วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd <p><em>ตัวหนังสือ คำว่า “<strong>ศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา</strong>” ที่ปรากฏบนปกวารสารฉบับนี้เป็นตัวขยายจากลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระราชทานแก่คณะผู้จัดทำวารสาร คณะผู้จัดทำสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น<br /></em></p> <div><strong>การรับรองคุณภาพของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)</strong></div> <div><strong>วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong> ISSN 3027-6039 (Online) ผ่านเกณฑ์การประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย [Thai-Journal Citation Index (TCI) Centre] รอบที่ 5 (รับรองคุณภาพวารสารเป็นเวลา 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2568 - 2572) และได้รับการรับรองเป็น<strong>วารสารกลุ่มที่ 1</strong> ตามประกาศผลการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ TCI เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568</div> <div> </div> <div><strong>ความเป็นมา </strong>สถาบันยุทธศาสตร์ทางปัญญาและวิจัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีนโยบายสนับสนุนการเผยแพร่บทความจากผลงานวิจัยเพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาความรู้แก่สังคมและประเทศชาติ จึงได้จัดทำวารสารวิชาการ คือ วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ขึ้น</div> <div> </div> <div><strong>นโยบายและขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์บทความ</strong></div> <div><strong>1. ประเภทของบทความที่วารสารรับพิจารณาเพื่อตีพิมพ์ </strong>บทความที่รับพิจารณาเพื่อตีพิมพ์ คือ บทความวิจัย (Research Article) จากผู้นิพนธ์หลากหลายหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยบทความวิจัยนั้นต้องมาจากนิพนธ์ต้นฉบับในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และมีความสอดคล้องกับสาขาย่อยของวารสาร ดังนี้</div> <div> <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bullet&amp;space;" alt="equation" /> ศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (Arts and Humanities)</div> <div> <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bullet&amp;space;" alt="equation" /> ธุรกิจ การจัดการและการบัญชี (Business, Management and Accounting)</div> <div> <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bullet&amp;space;" alt="equation" /> สังคมศาสตร์ (Social Sciences)</div> <div><strong>2. ประเภทของการ Peer-review </strong>ผู้ทรงคุณวุฒิที่ประเมินบทความจะไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์ และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (Double-Blind Peer Review)</div> <div><strong>3. จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพ/บทความ </strong>บทความที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารจะได้รับการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) สาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย และต่างสังกัดกับผู้นิพนธ์บทความ จำนวน 3 ท่าน/บทความ และต้องมีผลการประเมินคุณภาพผ่านเกณฑ์การพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน</div> <div><strong>4. วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong> ไม่มีนโยบายเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (Article Processing Charges, APC) ใด ๆ จากผู้นิพนธ์บทความในทุกขั้นตอนของการประเมินคุณภาพและการเผยแพร่บทความ</div> <div><br /><strong>วัตถุประสงค์ของวารสาร</strong></div> <div>1. เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่มีคุณภาพ </div> <div>2. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางการวิจัยสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</div> <div>3. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทางการวิจัยสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</div> <div> </div> <div><strong>กำหนดการเผยแพร่ </strong>วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ISSN 3027-6039 (Online) มีกำหนดเผยแพร่วารสารปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม) ทางเว็บไซต์ <a title="Srinakharinwirot Research and Development Journal of Humanities and Social Sciences" href="https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd" target="_blank" rel="noopener">https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd</a></div> en-US <p>วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อยู่ภายใต้การอนุญาต <a title="Creative Commons" href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/" target="_blank" rel="noopener">Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 4.0 International (CC-BY-NC-ND 4.0)</a> เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น โปรดอ่านหน้านโยบายของวารสารสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าถึงแบบเปิด ลิขสิทธิ์ และการอนุญาต</p> journalswu.h@g.swu.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพาภรณ์ บุญประเสริฐ) journalswu.h@g.swu.ac.th (กองบรรณาธิการวารสาร) Tue, 30 Dec 2025 16:27:16 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 The ผลการปรึกษาตามทฤษฎีการปรึกษากลุ่มเน้นทางออกระยะสั้นต่อความวิตกกังวลทางการเงินของวัยเริ่มทำงาน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270024 <p>การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi experimental research) &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการให้การปรึกษาทฤษฎีการปรึกษาเน้นทางออกระยะสั้นต่อความวิตกกังวลทางการเงินวัยเริ่มทำงาน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้คือผู้เข้าร่วมสมัครใจจำนวน 20 คนซึ่งเป็นวัยเริ่มทำงานในนิคมอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่างถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มทดลอง 10 คน และกลุ่มควบคุม 10 คน&nbsp; เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความวิตกกังวลทางการเงินฉบับภาษาไทยที่ดัดแปลงจากแบบวัดความวิตกกังวลทางการเงินของ Kristy Archuleta และคณะ [1]&nbsp; และแบบวัดความเครียดทางการเงินของ&nbsp; Wookjea Heo และคณะ [2]&nbsp; &nbsp;และโปรแกรมการปรึกษากลุ่มทฤษฎีการปรึกษาเน้นทางออกระยะสั้นต่อความวิตกกังวลทางการเงินวัยเริ่มทำงาน ซึ่งประกอบด้วยการให้การปรึกษา 6 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 90 นาที การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและความแปรปรวนแบบวัดซํ้า ประเภทหนึ่งตัวแปรระหว่างกลุ่มและหนึ่งตัวแปรภายในกลุ่ม เมื่อพบความแตกต่างจึงเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยแบบคู่โดยใช้วิธี Bonferroni</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าวัยเริ่มทำงานที่ได้รับการปรึกษาทฤษฎีเน้นทางออกระยะสั้นในกลุ่มทดลองมีคะแนนความวิตกกังวลทางการเงินต่ำกว่ากลุ่มควบคุม ในระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และวัยเริ่มทำงานในกลุ่มทดลองมีคะแนนความวิตกกังวลทางการเงินในระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล ต่ำกว่าระยะก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp; สรุปได้ว่าการปรึกษากลุ่มทฤษฎีเน้นทางออกระยะสั้นสามารถลดความวิตกกังวลทางการเงินของวัยเริ่มทำงานได้</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> Rungsima Thanormsingha ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270024 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครู https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270355 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่นำมาประยุกต์ใช้ในการป้องกัน เยียวยา แก้ไขปัญหาหนี้สินครู ผู้วิจัยใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 คือ ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการวางแผนจัดการทางการเงินและแก้ไขปัญหาหนี้สินครู จำนวน 6 คน และกลุ่มที่ 2 คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 2 คน รวมผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย จำนวน 8 คน โดยผู้วิจัยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบอ้างอิงด้วยบุคคลและผู้เชี่ยวชาญ (Snowball&nbsp;Sampling) ผลการวิจัยพบว่า สาเหตุหนึ่งของการเป็นหนี้คือการที่ครูไม่มีความรู้ทางด้านการเงินที่มากเพียงพอ ซึ่งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ตั้งอยู่บนหลักสำคัญสามประการ คือ&nbsp;ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการป้องกัน เยียวยา แก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้เป็นอย่างดี ผลการวิจัยยังพบข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ 3 ประการ คือ 1) ควรกำหนดเกณฑ์คุณลักษณะจำเป็นของเจ้าหนี้ที่จะมาปล่อยกู้ว่า จำเป็นต้องเข้าเป็นสมาชิกของเครดิตบูโร ไม่เช่นนั้นจะไม่ทราบเลยว่าการกู้ยืมของครูเป็นการกู้ยืมที่อยู่ในศักยภาพที่ครูจะชำระคืนได้หรือไม่ 2) ครูต้องการให้หน่วยงานต้นสังกัดให้ความช่วยเหลือด้านการปรับอัตราเงินเดือนให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และ 3) สหกรณ์ออมทรัพย์ครูควรมีการพิจารณาการให้กู้ยืมที่สอดคล้องกับศักยภาพในการชำระหนี้ของครู</p> Kunwadee Vimalin ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270355 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสร้างแบบวัดคุณลักษณะความเป็นพลโลก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270548 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อสร้างแบบวัดคุณลักษณะความเป็นพลโลก 2) เพื่อหาคุณภาพของแบบวัดคุณลักษณะความเป็นพลโลก 3) เพื่อสร้างเกณฑ์ปกติของคะแนนแบบวัดคุณลักษณะความเป็นพลโลก กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น “ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในภาคเหนือ ”&nbsp; &nbsp;ปีการศึกษา 2564 จำนวน 600 คน การได้มาของกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบวัดคุณลักษณะความเป็นพลโลก ที่มีลักษณะเป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์ 5 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่นด้วยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ค่าความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และคะแนนทีปกติ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การสร้างแบบวัดคุณลักษณะความเป็นพลโลก สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีลักษณะเป็นข้อคำถามเชิงสถานการณ์ 5 ตัวเลือก ให้ครอบคลุมนิยามศัพท์และตัวบ่งชี้ย่อย แบ่งออกเป็น 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านคุณลักษณะของบุคคล จำนวน 4 ตัวบ่งชี้ 2) ด้านการปฏิสัมพันธ์ในสังคม จำนวน 3 ตัวบ่งชี้ 3) ด้านการรู้เท่าทันต่อโลก จำนวน 3 ตัวบ่งชี้รวมทั้งหมด 10 ตัวบ่งชี้</p> <p>2) ผลการตรวจสอบคุณภาพความตรงเชิงเนื้อหา IOC อยู่ระหว่าง 0.60 ถึง 1.00 ด้านคุณลักษณะของบุคคล อำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20 ถึง 0.58 ด้านการปฏิสัมพันธ์ในสังคม อำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.23 ถึง 0.58 ด้านการรู้เท่าทันต่อโลก อำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.21 ถึง 0.51 ความเที่ยง เท่ากับ 0.874 แบบวัดมีความตรงเชิงโครงสร้าง (Chi-square = 35.790 , df = 33 , p-value = 0.3388 , CFI = 0.995 , TLI = 0.994 และค่าดัชนี RMSEA = 0.024)</p> <p>3) เกณฑ์ปกติระดับท้องถิ่นของแบบวัดคุณลักษณะความเป็นพลโลก แบ่งได้เป็น 5 ระดับ ได้แก่ คุณลักษณะความเป็นพลโลกอยู่ในระดับสูงมากเมื่อมีคะแนนตั้งแต่ 138&nbsp; คะแนนขึ้นไป (≥T<sub>68</sub>), คุณลักษณะความเป็นพลโลกอยู่ในระดับสูง เมื่อมีคะแนนตั้งแต่ 126 - 137 คะแนน (T<sub>56</sub>-T<sub>67</sub>) , คุณลักษณะความเป็นพลโลกอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อมีคะแนนตั้งแต่ 109 - 125 คะแนน (T<sub>44</sub>-T<sub>55</sub>) , คุณลักษณะความเป็นพลโลกอยู่ในระดับต่ำ เมื่อมีคะแนนตั้งแต่ 90 - 108 คะแนน (T<sub>32</sub> -T<sub>43</sub>) และคุณลักษณะความเป็นพลโลกอยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อมีคะแนนน้อยกว่า 89 คะแนน (&lt;T<sub>32</sub>)</p> นุสรา เรือนอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270548 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การจัดการความรู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กรณีผ้าซิ่นเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เพื่อพัฒนาสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/285790 <p>ผ้าทอไทยวน เป็นผ้าทอโบราณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและมีความประณีต หากแต่การทอผ้าด้วยมือกำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต เนื่องจากช่างทอผ้าส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ความรู้การทอผ้าด้วยมือกำลังจะหายไป นำมาสู่วัตถุประสงค์การวิจัย ได้แก่ เพื่อศึกษาการรวบรวมความรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตลอดจนการจัดการความรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และเพื่อศึกษาการพัฒนาสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง รวบรวมข้อมูลโดยการสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนเสาไห้มีการรวบรวมองค์ความรู้โดยปราชญ์ไทยวนเสาไห้แล้วจัดตั้งหอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวนเพื่อรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับประเพณี วิถีชีวิต และวิธีทอผ้า นอกจากนี้ ช่างทอผ้ายังรวบรวมความรู้โดยการเขียนกรรมวิธีการทอผ้าขึ้นด้วยภาษาของตนเองเพื่อให้สามารถทบทวนความรู้ได้ในภายหลัง ในส่วนของการจัดการและจัดเก็บความรู้เรื่องการทอผ้าเป็นลวดลายต่าง ๆ พบว่า ความรู้ดังกล่าวได้มีการเผยแพร่ด้วยการจัดอบรมให้กับช่างทอผ้าในชุมชน รวมทั้งการนำองค์ความรู้มาประยุกต์ในการออกแบบและแกะลวดลายจากทอผ้าเก่าอายุ 250 ปี จนลายผ้าดังกล่าวได้รับเลือกให้เป็นลายผ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดสระบุรี กระบวนการนี้ได้รับการพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยนำเสนอวัฒนธรรมไทยวนเสาไห้ที่มีจุดเด่น คือ การท่องเที่ยวเกี่ยวกับประเพณี วิถีชีวิต วัฒนธรรม อาหาร และการแต่งกาย นักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าชมพื้นที่ต้องแจ้งชุมชนล่วงหน้า จึงทำให้แตกต่างจากการท่องเที่ยวทั่วไป ดังนั้น การจัดการความรู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กรณีผ้าซิ่นเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เพื่อพัฒนาสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชน จึงเกิดจากความรัก และความภาคภูมิใจในมรดก<br>ทางวัฒนธรรมของชุมชนไทยวนเสาไห้ การจัดการความรู้เกี่ยวกับประเพณี วิถีชีวิต และศิลปะการทอผ้าซิ่นในอำเภอเสาไห้ จึงเป็นการรวบรวมองค์ความรู้อันหลากหลายจากผู้เชี่ยวชาญในชุมชนอย่างเป็นระบบ องค์ความรู้นี้ได้มีการถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง เพื่อเป็นการรักษาวัฒนธรรมไทยวนเสาไห้ รวมทั้งสามารถนำไปใช้ในสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยมชม เรียนรู้ และรับข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมแก่นักท่องเที่ยวและมีส่วนช่วยในการสร้างรายได้ภายในชุมชนอย่างยั่งยืน</p> ดวงรักษ์ จันแตง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/285790 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาปัญหาด้านสุขภาวะของผู้พักอาศัยในอาคารชุดในเขตกรุงเทพมหานคร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/269862 <p>อาคารชุดเป็นที่พักอาศัยประเภทหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในพื้นที่เขตเมือง ซึ่งอาคารชุดแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ อาคารชุดประเภทอาคารสูงและอาคารชุดแนวราบ โดยอาคารชุดส่วนใหญ่จะจัดให้มีการบริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัยแต่อาจจะยังขาดการป้องกันและส่งเสริมการมีสุขภาพของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดที่ชัดเจน ทำให้ปัจจุบันจึงมีปัจจัยต่างๆที่กระตุ้นให้เกิดปัญหาสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา และวิเคราะห์ปัญหาที่พบในอาคารชุดซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้พักอาศัย การรวบรวมข้อมูลมีการใช้แบบสอบถามโดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างของผู้ที่พักอาศัยในอาคารชุดในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 408 คน โดยการถามความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความถี่ที่พบปัญหาและระดับผลกระทบที่เกิดขึ้น&nbsp;</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าปัญหาที่ส่งผลกระทบในอาคารชุดที่พบมากที่สุด คือ 1) พรมหรือเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องมีฝุ่นสะสม 2) พื้นที่ภายในห้องพักมีฝุ่นปริมาณมาก และ 3) ที่จอดรถในอาคารชุดไม่เพียงพอและจอดรถไม่เป็นระเบียบทำให้เกิดความขัดแย้ง นอกจากนี้ผลการทดสอบสมมติฐานประเภทของอาคารชุดพบว่า ผู้ที่พักอาศัยในอาคารชุดที่ต่างประเภทกันมีความคิดเห็นต่อความถี่และผลกระทบในการเกิดปัญหาที่แตกต่างกัน โดยพบว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในอาคารชุดแนวราบมีความถี่ในการพบปัญหาและได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ที่อาศัยอยู่อาคารชุดประเภทอาคารสูงในทุกๆปัญหา ซึ่งความถี่ในการพบปัญหามากที่สุดคือ พื้นที่ภายในห้องพักมีฝุ่นปริมาณมาก และปัญหาที่ส่งผลกระทบมากที่สุดคือ ที่จอดรถในอาคารชุดไม่เพียงพอ และจอดรถไม่เป็นระเบียบทำให้เกิดความขัดแย้ง รวมถึงการทดสอบสมมติฐานด้านทำเลที่ตั้งผลการวิจัยพบว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในทำเลที่ตั้งที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อความถี่ และผลกระทบในการเกิดปัญหาที่แตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่ในเขตกรุงเทพชั้นกลางจะมีความถี่และผลกระทบในเกิดปัญหามากกว่าเขตกรุงเทพชั้นในและชั้นนอกตามลำดับ สุดท้ายนี้งานวิจัยได้เสนอะแนะแนวทางพิจารณารูปแบบของการพัฒนาโครงการ เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารชุดในอนาคตต่อไป</p> Mongkol Ussavadilokrit ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/269862 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผู้ดูแลผู้สูงอายุกับการให้ความหมายความสูงอายุ กรณีศึกษาหมู่บ้านเนินคีรี จังหวัดชุมพร https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/271161 <p style="font-weight: 400;">บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการให้ความหมายความสูงอายุของผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ในหมู่บ้านเนินคีรี ตำบลท่าข้าม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร จำนวน 15 คน</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่าผู้ดูแลผู้สูงอายุให้ความหมายความสูงอายุจากการรับรู้และประสบการณ์ของผู้ดูแลแต่ละคนทั้งจากประสบการณ์บนสถานการณ์การดูแลและประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งพบการให้ความหมายความสูงอายุใน 5 ลักษณะ คือ 1) การให้ความหมายความสูงอายุสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและสุขภาพที่เสื่อมลง 2) การให้ความหมายความสูงอายุที่สัมพันธ์กับช่วงเวลาและเวลาชีวิตที่เหลือน้อยลง 3) การให้ความหมายความสูงอายุ ที่สัมพันธ์กับการมีความรู้ และการสั่งสมประสบการณ์ 4) การเป็นที่พึ่งทางจิตใจและเป็นศูนย์รวมของครอบครัว และ 5) การให้ความหมายความสูงอายุในลักษณะ active aging</p> <p style="font-weight: 400;">จากการให้ความหมายของความสูงอายุข้างต้น พบว่า ผู้ดูแลมีการให้ความหมายความสูงอายุทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ โดยความหมายความสูงอายุที่แฝงถึงความหมายเชิงลบในลักษณะของความเสื่อมสภาพ หรือความเปราะบาง เป็นมุมมองต่อความสูงอายุที่อาจนำไปสู่การแบ่งแยกกลุ่มผู้สูงอายุออกจากคนกลุ่มวัยอื่น ๆ และอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติเนื่องจากอายุ ในขณะที่การมีมุมมองต่อความสูงอายุในทางบวก สะท้อนถึงการมองเห็นคุณค่าในความสูงอายุทั้งต่อผู้สูงอายุ และตนเองเมื่อสูงอายุของผู้ดูแล</p> Phonnipa Khotcharin ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/271161 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างสัมพันธภาพในครอบครัวกับความวิตกกังวล ความกลัว ของเด็กวัยเรียนที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270949 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาระดับความวิตกกังวล ความกลัว และสัมพันธภาพในครอบครัว ของเด็กวัยเรียนที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต1&nbsp; โดยเก็บข้อมูลจากเด็กวัยเรียนที่มีอายุระหว่าง 9-12 ปี จำนวน 429 คน และผู้ดูแลหลักของเด็กจำนวน 429 คน รวมทั้งหมด 858 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 4 ส่วน ได้แก่ แบบเก็บข้อมูลพื้นฐานและปัจจัยทางจิตสังคม แบบวัดสัมพันธภาพในครอบครัวฉบับภาษาไทย แบบประเมินภาวะวิตกกังวลสำหรับเด็กฉบับภาษาไทย และแบบสำรวจความกลัวของเด็กและวัยรุ่นฉบับภาษาไทย ผลพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 10.74 ปี เป็นเด็กที่มีพัฒนาการตามวัยจำนวน 294 คน (ร้อยละ 68.5) มีความต้องการพิเศษ 135 คน (ร้อยละ 31.5) มีภาวะวิตกกังวลเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจจะคุกคามตนเอง (A State) ในระดับน้อย จำนวน 267 คน (ร้อยละ 62.6) มีอุปนิสัยวิตกกังวล (A Trait) ในระดับมาก 229 คน (ร้อยละ 53.4) มีคะแนนความกลัวประเภทกลัวความตายและสิ่งที่เป็นอันตรายมากเป็นอันดับหนึ่ง (Mean = 3.75, SD = 0.79) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีรูปแบบสัมพันธภาพในครอบครัวแบบค่อนไปทางสมดุล ร้อยละ 62.9 ปัจจัยที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวลเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจจะคุกคามตนเอง (A State) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ อายุ ระดับชั้นที่ศึกษา การมีสมาชิกในครอบครัวที่มีความต้องการพิเศษ รายได้รวมต่อเดือนของครอบครัว ส่วนปัจจัยที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับอุปนิสัยวิตกกังวล (A Trait) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ เพศ ระดับชั้นที่ศึกษา การอยู่อาศัยกับพ่อแม่ นอกจากนี้ พบว่า คะแนนสัมพันธภาพในครอบครัวมีความสัมพันธ์ทางลบกับคะแนนภาวะวิตกกังวลเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจจะคุกคามตนเอง (A State) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = -.27, <em>p</em> &lt; .001)&nbsp; คะแนนสัมพันธภาพในครอบครัวมีความสัมพันธ์ทางลบกับคะแนนอุปนิสัยวิตกกังวล (A Trait) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = -.26, <em>p</em> &lt; .001) ส่วนคะแนนสัมพันธภาพในครอบครัวไม่พบความสัมพันธ์กับคะแนนความกลัว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางจิตสังคม มีความเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลของเด็กวัยเรียน จึงเป็นแนวทางเพื่อให้เกิดความเข้าใจและนำไปสู่การออกแบบโปรแกรมส่งเสริมสุชภาวะบุคคลได้ต่อไป&nbsp;</p> Supapich Kaewwachararungsi ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270949 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แรงจูงใจให้เกิดการกระทำผิดซ้ำฐานความผิดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ในผู้ต้องขังเพศชาย: การศึกษาเชิงคุณภาพ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270183 <p style="font-weight: 400;">ระเบียบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจำถูกพัฒนาขึ้นบนแนวคิดการเคารพสิทธิมนุษยชนและมุมมองว่าผู้กระทำผิดสามารถบ่มเพาะแก้ไขไม่ให้หวนกลับไปกระทำผิดได้ อย่างไรก็ตามพบว่า สัดส่วนของการกระทำผิดซ้ำในความผิดประเภทยาเสพติดในประเทศไทยนั้นสูงที่สุดกว่าการกระทำผิดประเภทอื่น ๆงานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทางจิตสังคมในรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดซ้ำฐานความผิดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้ต้องขังเพศชายในทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางจำนวน 5 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่กระทำผิดซ้ำในฐานความผิดการครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ชนิดเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ผลการสัมภาษณ์และวิเคราะห์แก่นสาระ พบ 2 แก่นสาระหลัก คือ มิติของ“แรงจูงใจให้กระทำผิด” ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเด็น ได้แก่ ผลตอบแทนด้านตัวเงิน สภาพแวดล้อมพัวพันใกล้ชิดกับการค้ายา ประสบการณ์การค้ายานำพาให้ค้าต่อไปเรื่อย ๆ และ สังคมกีดกันผู้กระทำความผิด และ มิติของ“กระบวนการแก้ไขฟื้นฟูในเรือนจำ” ประกอบด้วย 3 ประเด็น ได้แก่ การส่งเสริมอาชีพ<br>ถูกกฎหมาย การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโทษของยาเสพติด และเรือนจำในฐานะที่พักพิงของผู้ต้องขัง ผลการวิจัยนี้สามารถอภิปรายได้ด้วยแนวคิดและทฤษฎีทางจิตวิทยา ซึ่งนำไปสู่ข้อเสนอแนะ เพื่อการนำไปประยุกต์และพัฒนาแนวทางแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดต่อไป</p> Ponthakorn Sirisuthivoranant ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270183 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาและเปรียบเทียบปัจจัยแรงจูงใจในการเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตร วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการส่งเสริมสุขภาพ คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ประจำปีการศึกษา 2565 โดยผ่านการคัดเลือกด้วยระบบ TCAS https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270352 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจและเปรียบเทียบแรงจูงใจในการเลือกเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการส่งเสริมสุขภาพ คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประจำปีการศึกษา 2565 โดยผ่านการคัดเลือกด้วยระบบ TCAS&nbsp; ต่อปัจจัยทั้ง 5 ด้านคือ ด้านคุณภาพและชื่อเสียงของสถาบัน ด้านสภาพแวดล้อมของสถาบัน ด้านหลักสูตร ด้านการประกอบอาชีพและด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยมีกลุ่มตัวอย่างคือนิสิตระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการส่งเสริมสุขภาพ คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จำนวน 55 คน โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณาและวิเคราะห์ความแปรปรวน ผลการศึกษาพบว่าแรงจูงใจของนิสิตในการเลือกเข้าศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมากโดยมีค่าเฉลี่ย 4.1±0.56&nbsp; โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านคุณภาพและชื่อเสียงของสถาบัน มีค่าเฉลี่ย 4.43± 0.54 อยู่ในระดับมาก เปรียบเทียบแรงจูงใจในการเลือกเข้าศึกษาเมื่อจำแนกตามเพศพบว่านิสิตหญิงและชายมีแรงจูงใจในการเลือกเข้าศึกษาทั้ง 5 ด้านไม่แตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามโรงเรียนที่สำเร็จการศึกษา นิสิตที่สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมาจากโรงเรียนรัฐบาล มีแรงจูงใจในการเลือกเข้าศึกษาในด้านคุณภาพและชื่อเสียงของสถาบันและด้านเศรษฐกิจและสังคมมากกว่านิสิตที่สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมาจากโรงเรียนอกชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05&nbsp;</p> sunisa Krainara ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270352 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 K-O-L-A-E โมเดล: โปรแกรมการจัดการความรู้เพื่อการสืบสานและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมเรือกอและจำลองสำหรับเยาวชนจังหวัดนราธิวาส https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270087 <p>บทความวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบโปรแกรมการจัดการความรู้เพื่อการสืบสานและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมเรือกอและจำลองสำหรับเยาวชนจังหวัดนราธิวาส เก็บรวบรวมข้อมูล 2 วิธี คือ การระดมสมอง และการวิเคราะห์เอกสาร กำหนดผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเจาะจง จำนวน 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ตรวจสอบข้อมูลด้วยวิธีที่หลากหลาย คือ การยืนยันข้อมูลระหว่างการสัมภาษณ์ ตรวจสอบสามเส้าด้านทฤษฎีหลังการวิเคราะห์ และตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบรายงานเชิงพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่าโปรแกรมการจัดการความรู้เพื่อการสืบสานและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมเรือกอและจำลองสำหรับเยาวชนจังหวัดนราธิวาส หรือ K-O-L-A-E โมเดล ประกอบด้วย 5 ฐานกิจกรรม ประกอบด้วย 1) ฐาน K: Knowledge กิจกรรมการวางแผนเพื่อการสร้างความรู้ 2) ฐาน O: Obtainment กิจกรรมรู้จักการจัดเก็บความรู้ในชุมชน 3) ฐาน L: Liberation กิจกรรมชุมชนจะไปได้ไกลหากแพร่กระจายความรู้อย่างถูกวิธี 4) ฐาน A: Application กิจกรรมทุนวัฒนธรรมกับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ 5) ฐาน E: Engagement กิจกรรมความยั่งยืนเริ่มต้นด้วยพลังชุมชนเพื่อชุมชน</p> อับดุลเลาะ เจ๊ะหลง ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270087 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 สังเคราะห์แนวทางศึกษาเชิงบูรณาการ การเมืองท้องถิ่นร่วมสมัยในจังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/269959 <p>กล่าวได้ว่าความก้าวหน้าของการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในบริบทการเมืองการปกครองท้องถิ่นไทยถือเป็นหลักพื้นฐานสำหรับการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองในระดับชาติ ส่งผลให้ข้อค้นพบจากการวิจัยมีสถานะเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาอีกทั้งแก้ไขปัญหาในชุมชนท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จึงกำหนดเป้าหมายเพื่อสำรวจประเด็นการวิจัยสำหรับฉายภาพการเมืองท้องถิ่น และทบทวนจุดยืนทางญาณวิทยาที่เกี่ยวข้องซึ่งสัมพันธ์กับผลผลิตทางวิชาการว่าด้วยสังเคราะห์แนวทางการศึกษาเชิงบูรณาการการเมืองท้องถิ่นร่วมสมัยในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิจัยเอกสารจากวิทยานิพนธ์และการศึกษาอิสระของนักศึกษาหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ประกอบการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลักที่มีส่วนขับเคลื่อนกระบวนการจัดการศึกษาด้านการเมืองการท้องถิ่นภาคใต้ วิเคราะห์เนื้อหาประกอบการสังเคราะห์เชิงอภิมาน ผลวิจัยจำแนกดังนี้ 1) ประเด็นการวิจัยการเมืองท้องถิ่น พบว่าส่วนใหญ่นำเสนอขอบข่ายการศึกษาด้านการเมืองท้องถิ่นมากที่สุด รองลงมาการศึกษาด้านบูรณาการ ด้านการบริหารท้องถิ่น และด้านการปกครองท้องถิ่นตามลำดับ ขณะที่ 2) จุดยืนทางญาณวิทยา พบว่ามีการผสานมโนทัศน์เชิงบูรณาการครอบคลุมทั้งทางรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ หากแต่มีความโน้มเอียงไปในทางรัฐศาสตร์มากกว่า (ร้อยละ 57.89) นอกจากนี้ 3) แนวทางศึกษาเชิงบูรณาการการเมืองท้องถิ่น สัมพันธ์กับการอาศัยกรอบวิธีวิเคราะห์เชิงปริมาณตามแนวการศึกษายุคพฤติกรรมนิยมเป็นกรอบดำเนินการวิจัย ซึ่งสะท้อนจุดเด่นของการใช้เครื่องมือทางสถิติสนับสนุนชุดข้อมูลรองรับการอธิบายปรากฏการณ์การเมืองท้องถิ่นให้มีความน่าชื่อถือมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้การประมวลชุดข้อมูลจากผลการศึกษาวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาที่สามารถนำไปสู่การปรับใช้ได้จริงนั้น ตอกย้ำถึงบทบาทของสถาบันการศึกษาที่ควรตระหนักในการเป็นแหล่งบ่มเพาะวิชาการด้านการเมืองท้องถิ่น รวมทั้งเป็นกลไกผสานการเชื่อมร้อยโครงข่ายการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวม ซึ่งต้องเร่งปรับกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาภายใต้แนวทางบูรณาการที่สะท้อนปรัชญาและอัตลักษณ์หลักสูตร เพื่อยกระดับคุณภาพวิชาการรองรับการสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ด้านการเมืองท้องถิ่นบริบทร่วมสมัยให้เกิดผลเชิงประจักษ์</p> อัศว์ศิริ ลาปีอี, takorn sittichok, Thuantong Krutchon, Apiradee Jiropas, Sukparut Raksakarn, Saksuk Yoodee ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/269959 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างประเภทการรับเข้าศึกษากับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิต คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270053 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเภทการรับเข้าศึกษากับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นิสิตที่รับเข้าศึกษาในคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะยา ระหว่างปีการศึกษา 2561–2565 จำนวน 787 คน ซึ่งผู้วิจัยใช้แบบเก็บข้อมูลจากฐานข้อมูลการลงทะเบียนของนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยา <br>ตัวแปรอิสระ คือ รูปแบบการรับเข้าศึกษา แบ่งเป็น 4 กลุ่มตามชนิดของระบบรับเข้าศึกษากลาง โดยกำหนดให้กลุ่ม TCAS 1 เป็นกลุ่มอ้างอิง ผลลัพธ์หลัก คือ ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร (GPA) วิเคราะห์ทางสถิติด้วยการถดถอยเชิงเส้น ปรับด้วยเพศ ชั้นปีและหลักสูตร คัดนิสิตที่ลาออก พ้นสภาพ หรือลาพักการศึกษาออก เหลือประชากรในการวิเคราะห์ทั้งสิ้น 682 คน ผลการศึกษาพบว่า ในขณะที่กลุ่ม TCAS 2 มีผลการเรียนเฉลี่ยไม่แตกต่างทางสถิติ กลุ่ม TCAS 1 กลุ่ม TCAS 3 และ 4 กลับมีระดับผลการเรียนเฉลี่ยที่สูงกว่ากลุ่ม TCAS 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์บีตาที่ปรับด้วยเพศ ชั้นปี และหลักสูตร (ความเชื่อมั่นร้อยละ 95) เท่ากับ 0.18 (0.09, 0.27)และ 0.17 (0.09, 0.25) ตามลำดับ ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์ความไวและการวิเคราะห์กลุ่มย่อยให้ผลสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน จึงสรุปได้ว่า นิสิตที่รับเข้าด้วยวิธี TCAS 3 และ 4 สัมพันธ์กับการมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านิสิตที่รับเข้าด้วยวิธี TCAS 1 ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับสัดส่วนการรับเข้าในอนาคตรวมถึงการวางแผนติดตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตที่รับเข้าด้วยวิธี TCAS 1 และ 2</p> phaijittra insukhin, ณัฐ นาเอก ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270053 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเชื่อมโยงความในเรียงความของผู้เรียนภาษาไทยในฐานะภาษาที่สอง https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/269722 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลไกการเชื่อมโยงความในเรียงความของผู้เรียนภาษาไทยในฐานะภาษาที่สอง โดยเก็บข้อมูลจากเรียงความของผู้เรียนชาวต่างประเทศ หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารสำหรับชาวต่างประเทศ (หลักสูตรนานาชาติ) ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาเกษตรศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้กรอบแนวคิดการเชื่อมโยงความของ Halliday and Hasan (1976) และChanawangsa (1986) ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนชาวต่างประเทศใช้กลไกการเชื่อมโยงความในการเขียนเรียงความ 5 ประเภท ได้แก่ การอ้างถึง การละ การซ้ำ การใช้คำเชื่อม และการใช้คำศัพท์ โดยพบการใช้คำเชื่อมพบมากที่สุด เนื่องจากการใช้คำเชื่อมจะช่วยให้ประโยคหรือข้อความมีความสัมพันธ์กันมากขึ้น และทำให้ผู้อ่านเรียงความสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังพบข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเขียนบางประการ อาทิ การละคำกริยาซึ่งไม่ได้ปรากฏคำกริยานำมาก่อนในข้อความก่อนหน้า การละคำเชื่อมในข้อความทำให้การสื่อความหมายไม่ชัดเจน และการใช้คำเชื่อมผิดบริบทของข้อความ ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ให้ข้อเสนอแนะสำหรับการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการจัดการเรียนการสอนให้แก่นิสิตชาวต่างประเทศที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง</p> ยุทธิชัย อุปการดี ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/269722 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270340 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย ดำเนินการวิจัยตามหลักการวิจัยและพัฒนา 3 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาปัญหาและข้อมูลพื้นฐานเพื่อกำหนดปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหา 2) พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย และ 3) ศึกษาผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย 2) แบบทดสอบทักษะการอ่านจับใจความ ดำเนินการรfegoboเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) มีประสิทธิภาพ 83.89/84.33 และ 2) ทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> Prasert Sae-iab ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270340 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความต้องการของผู้สอนและผู้เรียนที่มีต่อทักษะการบรรยายการแสดงนาฏศิลป์ไทยด้วยภาษาอังกฤษ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/271204 <p>This survey research study aimed to investigate the instructors’ and learners’ needs towards English explanatory narrative skills for Thai classical performances. The sample group was 80 instructors and learners majoring in Performing Arts and Drama from the Faculty of Music and Performing Arts of Burapha University as well as Faculty of Music and Drama of Bunditpatanasilapa Institutes in semester 2 of the 2022 academic year, selected by applying the table for the sample size identification. The research instrument was a questionnaire of instructors’ and learners’ needs towards English explanatory script writing skills and English explanatory narrative skills for Thai classical performances. The collected data were statistically analyzed using frequency (f), mean (x̄), standard deviation (S.D.), and percentage (%). The findings revealed that 30.00% of the instructors were experienced in English explanatory narrative skills, but 70.00% were not. Moreover, the overall language skills of instructors were moderate (x̄ = 2.78, S.D. = 0.49). Their Thai writing and arrangement skills were high (x̄ = 3.60, S.D. = 0.81), English pronunciation and explanatory narrative skills were moderate (x̄ = 2.63, S.D. = 0.85), Thai-English translation skill was low (x̄ = 2.50, S.D. = 0.82), and English writing skill was low (x̄ = 2.37, S.D. = 0.81), consecutively. However, the overall needs of instructors and learners towards English explanatory narrative skills for Thai classical performances were high (x̄ = 3.46, S.D. = 1.17). They considerably need the English pronunciation skill of technical terms for Thai classical dance (x̄ = 3.57, S.D. = 1.07) as well as English pronunciation by standard English phonological principles (x̄ = 3.49, S.D. = 1.12), and moderately need accurate English explanatory narrative skills for Thai classical performances (x̄ = 3.36, S.D. = 1.26) respectively.</p> Sutthisin Suksabai ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/271204 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 A ชีวิต: การศึกษาอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในภาษาไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/269805 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถ้อยคำอุปลักษณ์ที่สะท้อนมโนทัศน์ชีวิตในภาษาไทย และ ศึกษามุมมองของผู้ใช้ภาษาไทยที่สะท้อนจากอุปลักษณ์ชีวิต โดยผู้วิจัยเก็บรวบรวม ข้อมูลจากงานเขียนทางวิชาการ (Academic) งานเขียนกึ่งวิชาการ (Non-Academic) เรื่องแต่ง (Fiction) หนังสือพิมพ์ (Newspaper) และ&nbsp; เบ็ดเตล็ด (miscellany) ในคลังข้อมูลภาษาไทยแห่งชาติ (Thai National Corpus) ของภาควิชาภาษาศาสตร์&nbsp; คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยใช้แนวคิดอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ของ Lakoff and Johnson [10] และ Kövecses [9]</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบมโนอุปลักษณ์ชีวิตทั้งหมด 5 มโนอุปลักษณ์ ได้แก่ [ชีวิต คือ การเดินทาง] [ชีวิต คือ วัตถุสิ่งของ] [ชีวิต คือ การต่อสู้] [ชีวิต คือ ละคร] และ [ชีวิต คือ อาหาร] มโนอุปลักษณ์ทั้ง 5 มโนอุปลักษณ์ สามารถสะท้อนมุมมองหรือถ่ายทอดความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตหรือการดำเนินชีวิตได้ 3 ประเด็นหลัก คือ 1) การดำเนินชีวิต &nbsp;2) ประสบการณ์ชีวิต และ 3) คุณค่าของชีวิต</p> <p>&nbsp;</p> nuengruethai siamthong ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/269805 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมว่าด้วยการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคผ่านตลาดสังคมออนไลน์ ภายใต้สถานการณ์เชิงพลวัตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270057 <p>จากสถานการณ์ภายใต้ความไม่แน่นอนที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดด้วยเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่เกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรง จนแพร่กระจายภายในประเทศ ทำให้ผู้นำได้กำหนดกฎเกณฑ์ในการดำเนินชีวิตแบบ New Normal จนก่อให้เกิดสังคมออนไลน์</p> <p>การวิจัยฉบับนี้มุ่งหาข้อเท็จจริงด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้างในรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยใช้ข้อมูลเชิงตัวเลขหรือขนาดอิทธิพลการส่งผ่าน (Mediating Effect) เป็นหลักฐานยืนยันความถูกต้องของสิ่งที่ค้นพบ รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามการวิจัย 400 ตัวอย่าง กับกลุ่มผู้บริโภคที่มีช่วงอายุระหว่าง 40 -60 ปี มีประสบการณ์เข้ามาใช้บริการในตลาดสังคมออนไลน์ อย่างน้อย 3 ครั้งภายใน 1 เดือนก่อนเก็บข้อมูล และมีที่พักอาศัยในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี และอุดรธานี</p> <p>จากผลการวิจัยได้ค้นพบ 2 รูปแบบ หลังจากประสบสถานการณ์ที่รุนแรง พบว่า 1) อิทธิพลของปัจจัยด้านการรับรู้ส่วนประสมการตลาดที่มีต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยส่งผ่านพฤติกรรมออนไลน์ มีขนาดอิทธิพลทางอ้อม 0.326 หน่วย กับ 2) อิทธิพลของปัจจัยด้านความสามารถเชิงพลวัตที่มีต่อการตัดสินใจซื้อ ส่งผ่านพฤติกรรมออนไลน์ในการเลือกของผู้บริโภค มีขนาดอิทธิพลทางอ้อม 0.485 หน่วย ทำให้ตัวแปรคั่นกลางด้านพฤติกรรมออนไลน์เป็นการส่งผ่านบางส่วน (Partial Mediation Effect)</p> <p>ดังนั้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซจึงต้องพิจารณาและตัดสินใจเกี่ยวกับกลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดในการออกแบบและวางแผนการดำเนินงาน สิ่งหนึ่งที่จำเป็นคือ ต้องเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าการสื่อสารและความเข้าใจมีประสิทธิภาพ</p> เพ็ญพร ปุกหุต ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270057 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสามารถในการเขียนตัวบทของนักศึกษาไทยที่เรียนภาษาเยอรมันเป็นวิชาเอก : กรณีศึกษาด้านการเขียนเชิงบรรยายโวหารในแง่มุมการใช้ภาษาที่หลากหลาย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/269228 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาความสามารถในการเขียนตัวบทของของนักศึกษาไทยที่เรียนภาษาเยอรมันเป็นวิชาเอกในแง่มุมของการใช้ภาษาที่หลากหลาย ในการประเมินความสามารถด้านนี้จะใช้ตัวบ่งชี้ของ ชเมลเซอ-ไอบิงเงอร์ [5]&nbsp; โดยมีนิสิตอาสาสมัคร ชั้นปี 3 จำนวน 10 คน ซึ่งเรียนเยอรมันเป็นวิชาเอกที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แต่ละคนจะได้รับมอบหมายให้เขียนตัวบท 3 ตัวบท โดยแบ่งเป็นสัปดาห์ละ 1 ตัวบท งานวิจัยนี้จึงมีตัวบทเพื่อศึกษาทั้งหมด 30 ตัวบท จากการวิจัยพบว่าอาสาสมัครส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเขียนตัวบทประเภทเล่าเรื่องโดยใช้ภาษาที่หลากหลายได้ในระดับที่ดี กล่าวคือมักมีการใช้คำสั้น ๆ ง่าย ๆ ซึ่งพบได้จากคำคุณศัพท์ คำขยายกริยา คำสันธาน อีกทั้งโครงสร้างประโยคมักขึ้นต้นด้วยประธาน ทำให้ขาดความหลากหลาย มีเพียงอาสาสมัครจำนวนน้อยเท่านั้นที่สามารถใช้คำขยายและรูปแบบประโยคที่หลากหลายรวมถึงใช้คำสันธานที่เชื่อมประโยคย่อยกับประโยคหลัก นอกจากนี้ยังพบว่ายิ่งมีการใช้โครงสร้างประโยคซับซ้อนก็ยิ่งพบข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งทำให้ไม่สามารถอ่านตัวบทให้เข้าใจ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือ การกระจายกริยา การกระจายคำคุณศัพท์ การใช้รูปกริยาที่ไม่สอดคล้องกับเวลาที่เกิดขึ้น และการวางตำแหน่งคำกริยาในประโยคย่อยไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังพบว่าอาสาสมัครส่วนใหญ่ไม่สามารถนำความรู้ภาษาเยอรมันที่เคยเรียนมาใช้ในการเขียนตัวบทได้ดีนัก ซึ่งสาเหตุหลักน่าจะมาจากการมีประสบการณ์น้อยในการเขียนตัวบทภาษาเยอรมันและมีข้อจำกัดในการตระหนักรู้เกี่ยวกับภาษาเยอรมันในขณะที่เขียน</p> Supatcha Jennasombut ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/269228 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของนวัตกรรมบริการอัตโนมัติที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้จริงของผู้โดยสาร ณ สนามบินสุวรรณภูมิ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270025 <p>งานวิจัยนี้ผ่านการรับรองจริยธรรมวิจัยมนุษย์แล้ว เพื่อศึกษา 1) ระดับของปัจจัยต่าง ๆ เกี่ยวกับการยอมรับนวัตกรรม ทัศนคติการใช้นวัตกรรมบริการ การรับรู้ด้านนวัตกรรม ความมุ่งมั่นเชิงพฤติกรรมที่จะใช้นวัตกรรมบริการ และพฤติกรรมการใช้จริงนวัตกรรมบริการ 2) โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของนวัตกรรมบริการที่มีผลต่อพฤติกรรมใช้งานจริงของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำนวนทั้งสิ้น 310 คน วิเคราะห์ด้วยสถิติพื้นฐาน และโมเดลสมการโครงสร้าง สรุปผลพบว่า ผู้โดยสารมีทัศนคติการใช้นวัตกรรมบริการ ยอมรับนวัตกรรม และรับรู้นวัตกรรมระดับมาก และภาพรวมความมุ่งมั่นเชิงพฤติกรรมที่จะใช้นวัตกรรมบริการระดับมากเช่นกัน ส่วนพฤติกรรมการใช้งานจริงนวัตกรรมบริการในภาพรวมระดับมาก &nbsp;พบว่าโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 1) การยอมรับด้านนวัตกรรม และทัศนคติการใช้นวัตกรรมบริการ ต่างมีความสัมพันธ์ตรง และอ้อมต่อพฤติกรรมการใช้งานจริงนวัตกรรมบริการ โดยผ่านความมุ่งมั่นเชิงพฤติกรรมที่จะใช้นวัตกรรมบริการ (TE= 0.858* และ 0.914* ตามลำดับ) 2) การรับรู้ด้านนวัตกรรม มีความสัมพันธ์โดยอ้อมต่อพฤติกรรมการใช้งานจริงนวัตกรรมบริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยผ่านความมุ่งมั่นเชิงพฤติกรรมที่จะใช้นวัตกรรมบริการ (IE=0.352*) และ 3) ความมุ่งมั่นเชิงพฤติกรรมที่จะใช้นวัตกรรมบริการ มีความสัมพันธ์โดยตรงต่อพฤติกรรมการใช้งานจริงนวัตกรรมบริการ ด้านทฤษฏี/นโยบาย: การมุ่งพัฒนานวัตกรรมบริการของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับสากลได้ในระยะยาว</p> เนตร์ศิริ เรืองอริยภักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/270025 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 กองบรรณาธิการ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/285794 <p>วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swurd/article/view/285794 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700