วารสารการจัดการสมัยใหม่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr <p>วารสารการจัดการสมัยใหม่ (Modern Management Frontier Journal: MMFJ) เป็นวารสารวิชาการที่ผ่านการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-Reviewed Journal) ดำเนินการโดยสาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มุ่งเน้นการเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการในศาสตร์ด้านบริหารธุรกิจและรัฐประศาสนศาสตร์ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพสู่สังคมวิชาการทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ</p> en-US mmj.stou@gmail.com (รศ.ดร.นฤบดี วรรธนาคม/Assoc. Prof. Dr. Narubodee Wathanakom ) mmj.stou@gmail.com (น.ส.ไอยเรศ วรรณศิริพิพัฒน์/Ms. Iyares Wannasiripipat) Tue, 16 Jun 2026 13:39:13 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลกระทบของการรับรู้คุณค่าของผู้บริโภคต่อความตั้งใจซื้อเสื้อผ้า: การเปรียบเทียบระหว่างอีคอมเมิร์ซและโซเชียลไลฟ์คอมเมิร์ซ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/287111 <table width="678"> <tbody> <tr> <td width="498"> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพฤติกรรมการซื้อเสื้อผ้าของผู้บริโภคผ่านช่องทาง อีคอมเมิร์ซและโซเชียลไลฟ์คอมเมิร์ซ (2) วัดระดับการรับรู้คุณค่าของผู้บริโภคใน 4 มิติ และระดับความตั้งใจซื้อเสื้อผ้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซและโซเชียลไลฟ์คอมเมิร์ซ (3) เปรียบเทียบอิทธิพลของการรับรู้คุณค่าในมิติต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อเสื้อผ้าในทั้งสองช่องทางการจัดจำหน่าย และเสนอแนวทางการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสมสำหรับแต่ละช่องทางการจัดจำหน่าย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภค ที่มีประสบการณ์ซื้อเสื้อผ้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซและโซเชียลไลฟ์คอมเมิร์ซ จำนวน 500 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า (1) ผู้บริโภคที่ซื้อเสื้อผ้าผ่านช่องทางโซเชียลไลฟ์คอมเมิร์ซมีระยะเวลาเฉลี่ยในการตัดสินใจซื้อสั้นกว่าช่องทางอีคอมเมิร์ซ (2) ระดับการรับรู้คุณค่าของผู้บริโภคและความตั้งใจซื้อเสื้อผ้าในช่องทาง อีคอมเมิร์ซมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับ ค่อนข้างมาก ส่วนในช่องทางโซเชียลไลฟ์คอมเมิร์ซอยู่ในระดับมากที่สุด (3) การรับรู้คุณค่าด้านการใช้งานและราคามีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อในช่องทางอีคอมเมิร์ซ ขณะที่การรับรู้คุณค่าด้านการใช้งานและอารมณ์มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อในช่องทางโซเชียลไลฟ์คอมเมิร์ซ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .05) ดังนั้นผู้ประกอบควรให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าด้านการใช้งานในทั้งสองช่องทางการจัดจำหน่าย ควบคู่กับการเน้นคุณค่าด้านราคาในช่องทาง อีคอมเมิร์ซ และการสร้างคุณค่าด้านอารมณ์ในช่องทางโซเชียลไลฟ์คอมเมิร์ซ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> </td> </tr> </tbody> </table> ณัฐวัตร ทองดาษ, อลิสา โซนี่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/287111 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ความพร้อมในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาของผลงานวิจัย: กรณีศึกษาสถาบันอุดมศึกษากลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยนครพนม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/286912 <table width="678"> <tbody> <tr> <td width="498"> <p> การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาในการสร้างคุณค่าและขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศ อย่างไรก็ตาม สถาบันอุดมศึกษากลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและระบบการบริหารที่ส่งผลต่อระดับ 'ความพร้อมด้านทรัพย์สินทางปัญญา' ของผลงานวิจัย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ระดับความพร้อมของผลงานวิจัยในการพัฒนาไปสู่การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา (2) จำแนกประเภทการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เหมาะสมกับผลงานวิจัย และ (3) วิเคราะห์ข้อจำกัดเชิงระบบบริหารจัดการงานวิจัยที่ส่งผลต่อการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ประชากรในการวิจัย ได้แก่ โครงการวิจัยทั้งหมดที่ได้รับทุนสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund: FF) ของมหาวิทยาลัยนครพนม ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2565–2567 จำนวน 77 โครงการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โครงการที่มีเอกสารประกอบครบถ้วน คัดเลือกโดยวิธีเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 73 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 94.81 ของประชากร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินความพร้อมในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ครอบคลุม 5 เกณฑ์ ได้แก่ ความใหม่ (Novelty) ขั้นการประดิษฐ์ (Inventive Step) ความสามารถในการนำไปใช้ประโยชน์ (Utility) ความสมบูรณ์ของข้อมูลและเอกสารประกอบ (Documentation Completeness) และความเหมาะสมกับประเภทการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP Appropriateness) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยผ่านกระบวนการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) อย่างเป็นระบบ 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) พัฒนาเกณฑ์จากการทบทวนวรรณกรรมและกรอบแนวคิดการวิจัย (2) ตรวจสอบความสอดคล้องกับหลักกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา <br />(3) ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา 3 ท่าน และ (4) ทดลองใช้กับโครงการนำร่องก่อนนำไปใช้จริง การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis) ร่วมกับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา 3 คน อย่างเป็นอิสระ <br />การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (ความถี่และร้อยละ) และค่า Fleiss' Kappa เพื่อประเมินความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมิน ผลการวิจัยพบว่า (1) ความพร้อมของผลงานวิจัยในภาพรวมอยู่ในระดับ 'มีความพร้อมบางส่วนแต่ยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม' โดยเฉพาะด้านการเตรียมข้อมูลเชิงเทคนิคและการสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ระดับความพร้อมมีความแตกต่างกันตามประเภทการคุ้มครอง (2) ผลงานวิจัยส่วนใหญ่เหมาะสมกับการคุ้มครองในรูปแบบลิขสิทธิ์ (ร้อยละ 27.40) รองลงมาคือกลุ่มที่ยังไม่สามารถระบุประเภทได้อย่างชัดเจน (ร้อยละ 23.29) และสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร (ร้อยละ 17.81) และ (3) ข้อจำกัดเชิงระบบที่สำคัญ ได้แก่ การขาดกระบวนการสืบค้น prior art ก่อนดำเนินการวิจัย การจัดทำเอกสารที่มุ่งเน้นการตีพิมพ์มากกว่าการยื่นจด และการขาดกลยุทธ์ด้านทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่ต้นทางของโครงการ ค่า Fleiss' Kappa เท่ากับ 0.433 สะท้อนความสอดคล้องระดับปานกลาง (Moderate Agreement) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความพร้อมด้านทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพเชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับระบบการบริหารจัดการงานวิจัย กลไกสนับสนุนด้าน IP และการบูรณาการมิติทรัพย์สินทางปัญญาเข้ากับโครงสร้างทุนวิจัยของสถาบัน ข้อค้นพบนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในสถาบันอุดมศึกษากลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่น เพื่อยกระดับความพร้อมด้านนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยอย่างยั่งยืน</p> </td> </tr> </tbody> </table> ชนิดา ยุบลไสย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/286912 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 The ผลกระทบของสิ่งเร้าประสาทสัมผัสที่มีต่อประสบการณ์ตราสินค้าและคุณค่าตราสินค้า กรณีศึกษาศูนย์การค้าในเขตเมืองของประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/288076 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ระดับการรับรู้สิ่งเร้าประสาทสัมผัส ประสบการณ์ตราสินค้า และคุณค่าตราสินค้า (2) ตรวจสอบอิทธิพลของสิ่งเร้าประสาทสัมผัสที่มีต่อประสบการณ์ตราสินค้าและคุณค่าตราสินค้า และ (3) ประเมินบทบาทของประสบการณ์ตราสินค้าในฐานะตัวแปรส่งผ่านในบริบทของศูนย์การค้าเขตเมืองของประเทศไทย การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์จากผู้บริโภคชาวไทยจำนวน 400 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและแบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรทั้งหมดมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยสิ่งเร้าประสาทสัมผัสมีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งประสบการณ์ตราสินค้าและคุณค่าตราสินค้า (<em>p</em> &lt; .001) อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ตราสินค้าไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อคุณค่าตราสินค้า และไม่ทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านในความสัมพันธ์ดังกล่าว ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าในบริบทของศูนย์การค้าไทย การออกแบบสิ่งเร้าทางกายภาพมีบทบาทสำคัญโดยตรงต่อการสร้างคุณค่าตราสินค้ามากกว่าการผ่านกระบวนการทางประสบการณ์ ผลการศึกษานี้มีประโยชน์ต่อผู้บริหารศูนย์การค้าในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดเชิงประสาทสัมผัสเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p> ชนาธิป นรานิรัติศัย, ชื่นจิตต์ แจ้งเจนกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/288076 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจและประสิทธิภาพในการทำงาน ของพนักงานบริษัทประกันชีวิตในกรุงเทพมหานคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/288061 <p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาแนวโน้มความคิดเห็นต่อระดับความพึงพอใจและประสิทธิภาพในการทำงาน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง ๆ ที่มีต่อความพึงพอใจและประสิทธิภาพในการทำงานและเสนอแนวทางในการส่งเสริมความพึงพอใจและยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานบริษัทประกันชีวิตในกรุงเทพมหานคร วิธีดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามผ่านในเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานบริษัทประกันชีวิตในกรุงเทพมหานครจำนวน 405 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยต่าง ๆ โดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยปัจจัยด้านค่าตอบแทน วัฒนธรรมองค์กร สุขภาวะทางจิตใจ และการสนับสนุนจากหัวหน้างานที่รับรู้ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความพึงพอใจในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยค่าตอบแทนเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงที่สุด นอกจากนี้ ความพึงพอใจในการทำงานยังมีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ในบริบทของธุรกิจประกันชีวิตซึ่งมีการแข่งขันสูงและมีแรงกดดันจากเป้าหมายยอดขาย องค์กรควรให้ความสำคัญกับการจัดระบบค่าตอบแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจของพนักงาน เพื่อช่วยลดความเครียดและแรงกดดันในการทำงาน ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มความพึงพอใจและยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานอย่างยั่งยืน</p> อัจจิมา พิเดช, วรัญพงศ์ บุญศิริธรรมชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/288061 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 Should Business Schools Engage in Societal Marketing? The Influence of Personal CSR Values on Willingness to Pay Tuition Fees https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/286687 <p> The objective of this study is to investigate the influence of environmental, employee, local community, and customer-oriented personal CSR values on undergraduate business students’ willingness to pay tuition fees. Using purposive sampling, data were collected from 357 students at two Thai business schools via an online survey conducted from February to April 2025. Multiple regression analysis was utilized to evaluate the predictive power of the four distinct personal CSR values on students’ financial commitment.</p> <p> The findings reveal that employee-oriented and local community-oriented CSR exert significant positive influence on students’ willingness to pay tuition fees, with employee-oriented CSR emerging as a stronger predictor. Meanwhile, environmental and customer-oriented CSR do not significantly impact students’ willingness to pay. Therefore, in an educational landscape characterized by high Power Distance and Collectivism, such as Thailand, universities are encouraged to engage in human-centric CSR to justify tuition fees.</p> ณัฐกันย์ ชินนรานันทน์ , อลิสา โซนี่, หฤทัย นำประเสริฐชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/286687 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 การปรับตัวของสตูดิโอออกแบบกราฟิกต่อการเข้ามาของเทคโนโลยี Generative AI https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/287693 <p> การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงกำเนิด (Generative Artificial Intelligence: Generative AI) ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในสาขาการออกแบบกราฟิกซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ภาพ การสื่อสารทางทัศนศิลป์ และการผลิตสื่อดิจิทัล งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการนำเทคโนโลยี Generative AI มาใช้ในกระบวนการทำงานของสตูดิโอออกแบบกราฟิก และวิเคราะห์การปรับตัวขององค์กรด้านการออกแบบต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดังกล่าว</p> <p>การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามปลายเปิดที่พัฒนาตามแนวทางการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 30 คน ซึ่งประกอบด้วยนักออกแบบกราฟิก ผู้กำกับงานสร้างสรรค์ และผู้บริหารในบริษัทโฆษณาและสตูดิโอออกแบบในประเทศไทย การคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง โดยเน้นผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องมือ Generative AI ในกระบวนการออกแบบ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า Generative AI ถูกนำมาใช้ในหลายขั้นตอนของกระบวนการทำงาน ได้แก่ การค้นคว้าข้อมูล การพัฒนาแนวคิด การสร้างภาพตัวอย่าง และการทดลองรูปแบบงานออกแบบ เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดระยะเวลาในการทำงานและเพิ่มความยืดหยุ่นในการทดลองแนวคิดสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่เห็นว่า AI ยังไม่สามารถทดแทนบทบาทของนักออกแบบได้ทั้งหมด เนื่องจากการออกแบบยังต้องอาศัยการตีความบริบททางสังคม ความเข้าใจในแบรนด์ และการตัดสินใจเชิงสร้างสรรค์ของมนุษย์</p> <p> ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรด้านการออกแบบมีแนวโน้มปรับตัวผ่านการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล การเรียนรู้การใช้เครื่องมือ AI และการปรับรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p> ณธกร อุไรรัตน์, จักรพันธ์ สุระประเสริฐ, กิรติ ศรีสุชาติ, สเตเฟนนี่ ไพลิน ทีล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/287693 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์การเรียนพิเศษผ่านระบบออนไลน์ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/287440 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์การเรียนพิเศษผ่านระบบออนไลน์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร โดยพิจารณาปัจจัยด้านความพึงพอใจและอุปสรรคในการเรียน ปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยทางเศรษฐกิจ งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากนักเรียนจำนวน 400 คน โดยใช้แนวทางการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนร่วมกับวิธีการคัดเลือกแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น (Non-probability Sampling) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเชิงเส้นด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (OLS)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการเรียนพิเศษผ่านระบบออนไลน์ในระดับสูง โดยเฉพาะด้านความสะดวกและความเหมาะสมของเนื้อหา อุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียรและการขาดแรงจูงใจในการเรียน ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับจำนวนคอร์สเรียนพิเศษผ่านระบบออนไลน์ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน วัตถุประสงค์ในการเรียนเพื่อเตรียมตัวล่วงหน้า ความยุ่งยากในการใช้งานของแอปพลิเคชัน ความพึงพอใจด้านเนื้อหา ค่าใช้จ่ายรวม และจำนวนชั่วโมงเรียนรวม ขณะที่แผนการเรียนไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ในระดับมหภาค อัตราการว่างงานมีความสัมพันธ์เชิงลบกับจำนวนผู้เรียนเรียนพิเศษในภาพรวม ขณะที่งบประมาณการศึกษาก่อนระดับอุดมศึกษา และรายได้ประชาชาติต่อหัวไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อจำนวนผู้เรียนเรียนพิเศษ</p> อัชฎารักษ์ ศรีภา, พิทักษ์ ศรีสุขใส, ภูดินันท์ อดิทิพยางกูร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/287440 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของทุนทางปัญญาต่อผลการดำเนินงานของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย โดยมีต้นทุนของหนี้เป็นตัวแปรคั่นกลาง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/286196 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของทุนทางปัญญา ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนเชิงโครงสร้าง และทุนเชิงสัมพันธ์ต่อผลการดำเนินงาน (Tobin’s Q) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีต้นทุนของหนี้เป็นตัวแปรคั่นกลาง กลุ่มตัวอย่างคือ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ยกเว้นกลุ่มธุรกิจการเงิน) จำนวน 441 บริษัทใช้ข้อมูลช่วงปี พ.ศ. 2565–2567 รวม 1,323 ชุดข้อมูล วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ทุนมนุษย์ และทุนเชิงโครงสร้างมีอิทธิพลทางตรงเชิงลบต่อต้นทุนของหนี้ <br />(β = -0.106 และ -0.107, p &lt; 0.01) ขณะที่ทุนเชิงสัมพันธ์มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อต้นทุน<br />ของหนี้ (β = 0.077, p &lt; 0.05) อย่างไรก็ตาม ทุนทางปัญญาทั้งสามมิติและต้นทุนของหนี้ไม่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงาน (Tobin’s Q) นอกจากนี้ ยังไม่พบอิทธิพลทางอ้อมของทุนทางปัญญาต่อผลการดำเนินงานผ่านต้นทุนของหนี้ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า แม้ทุนทางปัญญาบางมิติจะมีอิทธิพลต่อต้นทุนของหนี้ แต่ต้นทุนของหนี้ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแปรคั่นกลางระหว่างทุนทางปัญญากับผลการดำเนินงานของบริษัทในบริบทตลาดทุนไทย</p> ปฐมพงค์ กุกแก้ว, พิธาน แสนภักดี, ทิพวรรณ ทรัพย์บุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการสมัยใหม่ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/stou-sms-pr/article/view/286196 Mon, 15 Jun 2026 00:00:00 +0700