วารสารวิชาการ ครุศาสตร์สวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ssru-edu <p>1) เพื่อส่งเสริม เผยแพร่ และตีพิมพ์บทความวิจัย ที่มีคุณภาพด้านการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับหลักการ แนวคิดทฤษฎีการจัดการความรู้ การวัดและประเมินทางด้านการศึกษาและประเด็นอื่นที่น่าสนใจต่อการพัฒนาการศึกษา 2)เพื่อประชาสัมพันธ์และเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความคิดเห็นทางด้านวิจัยและวิชาการระหว่างนักวิจัย นักวิชาการ ผู้บริหาร ครู อาจารย์ และผู้ที่สนใจ</p> คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา th-TH วารสารวิชาการ ครุศาสตร์สวนสุนันทา 2774-0870 <div class="item copyright">เนื้อหา และข้อมูลต่างๆ ฯลฯ ในวารสารวิชาการ ครุศาสตร์สวนสุนันทา ถือเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</div> <div class="item copyright">&nbsp;</div> <div class="item copyright">เนื้อหาที่ปรากฏในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ครุศาสตร์สวนสุนันทา ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ไม่ใช่ความรับผิดชอบของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาบทความ</div> <div class="item copyright">&nbsp;</div> <div class="item copyright">หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อจะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จากคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาก่อนเท่านั้น</div> ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคเอสทีเอดีที่มีต่อความสามารถ ในการอ่านจับใจความและเจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ssru-edu/article/view/275732 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียน ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคเอสทีเอดี และ 2) เปรียบเทียบเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาภาษาไทยก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคเอสทีเอดี กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคเอสทีเอดี จำนวน 6 แผน ที่มีความเหมาะสมมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.94, S.D. = 0.07) 2) แบบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง 0.67 - 1.00 ค่าความยากระหว่าง 0.50 - 0.80 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.20 - 0.72 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.79 และ 3) แบบวัดเจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาไทย จำนวน 12 ข้อ มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง 0.67 - 1.00 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 1.78 - 7.13 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีกรณีกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระแก่กัน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคเอสทีเอดีมีความสามารถในการอ่านจับใจความหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคเอสทีเอดีมีเจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ฐิติวรรณ จันทร์สมบัติ สุธาทิพย์ งามนิล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-11 2026-06-11 10 1 1 12 ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ssru-edu/article/view/276313 <p> การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) องค์ประกอบของภาวะผู้นำครู 2) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำครูในโรงเรียนขนาดเล็ก 3) ระดับภาวะผู้นำครูในโรงเรียนขนาดเล็ก 4) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำครูกับภาวะผู้นำครูในโรงเรียนขนาดเล็ก และ 5) เพื่อศึกษาอำนาจพยากรณ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำครูที่มีต่อภาวะผู้นำครูในโรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จำนวน 211 คน จำแนกเป็น ผู้บริหารสถานศึกษา 68 คน และครู 143 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าความเที่ยงตรง เท่ากับ 1.00 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.42-0.93 และมีความเชื่อมั่น 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1. องค์ประกอบของภาวะผู้นำครูในโรงเรียนขนาดเล็ก ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านการเป็นบุคคลแห่งการเปลี่ยนแปลง 2) ด้านการเป็นแบบอย่างในการสอน 3) ด้านการพัฒนาตนเองและเพื่อนครู และ 4) ด้านการมุ่งพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ อยู่ในระดับมาก อันดับที่ 1 ด้านแรงจูงใจภายใน และอันดับที่ 2 ด้านความรู้เชิงลึก 3. ภาวะผู้นำครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ อยู่ในระดับมาก อันดับที่ 1 ด้านการเป็นแบบอย่างในการสอน อันดับที่ 2 การมุ่งพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน อันดับที่ 3 ด้านการพัฒนาตนเองและเพื่อนครู อันดับที่ 4 ด้านการเป็นบุคคลแห่งการเปลี่ยนแปลง 4. ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำครูกับภาวะผู้นำครูในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ มีความสัมพันธ์กันในทางบวกในระดับสูง อันดับที่ 1 ด้านความรู้เชิงลึก กับ แรงจูงใจภายใน 5. ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำครูด้านที่มีอำนาจพยากรณ์ภาวะผู้นำครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คือ แรงจูงใจภายใน (X<sub>1</sub>) และความรู้เชิงลึก (X<sub>2</sub>) โดยตัวแปรทั้ง 2 ตัว สามารถพยากรณ์ภาวะผู้นำครู ได้เท่ากับ .857 หรือร้อยละ 85.70 ความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการพยากรณ์ (Standard Error) 0.188 </p> ไพวัลย์ ปุ้งคำข้าว บุญมี ก่อบุญ วันเพ็ญ นันทะศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-11 2026-06-11 10 1 13 22 แนวทางพัฒนาการดำเนินงานนักเรียนพักนอนของสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ssru-edu/article/view/276502 <p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา และหาแนวทางการดำเนินงานนักเรียนพักนอนของสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และนักเรียนพักนอนของสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมตากจำนวน 317 คน จำแนกเป็นผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 37 คน ครูหอพักจำนวน 40 คน และนักเรียนพักนอนจำนวน 240 คน และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการดำเนินงานนักเรียนพักนอนของสถานศึกษา จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /> ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพการดำเนินงานนักเรียนพักนอนของสถานศึกษาระดับมัธยม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ด้านคุณภาพนักเรียนตามหลักสูตร และปัญหาการดำเนินงานนักเรียนพักนอนของสถานศึกษาระดับมัธยมที่พบมากที่สุดคือ สถานศึกษาไม่มีการปรับปรุงการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน (2) แนวทางการดำเนินงานนักเรียนพักนอนของสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก ตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญสรุปได้ ดังนี้ 1) โรงเรียนควรมีการจัดประชุม วางกรอบโครงสร้าง แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานเกี่ยวกับระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนพักนอน 2) สถานศึกษาควรจัดทำแผนและเครื่องมือกำกับ ติดตาม นิเทศ และการประเมินผลพฤติกรรมของนักเรียนในการอยู่หอพัก 3) สถานศึกษาควรทำข้อตกลง (MOU) มีการร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก หรือหน่วยงานข้างเคียง เพื่อฝึกทักษะทางอาชีพให้กับนักเรียนพักนอน 4) ผู้บริหารร่วมกับคณะครูนำข้อมูลที่ได้จากผลการดำเนินการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนพักนอนของโรงเรียนมาจัดทำแผนช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง 5) สถานศึกษาควรส่งเสริมและจัดหาแบบประเมินทักษะ ความสามารถ ให้ครูผู้ดูแลนักเรียนพักนอนสำรวจความสามารถ ความถนัด หรือความสนใจของนักเรียนพักนอน 6) สถานศึกษาควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานเกี่ยวกับการจัดหาอาหารของนักเรียนพักนอน โดยให้นักเรียนพักนอนเป็นคณะกรรมการดำเนินงานร่วมด้วย</p> ธนะชัย จันทร์สุข พฤฑฒิพล พฤฑฒิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-11 2026-06-11 10 1 23 33 การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่อง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในการวิเคราะห์ข้อมูล สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ssru-edu/article/view/273789 <p>งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ เรื่อง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ที่มีประสิทธิภาพ 70/70 2) เปรียบเทียบผลการเรียนรู้เรื่อง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่ใช้บทเรียนออนไลน์ เรื่อง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 144 คน ได้จากการเลือกตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้สาขาวิชาเป็นชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) บทเรียนออนไลน์ เรื่องโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ 2) แบบทดสอบผลการเรียนรู้เรื่อง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้บทเรียนออนไลน์ เรื่อง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลงานวิจัย พบว่า 1) บทเรียนออนไลน์ เรื่อง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จำนวน 4 บทเรียน ที่มีประสิทธิภาพ 76.39/76.22 2) ผลการเรียนรู้ หลังศึกษาบทเรียนออนไลน์เรื่อง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่ใช้บทเรียนออนไลน์ เรื่อง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูล ภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> ณัฐกานต์ พึ่งกุศล พงศธร กองก่ำ วรรณนิศา หลิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-11 2026-06-11 10 1 34 44 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ssru-edu/article/view/276653 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาประสิทธิผลของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 370 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ความตรงของเครื่องมือมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 มีค่าความเชื่อมั่น 0.984 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ดังนี้ 1. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ซึ่งพบว่า การทำงานเป็นทีม มีค่าเฉลี่ยสูงสุดในระดับมาก 2. ประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ซึ่งพบว่า ความสามารถในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยสูงสุดในระดับมาก และ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ที่ .829</p> กัญญ์ฐิรัตน์ นนทิการ วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-11 2026-06-11 10 1 45 55 ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับวิชาฟิสิกส์ เรื่องการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิก อย่างง่าย และคลื่นกล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนปทุมคงคา กรุงเทพมหานคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ssru-edu/article/view/277298 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา และ 2) เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา <br />กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนแผนการเรียนเน้นวิทยาศาสตร์ โรงเรียนปทุมคงคา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 20 คน โดยได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา เรื่อง การเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย และคลื่นกล 2) แบบวัดทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และ 3) แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ คะแนนหลังเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา สูงกว่าคะแนนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คะแนนหลังเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ณัฐพล เตชะพันธ์งาม ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์ ชำนาญ เชาวกีรติพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-11 2026-06-11 10 1 56 65 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะ การจัดการเรียนรู้ของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ssru-edu/article/view/277217 <p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ลพบุรีเขต 2 2) ศึกษาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครูในสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ลพบุรี เขต 2 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ลพบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 285 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น 0.975 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน<br /> ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ซึ่งการทำงานเป็นทีมมีค่าเฉลี่ยสูงสุดในระดับมาก 2) สมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครู โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ซึ่งการออกแบบการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดในระดับมาก 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 มีความสัมพันธ์กันอย่างสูง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ที่ .852</p> พนิดา ทองนำ วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-11 2026-06-11 10 1 66 75 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ssru-edu/article/view/276678 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพที่เป็นอยู่ สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ดำเนินการวิจัย 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ และระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรคือครูในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1,668 คน และผู้ให้ข้อมูลสัมภาษณ์ 9 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 43 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.80–1.00 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured) สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (Priority Needs Index Modified: PNI<sub>modified</sub> )<br /> ผลการวิจัยพบว่า (1) สภาพที่เป็นอยู่โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นอยู่ในระดับมากที่สุด และ (2) แนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การตัดสินใจ โดยผู้บริหารส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้ปกครอง ความร่วมมือเชิงบูรณาการ เปิดโอกาส<br />ให้ผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมในการบริหาร การสร้างเครือข่าย ประสานหน่วยงานใกล้เคียงเพื่อระดมทรัพยากร การจัดการร่วมกัน จัดทำสารสนเทศและพัฒนาทีมงานอย่างเป็นระบบ และการสะท้อนตนเอง ผ่านกระบวนการ PLC การนิเทศติดตาม และการรายงานผลการประเมินตนเองต่อสาธารณชนและหน่วยงานต้นสังกัดทราบ</p> พนินทร์ ไชยบุตร ปทุมพร เปียถนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-11 2026-06-11 10 1 76 88 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่องานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ssru-edu/article/view/277697 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม 2) เพื่อศึกษางานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม 3) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่องานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และ 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวนทั้งหมด 302 คน โดยกำหนดขนาดตัวอย่างจากตารางเครซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง 0.90-0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) งานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่องานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ได้แก่ ด้านความคิดสร้างสรรค์ (X<sub>5</sub>) ด้านจินตนาการ (X<sub>4</sub>) และด้านการทำงานเป็นทีม (X<sub>6</sub>) สามารถร่วมกันพยากรณ์งานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ได้ร้อยละ 71.20 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม พบว่า มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง (r = 0.152 - 0.776) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ภานุพงศ์ ตันสุข กัญญ์รัชการย์ เลิศอมรศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-11 2026-06-11 10 1 89 101 การหาคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และบอร์ดเกมเพื่อพัฒนาทักษะ การรู้เรื่องภูมิศาสตร์ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ssru-edu/article/view/278546 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อหาคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ 2) เพื่อหาคุณภาพของบอร์ดเกมทักษะการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา จำนวน 3 คน ซึ่งมีประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา โดยดำเนินการสร้างและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและบอร์ดเกม จากนั้นนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพและปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินหาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ 2) แบบประเมินหาคุณภาพของบอร์ดเกม ซึ่งเป็นแบบประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.74, S.D. = 0.22) และ 2) บอร์ดเกมทักษะการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด <br />(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.56, S.D. = 0.60)</p> ภัชจิรา ครูเจริญ กรรณิการ์ ภิรมย์รัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-11 2026-06-11 10 1 102 111 ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ STAD เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาความน่าจะเป็นและสถิติ เรื่องตัวแปรสุ่ม ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ssru-edu/article/view/278834 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาความน่าจะเป็นและสถิติ เรื่อง ตัวแปรสุ่ม ของนักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ STAD กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ STAD โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาคณิตศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 หมู่เรียน 02 จำนวน 33 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.74 และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ STAD ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที แบบ t - test for independent ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาความน่าจะเป็นและสถิติ เรื่อง ตัวแปรสุ่ม ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ STAD หลังเรียนสูงกว่านักศึกษาที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ STAD โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.65, S.D. = 0.30)</p> ธนวัฒน์ ศรีศิริวัฒน์ สมเกียรติ กอบัวแก้ว ปุณยพล จันทร์ฝอย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-11 2026-06-11 10 1 112 122 แนวทางพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมงานวิชาการของสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดตาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ssru-edu/article/view/278825 <p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา และหาแนวทางพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมงานวิชาการของสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดตาก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 48 คน และข้าราชการครู จำนวน 200 คน รวมทั้งสิ้น 248 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเพื่อการสัมภาษณ์ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา <br /> ผลการวิจัย พบว่า (1) สภาพการบริหารแบบมีส่วนร่วมงานวิชาการของสถานศึกษาเอกชน โดยภาพรวมมีสภาพการบริหารงานอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ด้านการมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนา และปัญหาการบริหารแบบมีส่วนร่วมงานวิชาการของสถานศึกษาเอกชน ที่พบมากที่สุดคือ คณะครูไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา และการพัฒนาสาระหลักสูตรท้องถิ่น (2) แนวทางพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมงานวิชาการของสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดตาก พบว่า 2.1) โรงเรียนควรมีการจัดประชุม ชี้แจงภาพรวม สร้างการรับรู้ร่วมกัน เพื่อวางเป้าหมายและวัตถุประสงค์ วางแผนการดำเนินงานการพัฒนางานด้านวิชาการ 2.2) จัดตั้งคณะกรรมการการนิเทศการศึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการ ประกอบด้วยตัวแทนครูจากแต่ละระดับชั้น/กลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยให้คณะกรรมการทำหน้าที่หารือและตัดสินใจร่วมกันในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศ 2.3) เชิญองค์กรต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมของสถานศึกษาให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร แต่งตั้งเข้ามามีส่วนร่วมกับสถานศึกษาด้านวิชาการ ให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ 2.4) จัดอบรมพัฒนาศักยภาพเกี่ยวกับแนวทางการมีส่วนร่วมในการวัดผล กาประเมินผล เกี่ยวกับการบริหารงานด้านวิชาการ เพื่อให้บุคลากรมีความรู้ และความเข้าใจในกระบวนการที่เป็นมาตรฐาน และแก้ข้อมูลนโยบายด้านการศึกษา ระเบียบใหม่ ๆ และแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และ 2.5) สร้างนโยบายที่เปิดโอกาสให้ครูสามารถออกแบบวิธีการวัดผลได้เอง โดยไม่จำกัดแค่การสอบข้อเขียน เช่น การใช้แบบประเมิน การทำโครงงานการนำเสนอ หรือกิจกรรมในชั้นเรียนต่าง ๆ</p> รพิรัตน์ มงคลจุฑาเศรษฐ พฤฑฒิพล พฤฑฒิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-11 2026-06-11 10 1 123 134