วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal <p><strong>ชื่อวารสาร <br /></strong> วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ <span lang="TH">(Journal of Social Research and Review)</span></p> <p><strong>eISSN</strong> 3056-9508 (Online)<br /><br /><strong>จัดทำขึ้นโดย<br /></strong> สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ลิขสิทธิ์)</p> <p><strong>กำหนดออก </strong>2 ฉบับต่อปี <br /> - ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และ<br /> - ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายขอบเขตการตีพิมพ์</strong><strong><br /></strong> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์ บทความวิจัย บทความวิชาการ บทปริทัศน์หนังสือ และบทวิจารณ์หนังสือในด้านสังคมศาสตร์ การพัฒนาสังคม การวิจัยทางสังคม เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาหรือผู้ที่มีความสนใจ<br /><br /><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong><br /><strong> วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ ไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (Page Charges)<br /><br /></strong>บทความต่างๆ ที่ตีพิมพ์ใน <strong><em>วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์</em></strong> เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนบทความเท่านั้น ผู้พิมพ์และกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกับความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความแต่อย่างใด<strong><br /></strong></p> th-TH <p>1) บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ความคิดเห็นและเนื้อหาเป็นของผู้แต่ง<br />2) ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้แต่งบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้ระบุถึงการอ้างอิง</p> cusri.journal@gmail.com (Nathapassorn Krokklang) nathapassorn.k@chula.ac.th (นางสาวณัฐภัสสร กรอกกลาง) Thu, 02 Apr 2026 10:35:46 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 อำนาจบนจาน: นโยบายภาคการเกษตรและอาหารของรัฐไทยในฐานะเครื่องมือทางการเมือง มุมมองผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 - ฉบับที่ 12 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/283994 <p>บทความนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทของนโยบายเกษตรและอาหาร ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 – ฉบับที่ 12 โดยใช้กรอบอำนาจบนจาน เพื่อทำความเข้าใจว่าอาหารมิได้เป็นเพียงประเด็นเศรษฐกิจ แต่เป็นพื้นที่ ทางการเมืองที่สะท้อนการต่อรองเชิงอำนาจระหว่างรัฐ ทุน และภาคประชาชน ผ่านการวิเคราะห์เอกสารและนโยบาย ผลการศึกษาพบว่า (1) มิติทางโครงสร้างรัฐใช้นโยบายเกี่ยวกับที่ดิน น้ำ เมล็ดพันธุ์ และสินเชื่อ เป็นกลไกควบคุมการเข้าถึงทรัพยากร ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยต้องพึ่งพิงรัฐและมีอำนาจต่อรองจำกัด ภายใต้ภาระหนี้สินและที่ดินทำกินที่ลดลง (2) มิติด้านเครื่องมือมาตรการด้านราคาและรายได้ โครงการรับจำนำ ประกันรายได้ และพักหนี้ มีบทบาทลดความเสี่ยงระยะสั้น พร้อมกับทำหน้าที่สร้างทุนทางการเมืองและเชื่อมโยงฐานเสียงชนบทกับรัฐบาล (3) มิติทางสถาบัน มาตรฐานการผลิต การรับรองคุณภาพ (GAP/ Q-GAP/ GMP) สัญญาเกษตรและกลไกราชการกลายเป็นด่านสถาบันที่เอื้อประโยชน์แก่ทุนขนาดใหญ่ ขณะที่เกษตรกรรายย่อยถูกลดทอนให้เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตาม บทความนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่านโยบายเกษตรของไทย ยังคงรวมศูนย์การตัดสินใจขึ้นอยู่กับรัฐและกลุ่มทุน พร้อมทั้งเสนอให้เกษตรกรลดการพึ่งพิงเชิงโครงสร้างและสร้างสมดุลเชิงอำนาจ ในระบบอาหาร เพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับระบบเกษตรและอาหารไทย จำเป็นต้องคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรของเกษตรกร กระจายอำนาจการกำกับดูแลสู่ท้องถิ่น และพัฒนากลไกเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม</p> สันทราย วงษ์สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/283994 Thu, 02 Apr 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของสมาคมวัฒนธรรมศึกษาระหว่างเอเชียกับการสร้างและส่งเสริมเครือข่ายระหว่าง ปัญญาชนในเอเชีย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/285105 <p>งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาบทบาทของสมาคมวัฒนธรรมศึกษาระหว่างเอเชีย (Inter-Asia Cultural Studies Society: IACSS) ในการสร้างเครือข่ายทางวิชาการข้ามพรมแดน และวิธีที่ปัญญาชนรุ่นใหม่ในเอเชียสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับเอเชีย การวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพภายใต้แนวทางตีความ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมจำนวน 17 คน และการสังเกตการณ์ในกิจกรรมสำคัญของสมาคม ผลการวิจัยพบว่าสมาคมวัฒนธรรมศึกษาระหว่างเอเชียทำหน้าที่สำคัญหลายมิติ ได้แก่ การเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ข้ามพรมแดน การบ่มเพาะนักวิชาการรุ่นใหม่ การสร้างเครือข่ายนอกห้องประชุม และการช่วยให้ความหมายของเอเชียเกิดขึ้นผ่านการแลกเปลี่ยนข้ามภาษาและข้ามรุ่น ผู้เข้าร่วมมีส่วนร่วมกำหนดนิยามความหมายของเอเชีย ความหมายเหล่านี้มีความเปิดกว้าง หลากหลาย และยั่งยืน นอกจากนี้ งานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า การสร้างเอเชียและเครือข่ายวิชาการไม่ได้เกิดจากสถาบันหรือเวทีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์จริง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าร่วม และการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องของนักวิชาการรุ่นใหม่ ซึ่งสะท้อนถึงพลวัตการผลิตความรู้ในเอเชียและความสำคัญของการมีเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ร่วมคิดร่วมทำ สำหรับข้อเสนอแนะควรพัฒนากลไกการบ่มเพาะและการทำงานร่วมกันของเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบระบบพี่เลี้ยง พื้นที่ความร่วมมือหลังการประชุม และการสนับสนุนการสื่อสารหลายภาษา ควบคู่กับการศึกษาติดตามผลระยะยาวและการเปรียบเทียบเครือข่ายวิชาการในสาขาอื่น เพื่อทำความเข้าใจความยั่งยืน และพลวัตของการผลิตองค์ความรู้ในเอเชียอย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น</p> ฐิติวัฒน์ สิทธิพัตร, สิริพร สมบูรณ์บูรณะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/285105 Tue, 07 Apr 2026 00:00:00 +0700 ภาพสะท้อนสังคมวัฒนธรรมอีสานสมัยใหม่ผ่านเทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ผ่านการแสดง หมอลำเรื่องต่อกลอน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/284263 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพสะท้อนของเทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ ในการแสดงหมอลำ เรื่องต่อกลอน และศึกษาว่าการสะท้อนดังกล่าวนำไปสู่ปรากฏการณ์อีสานสมัยใหม่ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ภาษา จากตัวบทกลอนลำและบทสนทนา การมีปฏิสัมพันธ์ด้านหน้าเวทีกับผู้ชม ของการแสดงคณะหมอลำเรื่องต่อกลอนชั้นนำของภาคอีสาน 5 คณะ จำนวน 10 เรื่อง ที่เผยแพร่ทางแพลตฟอร์มยูทูบ ระหว่างปี พ.ศ. 2562-2567 ภายใต้กรอบแนวคิดภาพสะท้อนทางสังคมวัฒนธรรม และแนวคิดสังคมสมัยใหม่<br />ผลการวิจัยพบว่า หมอลำเรื่องต่อกลอนได้นำเอาเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการแสดงอย่างสมบูรณ์ใน 3 มิติหลัก (1) มิติเนื้อหาและภาษา มีการใช้คำทับศัพท์ คำปนภาษาต่างประเทศ คำที่เกี่ยวกับสื่อสังคมออนไลน์และเทคโนโลยี เพื่อสะท้อนวิถีชีวิตที่ผูกพันกับโลกดิจิทัล ความสัมพันธ์รูปแบบของออนไลน์ การเป็นแม่ค้าออนไลน์ อาชญากรรม ไซเบอร์ (2) มิติปฏิสัมพันธ์และรูปแบบการารจัดการแสดง เทคโนโลยีการถ่ายทอดสด สร้างผู้ชมสองรูปแบบ หน้าเวทีจริงและหน้าจอทั่วโลกพร้อมกัน และเกิดปฏิสัมพันธ์แบบเรียลไทม์ และ (3) มิติเศรษฐกิจและอัตลักษณ์ศิลปิน ศิลปินได้เปลี่ยนสถานะจากนักแสดงไปสู่ดารา อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ประกอบการ การที่ใช้ชื่อเสียงและพื้นที่หน้าเวทีในการต่อยอดทางธุรกิจ นอกจากนี้ เทคโนโลยียังปฏิวัติระบบเศรษฐกิจของวงการหมอลำ ผ่านการให้รางวัลออนไลน์ และการสร้างชุมชน แฟนคลับ รูปแบบใหม่ที่ยึดโยงกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าหมอลำเรื่องต่อกลอนในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียง ภาพสะท้อนสังคมดิจิทัล แต่กลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการแสดงหมอลำเรื่องต่อกลอนได้ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายขอบเขตของพื้นที่เวทีสร้างชุมชนแฟนคลับระดับโลก และปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของวงการ เพื่อนิยามตัวเองใหม่ในฐานะศิลปะการแสดงร่วมสมัยที่เชื่อมโยงรากเหง้าทางวัฒนธรรมเข้ากับภูมิทัศน์สื่อสมัยใหม่ อันเป็นภาพสะท้อนของปรากฏการณ์สังคมอีสานสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป</p> อัษฎาวุฒิ ศรีทน, อิศเรศ ดลเพ็ญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/284263 Tue, 12 May 2026 00:00:00 +0700 ปรากฏการณ์ปัญญาประดิษฐ์ในระบบการศึกษาไทย: บทสังเคราะห์เชิงวิภาษวิธี พ.ศ. 2566 – 2568 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/284751 <p>บทความนี้ตั้งคำถามต่อสองข้อสันนิษฐานที่ดำรงอยู่คู่กันในวาทกรรมนโยบายการศึกษาไทย ได้แก่ การมองปัญญาประดิษฐ์ในฐานะกลไกเสริมประสิทธิภาพล้วน ๆ และการตีตราว่าเป็นภัยคุกคามต่อจริยธรรม โดยนำระเบียบวิธีวิภาษวิธีมาใช้เป็นกรอบวิเคราะห์ ผ่านการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์จากเอกสารเชิงนโยบายและสื่อมวลชนระดับประเทศ 5 แหล่ง ระหว่างปี พ.ศ. 2566–2568<br />ผลการวิเคราะห์ในมิติญัตติชี้ให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพในการยกระดับการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ลดภาระงานซ้ำซ้อนของครู และเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ได้อย่างมีพลวัต ขณะที่มิติปฏิญัตติเผยให้เห็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่าปัญหาการลอกเลียน ได้แก่ ภาวะการโอนถ่ายภาระทางปัญญา ปรากฏการณ์ข้อมูลสมจริงแต่เท็จที่ปัญญาประดิษฐ์สร้างขึ้น และความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างดิจิทัลที่นโยบายพื้นที่ทดลองแบบเลือกสรรอาจตอกย้ำให้รุนแรงขึ้น<br />การสังเคราะห์ทั้งสองมิตินำไปสู่ข้อค้นพบว่า ปัญญาประดิษฐ์ในระบบการศึกษาไทยไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่กำลังก่อตัวเป็นระบบนิเวศทางปัญญาที่มีแนวโน้มว่าฝังค่านิยมเชิงอำนาจไว้อย่างแนบเนียน ทางออกที่ยั่งยืนจึงอยู่ที่การสร้างภูมิคุ้มกันทางสติปัญญา ผ่านการยกระดับความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ให้เป็นระบบความคิดเชิงวิพากษ์ การเปลี่ยนผ่านบทบาทครูสู่การเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ และการกำกับดูแลนโยบายด้วยกลไกสามชั้นที่บูรณาการความรับผิดชอบในระดับรัฐ สถานศึกษา และผู้เรียนไว้ด้วยกัน บทความเสนอว่าการศึกษาไทยในยุคปัญญาประดิษฐ์ต้องขับเคลื่อนภายใต้หลักการมนุษย์นำเทคโนโลยี เพื่อให้นวัตกรรมทำหน้าที่เพิ่มพูนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ลดทอนศักยภาพการคิดเชิงวิพากษ์ของผู้เรียน</p> กฤติน ขันละ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสังคมและปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socialresearchjournal/article/view/284751 Tue, 19 May 2026 00:00:00 +0700