https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/issue/feed
วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย
2025-10-14T00:00:00+07:00
Sopittha N.
tourismtaat.info@gmail.com
Open Journal Systems
<h3>วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย (Journal of Thai Hospitality and Tourism)</h3> <p> ตามที่ ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (ศูนย์ TCI) ได้ประกาศผลการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล ACI และ TCI รอบที่ 4 ซึ่งวารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย ได้รับผลการประเมินและจัดให้อยู่ในฐานข้อมูลวารสาร <span style="text-decoration: underline;">กลุ่มที่ 1</span> เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572 โดยทางวารสารฯ จะพัฒนาผลงานเพื่อมาตรฐานที่สูงขึ้นต่อไป </p> <p>ทั้งนี้ วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย มีกำหนดตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ (เดือนมกราคม – มิถุนายน และ เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม)</p> <h3>ขอบเขตของวารสาร</h3> <p>บทความที่รับพิจารณาต้องเป็นบทความวิจัย บทความวิชาการ งานพินิจหนังสือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ </p> <h3>ISSN 1905-6303 (Print)</h3> <h3>ISSN 2985-184X (Online) </h3> <h3>วัตถุประสงค์</h3> <p>1. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวและสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง</p> <p>2. เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนให้คณาจารย์ผลิตผลงานวิชาการและการค้นคว้าวิจัย</p> <p>3. เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการด้านการท่องเที่ยวให้แก่องค์กรที่เกี่ยวข้อง</p> <p>4. เพื่อรวบรวมและเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านการท่องเที่ยวและสาขาที่เกี่ยวข้อง</p> <p><img src="http://upic.me/i/k9/color_icon03.gif" /><img src="http://upic.me/i/k9/color_icon03.gif" /> ประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญในสาขาจำนวน 3 ท่าน (Double-Blind Review)</p> <p><img src="http://upic.me/i/k9/color_icon03.gif" /><img src="http://upic.me/i/k9/color_icon03.gif" /> <strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์: </strong>บทความละ 3,000 บาท เรียกเก็บเมื่อบทความผ่านการตรวจสอบขั้นแรกจากกองบรรณาธิการ</p> <p><img src="http://upic.me/i/k9/color_icon03.gif" /><img src="http://upic.me/i/k9/color_icon03.gif" /> กรุณาสอบถามคิวตีพิมพ์ก่อนการส่งพิจารณา</p>
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/article/view/267250
แนวทางการจัดการผลกระทบด้านทรัพยากรท่องเที่ยวของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในจังหวัดภูเก็ต
2023-08-07T16:26:49+07:00
อัญชัญ ตัณฑเทศ
unchun@g.swu.ac.th
คมสิทธิ์ เกียนวัฒนา
komsit@g.swu.ac.th
กฤติกา สายณะรัตร์ชัย
krittikas@g.swu.ac.th
<p>การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ของนักท่องเที่ยวต่อผลกระทบด้านทรัพยากรท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ จังหวัดภูเก็ต และศึกษาปัจจัยที่ส่งต่อการรับรู้ของนักท่องเที่ยวต่อผลกระทบด้านทรัพยากรท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ จังหวัดภูเก็ต เพื่อเสนอแนะแนวทางและข้อเสนอแนะในการจัดการผลกระทบด้านทรัพยากรท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ จังหวัดภูเก็ต โดยเก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยว 400 คน จากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในจังหวัดภูเก็ต 10 แห่ง</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่คิดว่าสภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในจังหวัดภูเก็ตตรงกับที่คาดหวังก่อนการเดินทางมาเยือน ในส่วนของผลการรับรู้ผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในประเด็นต่าง ๆ ผลการวิเคราะห์ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีการรับรู้ผลกระทบในระดับปานกลาง (x ̅ = 3.02, S.D. = 1.22) และผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ที่มีความสัมพันธ์ต่อความคาดหวังในการมาเยือนแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในจังหวัดภูเก็ตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และอายุ ระดับการศึกษา เพศ อาชีพ และรายได้ที่แตกต่างกัน มีผลต่อการรับรู้ของนักท่องเที่ยวต่อผลกระทบด้านทรัพยากรท่องเที่ยวของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในจังหวัดภูเก็ตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ วัตถุประสงค์ในการเดินทางท่องเที่ยว กลุ่มการเดินทางท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายโดยประมาณในการท่องเที่ยว ที่แตกต่างกัน มีผลต่อการรับรู้ของนักท่องเที่ยวต่อผลกระทบด้านทรัพยากรท่องเที่ยวของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในจังหวัดภูเก็ตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อวิเคราะห์ผลต่าง ๆ เพื่อนำมาเสนอแนะแนวทางการลดผลกระทบทางลบด้านทรัพยากรท่องเที่ยวพบว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการลดผลกระทบในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติคือ การบริหารจัดการภายใต้หลักการของการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติแก่ทุกภาคส่วน</p>
2025-09-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/article/view/267847
การพัฒนาคุณภาพการบริการของธุรกิจแพที่พักในพื้นที่อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี
2023-09-11T17:22:32+07:00
นรินทร์ สมประสงค์
smprasngkhnrinthr@gmail.com
กีรติ ตระการศิริวานิช
keerati@mju.ac.th
ยุทธการ ไวยอาภา
yutthakarn@mju.ac.th
และคณะ
smprasngkhnrinthr@gmail.com
<p>งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินระดับความคาดหวังต่อการใช้บริการของธุรกิจแพที่พัก อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี 2) ประเมินระดับความพึงพอใจต่อการใช้บริการของธุรกิจแพที่พัก อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพบริการของธุรกิจในแพที่พัก อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้เครื่องมือเป็นแบบสอบถามสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เข้ามาใช้บริการแพที่พัก เขตอำเภอไทรโยค จำนวน 400 ตัวอย่าง ใช้การวิเคราะห์ใช้สถิติเชิงพรรณนาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สำหรับผู้ประกอบการแพที่พักเขตอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ใช้การวิเคราะห์มาวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อตีความหาข้อสรุป</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า นักท่องเที่ยวแพที่พักในเขตอำเภอไทรโยค ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อยู่ในช่วงอายุ 20–30 ปี ทำอาชีพรับจ้างหรือพนักงานเอกชน มีรายได้เฉลี่ย 15,001–30,000 บาทต่อเดือนและนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ มีสถานภาพโสด พบว่านักท่องเที่ยวชาวไทยมีความคาดหวังในคุณภาพบริการอยู่ในระดับมากที่สุดเรียงจาก ด้านการรับประกัน ด้านความรวดเร็ว ด้านความเชื่อถือและไว้วางใจ ด้านสิ่งที่สัมผัสได้ และลำดับสุดท้ายคือ ด้านการเอาใจใส่ลูกค้าเป็นรายบุคคล ตามลำดับ ซึ่งพบว่านักท่องเที่ยวชาวไทยมีระดับความพึงพอใจในคุณภาพบริการมากที่สุดอยู่ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการเอาใจใส่ลูกค้าเป็นรายบุคคลมาเป็นลำดับแรก ตามด้วยด้านความเชื่อถือและไว้วางใจ ด้านการรับประกันและด้านความรวดเร็ว ตามลำดับ และด้านสุดท้ายที่นักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากคือ ด้านสิ่งที่สัมผัสได้ โดยต้องเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาและสามารถสัมผัสได้ โดยสิ่งนั้นต้องเกิดขึ้นจากการเตรียมการบริการไว้ เช่น การให้บริการห้องพัก กิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจ และการให้ข้อมูลการบริการของแพที่พักอำเภอไทรโยค</p> <div>โดยมีแนวทางในการสร้างความพึงพอใจให้แก่นักท่องเที่ยว ได้แก่ การพัฒนาด้านสภาพแวดล้อมและทัศนียภาพ การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกหรือการสร้างรูปแบบอาคารบริการ การพัฒนาด้านความรวดเร็ว จะมีการบริการอย่างทันท่วงทีโดยไม่ให้นักท่องเที่ยวต้องรอนาน โดยต้องมีการจัดทำแผนงานอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้อาจเกิดการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวภายในแพที่พักมีความพึงพอใจมากที่สุดเมื่อเข้าใช้บริการ</div> <div> </div>
2025-09-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/article/view/264419
การพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์จากฐานความรู้ทางประวัติศาสตร์ในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 4 จังหวัด ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง เพื่อขยายการรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ
2023-07-21T11:55:49+07:00
วาสนา โล่ห์สุวรรณ
losuwanwas@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการรับรู้ทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวในการตัดสินใจมาท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 2) เพื่อศึกษากลยุทธ์ทางการตลาดท่องเที่ยวที่ชุมชนใช้ในการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 3) เพื่อวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจากฐานความรู้ทางประวัติศาสตร์ และ 4) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจากฐานความรู้ทางประวัติศาสตร์ในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 4 จังหวัด ใช้รูปแบบการวิจัยแบบเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 400 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบวิธีตามสะดวกเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพจากกลุ่มตัวอย่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชนผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการ และประชาชนจำนวน 30 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์และการประชุมกลุ่มย่อย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า 1) นักท่องเที่ยวมีระดับการรับรู้ทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอยู่ในระดับปานกลาง มีพฤติกรรมการท่องเที่ยวลักษณะมาด้วยตนเองโดยรถยนต์ส่วนตัวไปเช้าและกลับเย็นใช้เวลาไม่เกิน 2 วัน เดินทาง 1 ถึง 2 ครั้งต่อปีผู้ร่วมเดินทาง 2 ถึง 5 คน เป้าหมายเพื่อการพักผ่อนมีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 5,000 บาท ชอบท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่ได้ข้อมูลการท่องเที่ยวจากเพื่อนหรือญาติพี่น้อง และมีระดับความต้องการต่อส่วนประสมทางการตลาดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในด้านบุคลากรและกระบวนการให้บริการ ด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว ด้านการตลาดท่องเที่ยว และด้านกิจกรรมในการท่องเที่ยวตามลำดับ 2) กลยุทธ์ทางการตลาดท่องเที่ยวที่ชุมชนนำมาใช้ในการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม คือ กลยุทธ์ด้านแหล่งท่องเที่ยวมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านความร่วมมือ ด้านค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ด้านการสื่อสารการท่องเที่ยว และด้านความสะดวกในการท่องเที่ยว 3) สภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจากฐานความรู้ทางประวัติศาสตร์พบจุดแข็ง มีสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม มีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ มีแหล่งเรียนรู้และเหมาะกับการศึกษาค้นคว้า และมีข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน พบจุดอ่อน การขาดงบประมาณ ขาดบุคลากรให้ความรู้ ขาดความพร้อมในการจัดการท่องเที่ยว ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวการตลาดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โอกาสที่พบ มีนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีรูปแบบการท่องเที่ยวหลากหลาย อุปสรรคที่พบ ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกในการรองรับการท่องเที่ยว และ 4) แนวทางการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 4 จังหวัด คือ ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง (1) กลยุทธ์การจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวจากเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพระนางจามเทวีและสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (2) กลยุทธ์ด้านความร่วมมือ (3) กลยุทธ์การสื่อสารการท่องเที่ยว (4) กลยุทธ์ด้านค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว</p>
2025-09-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/article/view/267846
ปัจจัยในการตัดสินใจของนักเดินทางชาวไทยที่มาท่องเที่ยวในจังหวัดลำพูน
2023-09-11T17:16:32+07:00
สายพิน สุภาษี
aomsay.pin1@gmail.com
ยุทธการ ไวยอาภา
yutthakarn@mju.ac.th
กีรติ ตระการศิริวานิช
keerati@mju.ac.th
และคณะ
aomsay.pin1@gmail.com
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมนักเดินทางชาวไทยที่มาท่องเที่ยวในจังหวัดลำพูน 2) ศึกษาความคิดเห็นต่อระดับความคาดหวังของนักเดินทางชาวไทยที่มาท่องเที่ยวในจังหวัดลำพูน และ 3) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวในจังหวัดลำพูนของนักเดินทางชาวไทย โดยใช้แบบสอบถาม จำนวน 400 ตัวอย่าง การวิเคราะห์ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 61 ปีขึ้นไป ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป สถานภาพสมรส ระดับอนุปริญญา/ปวส. มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่าหรือเท่ากับ 15,000 บาท มีพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวแบบปลีกตัวหาความเพลิดเพลินและพักผ่อนหย่อนใจ เน้นการทำกิจกรรมทางการท่องเที่ยวเพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย ชื่นชอบกิจกรรมที่ฟื้นฟูด้านจิตใจและร่างกาย เดินทางมาพร้อมกับครอบครัวโดยรถยนต์ส่วนบุคคล และมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดลำพูน และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง และเชียงราย 2) ผลการศึกษาด้านความคาดหวังของนักเดินทางชาวไทยที่มาท่องเที่ยวในจังหวัดลำพูนต่อแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจบริการท่องเที่ยว พบว่า ส่วนใหญ่มีความคาดหวังต่อด้านการให้บริการ โดยเจ้าหน้าที่ที่มีความพร้อม มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของนักเดินทาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางการท่องเที่ยว และรองลงมาคือ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก การมีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวภายในบริเวณแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำประปา สัญญาณโทรศัพท์มือถือ สัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สาย ห้องสุขา มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว สะอาด รองรับความต้องการของสตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ รวมถึงการจัดการภายในแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เพื่อการรองรับการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) ผลการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักเดินทางชาวไทยที่มาท่องเที่ยวในจังหวัดลำพูน พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวส่วนใหญ่ คือ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ รองลงมาคือ ปัจจัยด้านกายภาพของแหล่งท่องเที่ยว</p>
2025-09-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/article/view/267268
กิจกรรมท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์: ช่องทางการสร้างรายได้ผ่านกระบวนการมัคคุเทศก์ชุมชน
2023-09-14T09:47:25+07:00
มยุรดา มหิพันธุ์
mayuradaksu@gmail.com
ฟุ้งเกียรติ มหิพันธุ์
fungkiat@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ที่ก่อให้เกิดการจ่ายเงินของนักท่องเที่ยว และเพื่อพัฒนามัคคุเทศก์ชุมชนที่สอดคล้องกับกิจกรรมท่องเที่ยวดังกล่าวการได้มาซึ่งข้อมูลของงานวิจัยนี้ใช้การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมเป็นการศึกษาด้วยวิธีวิจัยแบบภาคสนามโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการท่องเที่ยวในชุมชน รวมทั้งการประชุมกลุ่มย่อยระดมความคิดกับชาวบ้านในชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในพื้นที่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ทรัพยากรการท่องเที่ยวในชุมชนสามารถออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ก่อให้เกิดการจ่ายเงินของนักท่องเที่ยวได้ 7 กิจกรรม ได้แก่ การทำมาลัยไม้ไผ่ การทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ การปักผ้าทอมือ การเรียนทำอาหารผู้ไท การทำสบู่รังไหม การทำภาชนะจักสาน และการทำของชำร่วย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต ศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของคนในชุมชน และมีการพัฒนามัคคุเทศก์ในชุมชนให้เป็น “มัคคุเทศก์ชุมชนต้นแบบ” จำนวน 17 คน และ “อาสาสมัครยุวมัคคุเทศก์ชุมชน” จำนวน 52 คน รวมทั้งสิ้น 69 คน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้สมบูรณ์มากขึ้น เพราะมัคคุเทศก์จะเป็นสื่อกลางระหว่างนักท่องเที่ยวกับสินค้าและบริการทาง การท่องเที่ยว เป็นผู้จูงใจและกระตุ้นการใช้จ่ายเงินของนักท่องเที่ยวและเพิ่มโอกาสการกระจายรายได้ในชุมชน</p>
2025-09-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/article/view/265715
การจัดการการวิเคราะห์ความต้องการฝึกอบรมในธุรกิจร้านอาหาร
2023-08-16T13:20:07+07:00
อุษณีษ์ เสวกวัชรี
ousanee.sawagvudcharee@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ ศึกษาเพิ่มความรู้เกี่ยวกับฟังก์ชันการวิเคราะห์ความต้องการการฝึกอบรม (Training Needs Analysis: TNA) เพื่อช่วยดำเนินการย้ายความรู้ในธุรกิจร้านอาหาร มีคำถามการวิจัยคือ “<em>ความสัมพันธ์แบบไหนระหว่างการวิเคราะห์ความต้องการการฝึกอบรมและการโยกย้ายความรู้ที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจร้านอาหาร</em><em>?</em>” ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อุตสาหกรรมร้านอาหารต้องเผชิญกับปัญหาหลายประการ เช่น ด้านการบริหาร ด้านการจัดการ และด้านการตลาด รวมถึงการลาออกของพนักงานที่สูง ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ชัดเจน ความรู้ ทักษะไม่เท่าเทียมกัน มีการไหลออกของทักษะและความรู้ และขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ยากลำบาก ซับซ้อน และซ้ำซ้อน เนื่องจากปัญหาเหล่านี้ การฝึกอบรมพนักงานในธุรกิจร้านอาหารที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องยาก การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการรวบรวม วิเคราะห์ และตีความข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวเลขโดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร มีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และใช้การสะท้อนคิดและการวิเคราะห์หาองค์ประกอบหลักของข้อมูล การระบุการวิเคราะห์ความต้องการการฝึกอบรมเบื้องต้นโดยอิงตามความเข้าใจพื้นฐานของประสิทธิภาพการทำงานในธุรกิจร้านอาหาร และพัฒนาแบบจำลองแนวคิดที่เกี่ยวข้องซึ่งสามารถช่วยบรรลุเป้าหมายงานวิจัยนี้</p>
2025-09-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/article/view/265606
การนำเสนอรูปแบบการดำเนินการเชิงกลยุทธ์ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดราชบุรี เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: กรณีศึกษาในจังหวัดราชบุรี ประเทศไทย
2023-05-18T14:17:39+07:00
ธชธร อิทธิโอภากร
dhouchatorn.it@dtc.ac.th
ศิริชัย พฤฒิกุลประดับ
victorsirichai@gmail.com
<p>งานวิจัยแบบผสมผสานนี้ มีสามวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความภักดีต่อสถานที่ท่องเที่ยวจากมุมมองของการพัฒนาและปรับใช้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดราชบุรี 2) เพื่อสำรวจมุมมองที่มีร่วมกันของผู้ให้ข้อมูลหลักเกี่ยวกับการดำเนินการเชิงกลยุทธ์ของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของราชบุรี การพัฒนาและการนำไปใช้กลยุทธ์นั้น ๆ และ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์สำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความน่าสนใจด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดราชบุรีในภาพรวม โดยกลุ่มประชากรเป้าหมายคือคนไทยที่เคยท่องเที่ยวในจังหวัดราชบุรี ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามแบบมีโครงสร้างในการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ และการสัมภาษณ์เชิงลึกสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือ ประสบการณ์ที่แท้จริง ความหมาย วัฒนธรรมท้องถิ่น ภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยว ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำ รองลงมาคือการมีส่วนร่วม และปัจจัยที่มีผลน้อยที่สุดคือความรู้ โดยปัจจัยเหล่านี้ถูกจัดลำดับความสำคัญและนำไปเปรียบเทียบกับประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงของผู้ให้ข้อมูลเพื่อในไปพัฒนารูปแบบเชิงกลยุทธ์ ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ผ่านการใช้เทคนิคเดลฟาย 2 ครั้ง คำแนะนำสำหรับการเสริมสร้างความภักดีของจุดหมายปลายทางที่มีต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ได้แก่ การเข้าถึงความรู้ด้านวัฒนธรรม การฝึกอบรมที่สามารถปรับแต่งได้และออกแบบเฉพาะเจาะจงเฉพาะกลุ่ม กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ การส่งเสริมนวัตกรรมและการท่องเที่ยวที่เป็นระบบ และการประสานงานในท้องถิ่น</p>
2025-09-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/article/view/268419
ประโยชน์ของการจัดการความเสี่ยงองค์กรต่อการเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยว: บทบาทตัวแปรกำกับของทำเลที่ตั้ง
2023-11-28T12:25:40+07:00
สิปปวิชญ์ วงศ์สุวัฒน์
sippavitch.w@psu.ac.th
วิภาดา เถาธรรมพิทักษ์
wipada.t@psu.ac.th
ศันสนีย์ เกียรติคีรี
sansanee.k@psu.ac.th
<p>การวิจัยเชิงปริมาณนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาอิทธิพลของการดำเนินการบริหารความเสี่ยงองค์กรต่อการเติบโตของธุรกิจ และตรวจสอบบทบาทตัวแปรกำกับของทำเลที่ตั้งของธุรกิจการท่องเที่ยวระหว่างการดำเนินการบริหารความเสี่ยงองค์กรและการเติบโตของธุรกิจ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก ผู้เข้าร่วมการสำรวจประกอบด้วยเจ้าของธุรกิจการท่องเที่ยวตามแนวชายฝั่งอันดามันของประเทศไทยจำนวน 419 ราย ผลกระทบของการจัดการความเสี่ยงองค์กรที่มีต่อการเติบโตของธุรกิจถูกตรวจสอบทางสถิติทั้งในภาพรวมและบริบทของแต่ละจังหวัดโดยการวิเคราะห์การถดถอยและเครื่องมือในการคัดเลือกตัวแปร ผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลเชิงบวกการดำเนินการบริหารความเสี่ยงองค์กรที่มีต่อการเติบโตของธุรกิจและทำเลที่ตั้งที่มีบทบาทเชิงบวกในฐานะตัวแปรกำกับ การดำเนินการบริหารความเสี่ยงองค์กรถือเป็นแนวคิดสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตขององค์กร อย่างไรก็ตาม มีผลการศึกษาเพียงไม่กี่ชิ้นที่ยืนยันอิทธิพลของการจัดการความเสี่ยงที่มีต่อการเติบโตของธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุนี้ การวิจัยนี้จึงพยายามที่จะเติมเต็มช่องว่างการวิจัยด้วยการนำเสนอแนวคิดและการนำไปใช้เชิงปฏิบัติติที่เกี่ยวข้อง</p>
2025-09-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย