการและประสบการณ์การท่องเที่ยว เพื่อเสริมสร้างคุณค่าและความหมายของการเดินทางเชิงจิตวิญญาณของนักท่องเที่ยว</p> นลินี พานสายตา, นิตินัย รุ่งจินดารัตน์, จตุพล จรูญโรจน์ ณ อยุธยา , ประวีณา คาไซ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/288364 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจตั้งถิ่นฐานของประชากรแฝงในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/288568 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการตั้งถิ่นฐานของประชากรแฝงในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดปทุมธานี จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดสมุทรสาครเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจการย้ายถิ่นประชากรในประเทศไทย พ.ศ. 2564-2567 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ จำนวน 2,341 ตัวอย่าง เป็นผู้ประชากรแฝงที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลและทำการวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษา พบว่า ร้อยละ 47.03 ของกลุ่มตัวอย่างมีความตั้งใจตั้งถิ่นฐาน และผลการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก พบว่า การศึกษาและรายได้มีผลเชิงบวกต่อความตั้งใจตั้งถิ่นฐาน ในขณะที่ผู้ที่มีภูมิลำเนาในภาคใต้มีอัตราส่วนโอกาสของความตั้งใจตั้งถิ่นฐานในที่ตนเองอยู่ต่ำกว่าผู้ที่มีภูมิลำเนาในต่างประเทศ นอกจากนี้ผู้ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดสมุทรสาครมีอัตราส่วนโอกาสของความตั้งใจตั้งถิ่นฐานในที่ตนเองอยู่สูงกว่าผู้ที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่ลักษณะด้านประชากร (เพศ อายุและสถานภาพการสมรส) ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษานี้สะท้อนว่าความตั้งใจตั้งถิ่นฐานของประชากรแฝงผูกกับบริบทของพื้นที่ เศรษฐกิจและโครงสร้างเมืองการกำหนดนโยบายควรให้ความสำคัญแก่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์</p> นันทนัจช์ ลิ้มกมลทิพย์ , ดร.อรวรรณ ประสิทธิ์ศิริผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/288568 Thu, 25 Jun 2026 00:00:00 +0700 Cultural Food Values and the Interpretation of Airport Lounge Food: A Qualitative Study of International Business Travelers https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/287877 <p>This study examines how cultural food values shape the interpretation of airport lounge food among international business travelers. Prior research on airport lounges has largely emphasized functional service quality attributes, with limited attention to the culturally embedded meanings through which travelers interpret food in globally mobile and time-constrained contexts. Addressing this gap, the study adopts a qualitative, interpretive approach based on 30 in-depth interviews with international business travelers from diverse cultural backgrounds, with travel experiences across major global aviation hubs, including Bangkok, Singapore, Dubai, London, and Frankfurt. The findings show that food functions not merely as a functional amenity but as a culturally embedded, symbolic, and heuristic service cue. Food enables travelers to anchor familiarity and emotional stability in liminal travel environments, infer service quality and organizational competence, and support professional readiness prior to business engagements. In addition, food-related cues communicate inclusion or exclusion through cultural congruence, transparency, and dietary recognition. The findings further suggest that, in the post-pandemic context, food also conveys meanings related to hygiene, safety, and trust. By foregrounding food as a meaning-laden component of premium service environments, the study refines existing perspectives in international business, consumer culture, and service management by demonstrating how interpretation processes are shaped under conditions of global mobility and time pressure. The study provides empirically grounded insights for designing more culturally responsive airport lounge experiences.</p> Chetsada Noknoi ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/287877 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700