https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tmfjournal/issue/feed วารสารกองทุนพัฒนาสือปลอดภัยและสร้างสรรค์ 2026-06-30T23:13:18+07:00 ThaiMediaFund journal.tmf@thaimediafund.or.th Open Journal Systems <p>ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของวารสารวิชาการ ในฐานะที่เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่องค์ความรู้และความก้าวหน้าทางวิชาการ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จึงได้ดำเนินการจัดทำ<br />วารสารวิชาการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ หรือ TMF Journal ขึ้น <br />เพื่อรวบรวมและเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการด้านสื่อและที่เกี่ยวข้องกับสื่อ <br />เพื่อให้เป็นแหล่งค้นคว้าและอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ อันจะนำไปสู่การพัฒนานิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ สอดคล้องกับภารกิจสำคัญของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ <br />ตามความในมาตรา 5 (5) แห่งพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. 2558</p> https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tmfjournal/article/view/278965 การทำงานของ “สมอง” ที่ถูกสื่อสารผ่านซีรีส์ Brain Works สืบสมองเจาะคดีเดือด 2026-01-26T16:00:43+07:00 พรรษา รอดอาตม์ pansa20@hotmail.com <p>บทความนี้มุ่งศึกษาซีรีส์เรื่อง Brain Works เพื่อวิเคราะห์การสื่อสารข้อมูลเชิงประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) และโรคทางสมองผ่านซีรีส์ โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านความเสี่ยงทางสังคม รูปแบบการนำเสนอ สาระบันเทิง (Edutainment) และการเล่าเรื่อง (Narrative)</p> <p> ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญ คือ ความเสี่ยงทางสังคมทุกคนมีโอกาสเผชิญกับโรคทางสมองอย่างเท่าเทียมกัน แนวทางการนำเสนอเน้นความชัดเจน และกระตุ้นด้วยความกลัว เทคนิคการเล่าเรื่องใช้นักแสดงชื่อดังระดับสากล รูปแบบการนำเสนอหลากหลาย ได้แก่ ประสาทวิทยาศาสตร์ด้านสมอง รัก ตลก เศร้า โศกนาฏกรรม อาชญากรรม สืบสวน เนื้อหามีความเป็นสากล มีกลยุทธ์การออกอากาศรองรับทุกช่องทางสื่อ ใช้แอนิเมชันช่วยอธิบายการออกแบบตัวละครอิงตามการทำงานของสมอง และผู้ต้องสงสัยมีอายุตั้งแต่ 7 ปี ไปจนถึงผู้ใหญ่</p> <p> ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแก่ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรสาธารณสุข ตลอดจนผู้ผลิตและผู้บริหารสื่อ เพื่อเป็นแนวทางในการสนับสนุนการผลิตซีรีส์แนวสาระบันเทิงที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนในวงกว้าง</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองทุนพัฒนาสือปลอดภัยและสร้างสรรค์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tmfjournal/article/view/285845 เมื่อคัมภีร์กลายเป็นคอนเทนต์: มังคลัตถทีปนีและการจัดรูปใหม่ของความศักดิ์สิทธิ์ในพุทธศาสนาดิจิทัลในสังคมไทย 2026-03-16T12:49:43+07:00 ผศ.ดร.ประทีป พืชทองหลาง khun_Jedrin@hotmail.com วรพงษ์ ด้วงน้อย dummy.TMF.01@gmail.com ญาตาวีมินทร์ พืชทองหลาง Yathaweemintr.p@hotmail.com <p>นักวิชาการด้านพุทธศาสนาดิจิทัลมักตั้งสมมติฐานว่าเมื่อคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนย้ายสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ความหมายเชิงศาสนาย่อมสูญเสียตามไปด้วย บทความนี้โต้แย้งข้อสมมติดังกล่าวโดยตรง บทความเสนอว่าความศักดิ์สิทธิ์ของมังคลัตถทีปนี คัมภีร์อรรถกถาเถรวาทของพระสิริมังคลาจารย์ มิได้ดับสูญเมื่อก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างใบลานกับหน้าจอ หากแต่ถูกจัดรูปใหม่ผ่านตรรกะของสื่อ อำนาจของอัลกอริทึม และรูปแบบการมีส่วนร่วมทางศาสนาในชีวิตประจำวันดิจิทัล งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพแบบสหวิธี ประกอบด้วยการวิเคราะห์ตัวบทมังคลัตถทีปนีในฐานะระบบจริยธรรม ชาติพันธุ์วรรณนาดิจิทัลในแพลตฟอร์ม YouTube, Facebook และเว็บไซต์ธรรมะ จำนวน 12 แหล่ง และการวิเคราะห์วาทกรรมจากเนื้อหาออนไลน์ ที่อ้างอิงมงคลสูตร โดยเก็บข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2566-2567</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ความศักดิ์สิทธิ์ถูกแปรรูปผ่านสามกระบวนการที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การแตกตัวของคัมภีร์เป็นเนื้อหาที่แชร์ได้ การเกิดขึ้นของอำนาจการตีความรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยการมองเห็นเชิงอัลกอริทึม และการก่อตัวของ “ความศักดิ์สิทธิ์แบบฉับไว” ที่ตอบสนองต่อสภาวะชีวิตร่วมสมัย ต่างจากวิชาการตีความแบบคลาสสิกที่วางผู้อ่านไว้ที่ศูนย์กลาง บทความนี้เสนอแนวคิดการตีความในยุคดิจิทัล (Digital Hermeneutics) ซึ่งให้อัลกอริทึม<br />ทำหน้าที่เป็นผู้ตีความร่วมที่ไม่ได้รับเชิญ ผู้กำหนดว่าอะไรสามารถถูกอ่านได้ อะไรถูกพบเจอในรูปแบบใด และเศษเสี้ยวของความหมายใดจะรอดพ้นจากตรรกะของการหมุนเวียนในแพลตฟอร์ม</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองทุนพัฒนาสือปลอดภัยและสร้างสรรค์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tmfjournal/article/view/283596 สื่อสังคมออนไลน์ ความรู้ และแบบแผนความเชื่อทางสุขภาพเกี่ยวกับโรค COVID-19 และความลังเลในการฉีดวัคซีน COVID-19 เข็มกระตุ้นของผู้สูงอายุตอนต้น 2026-05-05T09:11:22+07:00 พีร์จุฑาภา ศรีภู่ pakamatsipoo@gmail.com ศรีรัฐ ภักดีรณชิต srirath@g.swu.ac.th อภิรพี เศรษฐรักษ์ ตันเจริญวงศ์ apirapee@g.swu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู้ พฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) กับความลังเลในการรับวัคซีน COVID-19 เข็มกระตุ้นในผู้สูงอายุตอนต้น อายุ 60-69 ปี จำนวน 150 คน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามออนไลน์แบบปิดและแบบเปิด ผลการวิจัยการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) พบว่า ระดับการศึกษามีแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับระดับความรู้เกี่ยวกับโรคและวัคซีน COVID-19 และพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) มีความแตกต่างกับแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ส่วนผลการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) พบว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความลังเลในการรับวัคซีนเข็มกระตุ้นของผู้สูงอายุตอนต้น ได้แก่ ความไม่มั่นใจในประสิทธิภาพวัคซีน ความกังวลต่อผลข้างเคียง<br /> </p> <p> </p> <p>การได้รับข้อมูลคลาดเคลื่อนจากสื่อสังคมออนไลน์ และการรับรู้ว่าสถานการณ์การระบาดได้คลี่คลายลงแล้ว ข้อเสนอแนะคือ ควรเพิ่มขนาดกลุ่มตัวอย่างเพื่อความแม่นยำทางสถิติ และเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจและความน่าเชื่อถือในกลุ่มผู้สูงอายุ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองทุนพัฒนาสือปลอดภัยและสร้างสรรค์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tmfjournal/article/view/286848 การเปิดรับสื่อออนไลน์เพื่อการเรียนรู้สำหรับผลิตหนังสั้น ของนักศึกษาที่เรียนภาพยนตร์ 2026-06-10T15:26:15+07:00 นิภากร กำจรเมนุกูล nipakorn.kum@kbu.ac.th ยศวัฒน์ เชือดกิ่ง dummy.TMF.03@gmail.com กอปรพงษ์ กุณฑียะ dummy.TMF.010@gmail.com ศศิกานต์ แก่นมณี dummy.TMF.11@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับสื่อออนไลน์ของนักศึกษาที่เรียนภาพยนตร์ ปัจจัยที่ทำให้นักศึกษาเรียนรู้การทำหนังสั้นผ่านสื่อออนไลน์ วิธีการเรียนรู้การทำหนังสั้นผ่านสื่อออนไลน์ของนักศึกษา และศึกษาปัญหา แนวทางแก้ปัญหา รวมถึงความต้องการของนักศึกษาที่เรียนภาพยนตร์ในการใช้สื่อออนไลน์สำหรับเรียนรู้เพื่อทำหนังสั้น เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mix Methods) โดยการสัมภาษณ์กลุ่มจำนวน 69 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจงและแจกแบบสอบถามด้วยวิธีการสุ่มแบบง่าย จำนวน 120 คน กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาสาขาวิชาการภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต</p> <p> ผลการวิจัยพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่นิยมใช้ YouTube มากที่สุด รองลงมาคือ Google Search Engine และ Website เพื่อค้นหาและเรียนรู้ข้อมูลด้านภาพยนตร์ โดย TikTok, YouTube และ Instagram เป็นแพลตฟอร์มที่ถูกใช้งานทุกวันต่อสัปดาห์มากที่สุด ด้านปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเรียนรู้คือ ความสนใจส่วนตัว ความต้องการอยากรู้อยากเห็น ทักษะในการแสวงหาข้อมูลของนักศึกษาเอง รวมถึงปัจจัยที่เกิดจากคุณสมบัติและเนื้อหาของสื่อออนไลน์ที่นำเสนอเนื้อหาแปลกใหม่อยู่เสมอทำให้ได้ความคิดสร้างสรรค์ไปทำหนังสั้นตนเองในแนวทางใหม่ ๆ สำหรับวิธีการเรียนรู้ได้แก่ กำหนดปัญหาและขอบเขตงาน กำหนดกลยุทธ์การสืบค้น สืบค้นและเข้าถึงแหล่งข้อมูล นำข้อมูลไปใช้ สังเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบจากหลายแหล่ง และประเมินความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของข้อมูลก่อนนำไปใช้ ส่วนปัญหาที่พบ อาทิ ปัญหาอุปกรณ์/ อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ปัญหาการใช้เนื้อหาที่เป็นภาษาอังกฤษ/ ภาษาต่างประเทศ ปัญหาความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่มีทั้งข้อเท็จจริงและความคิดเห็นส่วนบุคคล ด้านข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสถาบันการศึกษาควรส่งเสริมผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์และรู้เท่าทัน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองทุนพัฒนาสือปลอดภัยและสร้างสรรค์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tmfjournal/article/view/286717 “ใจซ่อนรัก” การเล่าเรื่องและภาพแทนหญิงรักหญิงในซีรีส์โทรทัศน์: การศึกษาวาทกรรมสื่อเพื่อการพัฒนาสังคมแห่งความหลากหลายทางเพศ 2026-06-17T14:40:24+07:00 วรพงศ์ ไชยฤกษ์ worapong.c@pkru.ac.th อามีเร๊าะ มานีอาเหล็ม amiroh2546@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเล่าเรื่องและภาพแทนหญิงรักหญิงในซีรีส์โทรทัศน์ “ใจซ่อนรัก” ภายใต้กรอบแนวคิดการสื่อสารเพื่อการพัฒนาและทฤษฎีการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรม การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอแบบพรรณนาวิเคราะห์ โดยศึกษาซีรีส์ทั้งหมด 8 ตอน ที่ออกอากาศทางช่อง 3 เอชดีและเผยแพร่ทางเน็ต ฟลิกซ์ระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน ถึง 12 สิงหาคม 2567 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย (1) แบบวิเคราะห์การเล่าเรื่อง 6 องค์ประกอบ และ (2) แบบวิเคราะห์ภาพแทนทั้งลักษณะภายนอกและภายใน การเก็บข้อมูล 3 ขั้นตอน (1) ดูซีรีส์ซ้ำ 3 ครั้งต่อตอน บันทึก Time Code และบทสนทนาสำคัญ (2) จำแนกข้อมูลตามกรอบแนวคิด และ (3) ตีความในบริบทสังคมวัฒนธรรม</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า (1) การเล่าเรื่องประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ โครงเรื่อง แก่นเรื่อง มุมมองการเล่าเรื่อง ความขัดแย้ง ตัวละคร และฉาก ซึ่งสะท้อนการต่อสู้เพื่อความเป็นตัวของตัวเองท่ามกลางแรงกดดันทางสังคมและครอบครัว (2) ภาพแทนแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ ลักษณะภายนอก ได้แก่ บุคลิกภาพดี ทักษะแม่บ้าน การดูแลสุขภาพ และลักษณะภายใน ได้แก่ การทุ่มเทรัก การครอบครอง การโหยหาความสัมพันธ์ และภาพลักษณ์หญิง/ชาย</p> <p> การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าสื่อมวลชนร่วมสมัยมีบทบาทสำคัญในการสร้างวาทกรรมทางสังคมที่ส่งเสริมการยอมรับความหลากหลายทางเพศ สอดรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่นำไปสู่การรับรองสิทธิสมรสเท่าเทียม ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ถือเป็นนวัตกรรมทางสื่อที่มีส่วนในการพัฒนามนุษย์และสังคมไปสู่การรับรู้และเข้าใจความแตกต่างหลากหลายอย่างสร้างสรรค์</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกองทุนพัฒนาสือปลอดภัยและสร้างสรรค์