https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socku/issue/feed
วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2026-07-16T12:13:36+07:00
Asst. Prof. Pirada Chairatana. Ph.D.
fsocpdc@ku.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ </strong></p> <p><strong> มีกำหนดการออกใบตอบรับการตีพิมพ์แก่ผู้เขียน หลังจากผู้เขียนแก้ไขบทความที่ผ่านการ peer review (Double Blind Peer Review) หรือระยะเวลาโดยรวมประมาณ 3-4 เดือน</strong></p> <p><strong>วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์:</strong> จัดทำโดย<em> คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</em></p> <p><strong>ISSN:</strong> 3056-946X (Print) 3056-9524 (Online)</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่:</strong> 2 ฉบับ/ปี (ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม)</p> <p><strong>ขอบเขตของเนื้อหา</strong>: บทความวิจัยและบทความวิชาการทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้แก่ <em>สาขาจิตวิทยา นิติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา</em> และสาขาสังคมศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>ประเภทบทความที่เปิดรับ:</strong> 1) บทความวิจัย 2) บทความวิชาการ 3) บทความพิเศษ และ 4) บทแนะนำหนังสือและบทวิจารณ์หนังสือ</p> <p><strong>ภาษา: </strong>ภาษาไทย / ภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ:</strong> 3 ท่าน/บทความ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> <br />1) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา และผู้ที่สนใจทั่วไป ได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัย <br />2) เป็นแหล่งในการเสนอผลงานรวมทั้ง แลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูล ความคิดเห็นทางวิชาการและวิจัย อันจะเป็นการพัฒนาการศึกษาและการวิจัยในสาขาสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์</p> <p><strong>*ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ยกเว้นกรณีขอถอนบทความ*</strong></p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socku/article/view/291240
บทบรรณาธิการและส่วนหน้าของวารสาร
2026-07-16T12:13:36+07:00
ภิรดา ชัยรัตน์
pirada.c@ku.th
2026-07-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socku/article/view/277491
กฎหมายเชิงธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์
2025-01-23T20:51:22+07:00
จารุวรรณ กมลสินธุ์
k_charuwan@hotmail.com
พนิตา นิ่มวัฒน์
nimwat.n@gmail.com
ดนิตา นิ่มวัฒน์
nimwat.d@gmail.com
<p>กฎหมายธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตและกำกับดูแลการดำเนินธุรกิจในโลกดิจิทัลที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้พรมแดน ธุรกิจจำนวนมากหันมาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการให้บริการและทำธุรกรรมมากขึ้น ทำให้การกำหนดกรอบกฎหมายที่ชัดเจนเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเป็นธรรม ปกป้องสิทธิของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และส่งเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หนึ่งในประเด็นหลักของกฎหมายธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์คือการรับรองความถูกต้องของธุรกรรมทางดิจิทัล โดยเฉพาะการให้ผลทางกฎหมายแก่การทำสัญญา การบันทึกข้อมูล และการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในยุคที่พรมแดนทางกายภาพไม่เป็นข้อจำกัดอีกต่อไป นอกจากนี้ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) มีบทบาทในการควบคุมการเก็บ รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าอย่างมีความรับผิดชอบ ส่วนกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคก็มีหน้าที่รับประกันความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านระบบดิจิทัล ขณะเดียวกัน กฎหมายภาษีอิเล็กทรอนิกส์ยังช่วยให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บรายได้จากธุรกิจออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น การพัฒนากรอบกฎหมายให้มีความครอบคลุมและทันสมัย จึงเป็นกลไกสำคัญในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจดิจิทัล และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในระยะยาว</p>
2026-07-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socku/article/view/280363
ปัญหาเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ ตามมาตรา 301
2025-07-01T10:53:11+07:00
วิธวินท์ จงจิตเจริญพร
wittawin.c@ku.th
<p>นับแต่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และมาตรา 305 ทำให้การทำแท้งนั้นเสรีมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมากยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา หญิงเจ้าของครรภ์สามารถตัดสินใจทำแท้งได้ภายใน 12 สัปดาห์โดยไม่เป็นความผิด และภายใน 24 สัปดาห์ตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งอาจทำแท้งได้หากมีเหตุบางอย่างเกี่ยวกับมารดา หรือทารกในครรภ์ ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงมีความประสงค์ที่จะศึกษาสภาพการณ์ของการยุติการตั้งครรภ์ในปัจจุบัน ทั้งในด้านสถิติของการยุติการตั้งครรภ์ จำนวนสถานพยาบาลที่ให้บริการดังกล่าว ตลอดจนปัญหาและข้อจำกัดของบทบัญญัติที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมใหม่</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า มาตรา 301 ที่ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว มีช่องว่างในทางกฎหมายในส่วนความปลอดภัยของหญิงเจ้าของครรภ์ ซึ่งอนุญาตให้หญิงนั้นสามารถทำแท้งได้โดยไม่จำต้องกระทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของหญิงได้ และแม้จะมีการยุติการตั้งครรภ์อย่างเสรีมากขึ้นแล้ว แต่จำนวนโรงพยาบาลที่มีข้อมูลว่าสามารถยุติการตั้งครรภ์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และหน่วยบริการที่มีผู้ให้คำปรึกษาทางเลือกซึ่งขึ้นทะเบียนกับกรมอนามัยนั้นมีจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนจังหวัดและอัตราประชากรของประเทศนับว่าไม่เพียงพอ แม้การยุติการตั้งครรภ์ในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดจะไม่เป็นความผิดแก่หญิงแล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดในทางปฏิบัติก็อาจส่งผลให้เกิดปัญหาการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ผ่านผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งผิดกฎหมายและไม่อยู่ในความดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จึงอาจเป็นอันตรายแก่หญิงเจ้าของครรภ์ได้</p>
2026-07-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socku/article/view/281846
การประยุกต์ใช้แนวคิดการบริหารความเสี่ยงตามหลัก COSO ERM มาปรับใช้ ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
2025-07-04T09:31:49+07:00
สมฤทธิ์ เศรษฐาทรัพย์
678970004@crru.ac.th
นวลนภา จุลสุทธิ
nualnapa.chull@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้ มุ่งนำเสนอแนวคิดและหลักการบริหารความเสี่ยงตามหลัก COSO ERM ที่มความสำคัญในการประยุกต์ใช้ในองค์การ เนื่องจากในปัจจุบันเกิดความไม่แน่นอนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในหลายๆ ด้านที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบ และสร้างความเสียหายต่อองค์การ ทั้งที่มาจากทั้งจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการภายในองค์การ เช่น ปัญหาในด้านของการบริหารจัดการภายในองค์การ ปัญหาในด้านของการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ปัญหาในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อองค์การไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การนำหลักการบริหารความเสี่ยงตามหลัก COSO ERM มาประยุกต์ใช้ในองค์การจึงมีความสำคัญ โดยกรอบแนวคิดการบริหารความเสี่ยงตามหลัก COSO ERM ได้รับการพัฒนาโดยคณะทำงาน COSO (Committee of Sponsoring of the Treadway Commission) ประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบและ 8 ขั้นตอน เพื่อให้องค์การมีการบริหารจัดการความเสี่ยงภายใต้สถานการณ์ต่างๆที่ไม่แน่นอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ ของประเทศไทยได้นำมาประยุกต์ใช้ในองค์การ<br />ทั้งในส่วนภาครัฐและเอกชน รวมถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายก็เช่นกัน ได้นำกรอบแนวคิดการบริหารความเสี่ยงตามหลัก COSO ERM มาประยุกต์และปรับใช้ภายในองค์การ เพื่อลดผลกระทบและสร้างความเสียหายจากความเสี่ยงที่ต่อมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังช่วยยกระดับการบริหารจัดการภายในองค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ด้านภาพลักษณ์ชื่อเสียง ด้านวิชาการและงานวิจัย ด้านการเรียนการสอน ด้านการบริหารจัดการ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและนำพาองค์การไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน</p>
2026-07-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socku/article/view/282519
การรื้อสร้างภาพจำ “คนกรุงเทพมหานคร” สู่การนิยามจินตกรรมใหม่ “คนบ้านเมืองมหานคร” ในระบบโรงเรียนไทย
2025-08-15T14:27:52+07:00
กฤติภัทร สระทองชุน
kittiphat_sra@cmu.ac.th
ชรินทร์ มั่งคั่ง
charin.mangkhang@cmu.ac.th
<p>บทความมุ่งวิพากษ์การสร้างภาพจำของ “คนกรุงเทพมหานคร” ผ่านตำราเรียน หลักสูตรและนโยบายของรัฐที่เน้นการสร้าง “กรุงเทพมหานคร”ให้เป็นศูนย์กลางของชาติ โดยเชิดชูชนชั้นนำและชนชั้นกลางสมัยใหม่ ขณะเดียวกันกลับละเลยวัฒนธรรมความหลากหลายของชุมชนพื้นถิ่น เช่น คนพื้นถิ่นดั้งเดิม แรงงานและคนจนเมือง และกลุ่มชาติพันธุ์ การนำเสนอประวัติศาสตร์ในมุมมองแบบรวมศูนย์ส่งผลให้เกิดความเข้าใจที่บิดเบี้ยวและตอกย้ำความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง ทำให้เสียงของกลุ่มชายขอบถูกทำให้เลือนหายและขาดสิทธิในการมีส่วนร่วมทางสังคมและการเมือง บทความเสนอแนวทางรื้อสร้างภาพจำนี้ผ่านการปรับหลักสูตรให้บูรณาการประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและมุมมองจากกลุ่มชายขอบ การใช้กรอบแนวคิดประวัติศาสตร์ที่คลอบคลุมทุกคน (Inclusive History) และการศึกษาวิทยาเชิงวิพากษ์ (Critical Pedagogy) เพื่อส่งเสริมการตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจ และการจัดกิจกรรมภาคสนามในชุมชนดั้งเดิมเพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์จริง นอกจากนี้ยังเสนอการสร้างนิเวศห้องเรียนที่เปิดพื้นที่ประวัติศาสตร์สังคมบูรณาการใหม่เพื่อให้เสียงของผู้ถูกกดทับ การประเมินที่เน้นกระบวนการพัฒนา และการสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน แนวทางเหล่านี้จะช่วยคืนความชอบธรรมให้กับกลุ่มคนที่ถูกมองไม่เห็น และสร้างพลเมืองที่มีความเข้าใจเชิงวิพากษ์ ตระหนักถึงความหลากหลาย และมีส่วนร่วมในการสร้างพื้นที่การขัดเกลาทางสังคมใหม่ที่เป็นธรรมและเท่าเทียมทางสังคม</p>
2026-07-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socku/article/view/282622
The Role of Artificial Intelligence in Thailand’s MICE Tourism
2025-08-05T17:11:22+07:00
Waret Ruttanavisanon
waret.rut@mahidol.ac.th
Benjamaporn chumnanchar
aj.eingeing@gmail.com
<p>Thailand’s Meetings, Incentives, Conventions, and Exhibitions (MICE) sector is a significant component of the country’s tourism economy, and the integration of Artificial Intelligence (AI) is poised to reshape this industry. This study investigates the role of AI in Thailand’s MICE tourism through a comprehensive literature review of academic research, industry reports, and government publications. The introduction clearly articulates the research gap by balancing descriptive evidence with a sharper explanation of Thailand’s under-explored context, and it positions the study’s focus within both global and local trends. The objectives are to identify how AI technologies are being applied in the Thai MICE sector, evaluate their impacts on efficiency and attendee experience, and discuss implications for industry stakeholders. The methodology involves qualitative analysis of secondary data, including recent statistics and case examples. Key findings indicate that AI adoption in MICE enhances operational efficiency (e.g. automating event management processes and accelerating attendee check-ins), personalizes attendee experiences (through AI chatbots and recommendation systems), and enables data-driven decision-making for event planners. Thailand’s MICE industry, recovering strongly post-pandemic, is leveraging AI to improve service quality and competitiveness. However, challenges such as skill gaps, stakeholder buy-in, and implementation costs persist. The discussion highlights themes of efficiency gains, improved engagement, and strategic insights from AI, as well as considerations around privacy and workforce adaptation. In conclusion, AI is emerging as a catalyst for innovation in Thailand’s MICE tourism, and the study recommends that stakeholders invest in AI capabilities, training, and partnerships to fully harness these technologies. Such proactive steps will help ensure Thailand’s MICE sector remains resilient and globally competitive in the era of smart tourism.</p>
2026-07-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socku/article/view/281327
ผลการส่งเสริมการรวมกลุ่มอาชีพเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์โรงเรือนปลูกผักอัจฉริยะ
2025-06-17T16:24:37+07:00
ปรียาภา เมืองนก
preeyapa@vru.ac.th
นลินอร นุ้ยปลอด
nnuiplot@gmail.com
<p>ทางชุมชนกระแชงมีความต้องการนำเทคโนโลยีการเปิดปิดเวลารดน้ำผักอัตโนมัติมาใช้เพื่อลดความยุ่งยากและประหยัดเวลาในการรดน้ำผัก ผู้วิจัยจึงได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการรวมกลุ่มอาชีพเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์โรงเรือนปลูกผักอัจฉริยะในชุมชน พร้อมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านเทคนิคการปลูกผักปลอดภัย เพื่อให้ชุมชนนำไปต่อยอดและพึ่งพาตนเองได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครัวเรือนและชุมชนจากการดำเนินโครงการพัฒนาโรงเรือนปลูกผักอัจฉริยะ และ 2) เพื่อศึกษาผลลัพธ์ทางสังคมจากการลงทุนจากการดำเนินโครงการพัฒนาโรงเรือนปลูกผักอัจฉริยะ กลุ่มตัวอย่างคือ ชาวบ้านในชุมชนจำนวน 20 ครัวเรือน ตำบลกระแชง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ SROI ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า 1) รายจ่ายในครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ ลดลงร้อยละ 13.33 และ 2) ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) เท่ากับ 1.84 ซึ่งครอบคลุมผลกระทบเชิงบวกด้านเศรษฐกิจครัวเรือน ด้านสังคมและชุมชน และด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนและชุมชน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการดำเนินโครงการมีศักยภาพในการสร้างคุณค่าและผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนต่อคุณภาพชีวิต<br />ของชุมชน</p>
2026-07-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socku/article/view/280449
การพัฒนาบอร์ดเกมส่งเสริมความไวทางจริยธรรมของนิสิตปริญญาตรี: การศึกษาเบื้องต้น
2025-05-14T18:53:44+07:00
ตีรณา มณฑาพงษ์
suchada.sako@ku.th
ศุภาพิชญ์ งามสุวิชชากุล
suchada.sako@ku.th
พีรวุฒิ มุขสมบัติ
suchada.sako@ku.th
แก้วมงคล เสริมเจริญกิจ
suchada.sako@ku.th
พนมพร พุ่มจันทร์
panomporn.p@ku.ac.th
เอื้ออนุช ถนอมวงษ์
fsocant@ku.ac.th
สุชาดา สกลกิจรุ่งโรจน์
suchada.sako@ku.th
<p>จริยธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข การส่งเสริมความไวทางจริยธรรมถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้บุคคลตระหนักรู้ในประเด็นทางจริยธรรมและนำไปสู่การมีพฤติกรรมที่เหมาะสมในสถานการณ์ที่มีความคลุมเครือ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงการพัฒนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาต้นแบบบอร์ดเกมส่งเสริมความไวทางจริยธรรมของนิสิตปริญญาตรี 2) ตรวจสอบประสิทธิผลของบอร์ดเกมส่งเสริมความไวทางจริยธรรม และ 3) สำรวจมุมมองและประสบการณ์ในการเล่นบอร์ดเกมส่งเสริมความไวทางจริยธรรมของนิสิตปริญญาตรีที่มีต่อการใช้บอร์ดเกมส่งเสริมความไวทางจริยธรรม กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตปริญญาตรี จำนวน 27 คน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยบอร์ดเกมส่งเสริมความไวทางจริยธรรม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบสังเกตพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติบรรยายและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าบอร์ดเกมส่งเสริมความไวทางจริยธรรมมีการออกแบบสอดคล้องกับทฤษฎีความไวทางจริยธรรม สามารถนำไปใช้เพื่อส่งเสริมความไวทางจริยธรรมในกลุ่มนิสิตปริญญาตรีได้ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการรับรู้มุมมองผู้อื่น ทำให้เกิดความตระหนักรู้ทางจริยธรรมในสถานการณ์ที่คลุมเครือ</p>
2026-07-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socku/article/view/280488
การศึกษาและพัฒนาคู่มืออาจารย์สำหรับดูแลนิสิตด้วยจิตวิทยาเชิงบวก (KU-PMIND)
2025-06-30T09:43:38+07:00
พัชรี มลิวัน
papatcharee.m@gmail.com
กฤติมา นิภานันท์
papatcharee.m@gmail.com
นวพล เจริญชัยชนะกิจ
papatcharee.m@gmail.com
พนมพร พุ่มจันทร์
panomporn.p@ku.ac.th
เอื้ออนุช ถนอมวงษ์
fsocant@ku.ac.th
สุชาดา สกลกิจรุ่งโรจน์
suchada.sako@ku.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 2) เพื่อสร้างคู่มืออาจารย์สำหรับดูแลนิสิตด้วยจิตวิทยาเชิงบวก (KU-PMIND) โดยใช้หลักการวิจัยเชิงพัฒนา (Design and Development Research) มีกลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัย-เกษตรศาสตร์ จำนวน 380 คน และอาจารย์มหาวิทยาลัยกับบุคลากรในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 8 คน ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>1) สภาพปัญหาของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกอบด้วยปัญหา 7 ด้าน ได้แก่ ด้านการเรียน ด้านการปรับตัว ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ด้านภาระทางการเงิน ด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และด้านอื่น ๆ จากผลการสำรวจพบว่า นิสิตประสบปัญหาด้านการปรับตัวมากที่สุด รองลงมาคือปัญหาด้านการเรียน โดยนิสิตชั้นปีที่ 1 และ 2 มักเผชิญกับปัญหาด้านการเรียนเป็นหลัก ในขณะที่นิสิตชั้นปีที่ 3 และ 4 เผชิญกับปัญหาด้านการปรับตัวมากกว่า</p> <p>2) คู่มืออาจารย์สำหรับดูแลนิสิตด้วยจิตวิทยาเชิงบวก (KU-PMIND) ประกอบด้วยเนื้อหา5 บท โดยในบทที่ 1 กล่าวถึงธรรมชาติช่วงวัยรุ่น คุณลักษณะของอาจารย์ และความหมายของจิตวิทยาเชิงบวก บทที่ 2 กล่าวถึงสภาพปัญหาของนิสิต วิธีการแก้ไขปัญหาของนิสิต และแนวทาง การทราบปัญหานิสิต บทที่ 3 กล่าวถึงวิธีการให้คำปรึกษา ตั้งแต่ทักษะพื้นฐาน กระบวนการ และเทคนิคในการจัดการอารมณ์ บทที่ 4 กล่าวถึงแนวทางการช่วยเหลือนิสิตในแต่ละด้าน และบทที่ 5 กล่าวถึงแบบคัดกรองสุขภาพจิต และช่องทางการส่งต่อเมื่อนิสิตเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต โดยคู่มือดังกล่าวได้คะแนนรวมจากการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 4 คน โดยทำการประเมินในด้าน 3 ด้าน ได้แก่ด้านรูปแบบ ด้านเนื้อหา และด้านการนำไปใช้ คิดเป็นค่าเฉลี่ย 0.94, 0.90 และ 0.88 ตามลำดับ และค่าเฉลี่ยโดยรวมทั้งฉบับคิดเป็น 0.91 ซึ่งถือว่าคู่มือมีความเหมาะสมสามารถนำไปใช้ได้จริง</p>
2026-07-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socku/article/view/271665
การบริหารจัดการกลุ่มอาชีพชุมชนการผลิตเครื่องดนตรีขิม ตำบลทุ่งฝาย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
2024-04-17T10:26:06+07:00
อัญธิชา รุ่งแสง
anthicha_m@hotmail.com
อนันต์ อุปสอด
ananupsod9541@gmail.com
อาระดา พุ่มไพศาลชัย
Arada.phum@gmail.com
เทวฤทธิ์ วิญญา
tawarit.winya@hotmail.com
ปราการ ใจดี
prakan@g.lpru.ac.th
ปิญชาน์ ต่อกิตติกุล
anthicha_m@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์การดำเนินงานของกลุ่มอาชีพชุมชนเครื่องดนตรีขิม ตำบลทุ่งฝาย และ (2) เพื่อวิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการกลุ่มอาชีพชุมชนเครื่องดนตรีขิม ตำบลทุ่งฝาย จังหวัดลำปาง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้ประกอบการผลิตเครื่องดนตรีขิม ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม รวมทั้งการศึกษาข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า (1) การดำเนินงานของกลุ่มผู้ผลิตขิมตำบลทุ่งฝาย เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ได้รับถ่ายทอดความรู้จากผู้มีประสบการณ์โรงงานผลิตเครื่องดนตรีไทย มีการขยายการผลิตในระดับครัวเรือนจนสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน ขิมที่ผลิตมีสองประเภทหลัก ได้แก่ ขิมผีเสื้อและขิมกระเป๋า ซึ่งมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในวงการดนตรีไทย กลุ่มอาชีพกลับประสบปัญหาความขัดแย้งภายในด้านคุณภาพสินค้าและการแบ่งปันผลประโยชน์เกิดการแยกตัวผลิตเป็นรายบุคคล ส่งผลให้การรวมกลุ่มขาดความเข้มแข็งและไม่สามารถสร้างอำนาจต่อรองทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ (2) แนวทางการบริหารจัดการ พบว่า ชุมชนต้องการพัฒนาประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) การเสริมสร้างระบบการจัดการภายในกลุ่ม เพื่อสร้างความโปร่งใสและความร่วมมือ (2) การพัฒนาศักยภาพแรงงานและการถ่ายทอดองค์ความรู้จากช่างฝีมือสู่คนรุ่นใหม่ (3) การสนับสนุนด้านการตลาด การสร้างแบรนด์ และการเชื่อมโยงกับเครือข่ายระดับจังหวัดและประเทศ และ (4) การสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐและองค์กรท้องถิ่นเพื่อผลักดันกลุ่มอาชีพสามารถดำเนินงานได้ ผลการวิจัยนี้สะท้อนถึงความสำคัญการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพในการยกระดับกลุ่มอาชีพภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สามารถดำรงอยู่และแข่งขันได้ในสังคมร่วมสมัย</p>
2026-07-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socku/article/view/282995
การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างครูกับผู้ปกครอง: กรณีศึกษานโยบายการสื่อสาร เชิงรุกของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเลย
2025-08-24T17:10:20+07:00
วรวุฒิ เว้นบาป
worrawut.wentbap@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้นโยบายการสื่อสารเชิงรุกในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างครูกับผู้ปกครองของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเลย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่ รวมจำนวน 18 คน เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการวิเคราะห์เอกสาร ผลการวิจัยพบว่า ก่อนใช้นโยบายโรงเรียนเผชิญความขัดแย้งจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) ความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างครูและผู้ปกครอง (2) ช่องว่างการสื่อสารที่ทำให้การรับรู้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีปัญหา และ (3) การได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือล่าช้า ซึ่งทั้งหมดนำไปสู่ความตึงเครียดและ ความไม่ไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง เมื่อนำนโยบายการสื่อสารเชิงรุกมาใช้โรงเรียนได้ออกแบบกลไก 3 ประการ คือ ช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย การประชุมเชิงรุกที่ครูเป็นสื่อกลาง และการใช้การสื่อสารเชิงบวก ผลลัพธ์สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การลดความขัดแย้งลงจากปัญหาที่เคยบานปลายกลายเป็นเพียงประเด็นเล็ก ๆ การเพิ่มความโปร่งใสและความเข้าใจร่วม คือ ผู้ปกครองรับรู้เหตุผลและวิธีการประเมินอย่างชัดเจน และการเพิ่มความร่วมมือของผู้ปกครอง เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมและโครงการมากขึ้น การสื่อสารเชิงรุกจึงมิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือแก้ไขปัญหา แต่ยังสร้างทุนทางสังคมที่ก่อให้เกิดความไว้วางใจและความร่วมมืออย่างยั่งยืนระหว่างครูกับผู้ปกครอง</p>
2026-07-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socku/article/view/282417
อิทธิพลของอาหารไทยที่มีต่อวัฒนธรรมอาหารของชาวไทยซิกข์
2025-07-29T16:29:10+07:00
นักรบ นาคสุวรรณ์
nakrob.na@dtc.ac.th
กัลย์ธีรา สุขก่ำ
nakrob.na@dtc.ac.th
<p>การวิจัยเรื่อง “อิทธิพลของอาหารไทยที่มีต่อวัฒนธรรมอาหารของชาวไทยซิกข์” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์วัฒนธรรมอาหารของชาวไทยซิกข์และอิทธิพลของอาหารไทยต่อวัฒนธรรมอาหารดังกล่าว การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสัมภาษณ์ทั่วไปกับชาวไทยซิกข์ที่เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา ณ วัดคุรุดวาราศรีคุรุสิงห์สภา และสมาคมนามารี สังคัต แห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า อาหารของชาวไทยซิกข์มีลักษณะผสมผสานระหว่างอาหารจากรัฐปัญจาบในประเทศอินเดียและปากีสถาน เช่น อาหารมังสวิรัติ (แกงถั่ว) อาหารประเภทแป้ง (โรตี นาน) อาหารเนื้อสัตว์ (ไก่ย่าง ปลาทอด) และอาหารหวาน (จาเลบี กุลาบจามุน ลาดู) โดยใช้วัตถุดิบที่หาได้ในประเทศไทยและบางส่วนนำเข้าจากอินเดีย การประกอบอาหารมีวิธีการหลากหลาย เช่น ปิ้ง แกง ต้ม ผัด ทอด นึ่ง และตากแห้ง การบริโภคอาหารแบ่งออกเป็น 3 มื้อหลัก คือ เช้า กลางวัน และเย็น พร้อมมีอาหารว่างในบางวัน ส่วนใหญ่ใช้ช้อนส้อมในการรับประทาน แต่ผู้สูงอายุบางส่วนใช้มือ การรับประทานอาหารนอกบ้านมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ความเชื่อเกี่ยวกับอาหารทั่วไปไม่มีข้อกำหนดเฉพาะ แต่ในงานพิธีทางศาสนา เช่น งานแต่งงานหรือเทศกาลสำคัญ จะมีการจัดเตรียมอาหารคาวหวานในปริมาณมากกว่าปกติ</p> <p>ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของอาหารไทยพบว่า ชาวไทยซิกข์ได้นำวัตถุดิบและเทคนิคการปรุงอาหารไทยมาใช้ในการปรุงอาหารของตน มีการผสมผสานอาหารไทยและอาหารชาวไทยซิกข์ในสำรับเดียวกัน รวมถึงปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นและการรับประทานอาหารนอกบ้านที่เพิ่มขึ้น</p>
2026-07-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socku/article/view/282338
การฟื้นตัวและการกลับไปเสพติดในโรคติดพนันออนไลน์: การวิเคราะห์อภิมาน ของวรรณกรรมไทยและต่างประเทศ
2025-09-10T14:56:06+07:00
เสื้อเมือง เรืองฤทธิ์
ruangrit.cher@gmail.com
<p>การศึกษานี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการฟื้นตัวและการกลับไปเสพติดในผู้ป่วยโรคติดพนันออนไลน์ รวมถึงเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประชากรไทยและต่างประเทศ การดำเนินการวิจัยปฏิบัติตามแนวทาง PRISMA 2020 โดยค้นหาการศึกษาจากฐานข้อมูลหลักระหว่าง พ.ศ. 2553-2568 ได้แก่ PubMed PsycINFO Embase และฐานข้อมูลไทย การประเมินคุณภาพการศึกษาใช้เครื่องมือ RoB 2 และ Newcastle-Ottawa Scale ผลการวิจัยจากการศึกษา 42 เรื่อง ครอบคลุมผู้เข้าร่วม 15,847 คน พบว่าอัตราการฟื้นตัวมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 68.4% ที่ 6 เดือนเป็น 51.2% ที่ 12 เดือน และ 42.7% ที่ 24 เดือน ในขณะที่อัตราการกลับไปเสพติดเพิ่มขึ้นจาก 31.6% ที่ 6 เดือนเป็น 48.8% ที่ 12 เดือน และ 57.3% ที่ 24 เดือน <br />การเปรียบเทียบระหว่างประชากรไทยและนานาชาติพบว่าการศึกษาไทยแสดงอัตราการฟื้นตัวเริ่มแรกที่สูงกว่า (74.8% เทียบกับ 66.7%) แต่มีการรักษาผลลัพธ์ระยะยาวที่ต่ำกว่า (38.1% เทียบกับ 44.2% ที่ 24 เดือน) การรักษาแบบผสมผสานแสดงประสิทธิภาพสูงสุด (67.3% ที่ 12 เดือน) เมื่อเปรียบเทียบกับการบำบัดทางปัญญาพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว (49.2%) ปัจจัยทางวัฒนธรรม การสนับสนุนจากครอบครัว และการปฏิบัติทางศาสนามีความสำคัญมากกว่าในประชากรไทย ผลการศึกษาเน้นย้ำถึงอิทธิพลของปัจจัยทางวัฒนธรรมต่อการฟื้นตัวและการกลับไปเสพติดในโรคติดพนันออนไลน์ การพัฒนาการรักษาแบบผสมผสานที่ปรับเปลี่ยนทางวัฒนธรรมมีศักยภาพในการปรับปรุงผลลัพธ์การรักษาและเน้นความจำเป็นของระบบสนับสนุนระยะยาว ตลอดจนแนวทางที่ตระหนักและเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรมในการรักษาโรคการพนันออนไลน์</p>
2026-07-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/socku/article/view/283613
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของปลัดอำเภอกับการปฏิบัติหน้าที่ ตามภารกิจของกรมการปกครอง ในเขตพื้นที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
2025-11-03T09:52:07+07:00
อมรศรี ไฝเอ้ย
amonsrifiaey@gmail.com
อรุณี อินเทพ
arunee.int@crru.ac.th
ประยูร อิมิวัตร์
prayoon.imi@crru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับคุณลักษณะของปลัดอำเภอกับการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจของกรมการปกครอง ในเขตพื้นที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของปลัดอำเภอกับการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจของกรมการปกครอง ในเขตพื้นที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โดยใช้การศึกษาเชิงปริมาณ (Quantitative Study) โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 149 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า 1) คุณลักษณะของปลัดอำเภอ สังกัดที่ทำการปกครองอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การปฏิบัติหน้าที่ของปลัดอำเภอตามภารกิจของกรมการปกครอง ในเขตพื้นที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงรายอยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของปลัดอำเภอกับการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจของกรมการปกครอง ในเขตพื้นที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-07-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026