วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat <h3>วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย (Journal of Thai Hospitality and Tourism)</h3> <p> ตามที่ ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (ศูนย์ TCI) ได้ประกาศผลการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล ACI และ TCI รอบที่ 4 ซึ่งวารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย ได้รับผลการประเมินและจัดให้อยู่ในฐานข้อมูลวารสาร <span style="text-decoration: underline;">กลุ่มที่ 1</span> เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572 โดยทางวารสารฯ จะพัฒนาผลงานเพื่อมาตรฐานที่สูงขึ้นต่อไป </p> <p>ทั้งนี้ วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย มีกำหนดตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ (เดือนมกราคม – มิถุนายน และ เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม)</p> <h3>ขอบเขตของวารสาร</h3> <p>บทความที่รับพิจารณาต้องเป็นบทความวิจัย บทความวิชาการ งานพินิจหนังสือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ </p> <h3>ISSN 1905-6303 (Print)</h3> <h3>ISSN 2985-184X (Online) </h3> <h3>วัตถุประสงค์</h3> <p>1. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวและสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง</p> <p>2. เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนให้คณาจารย์ผลิตผลงานวิชาการและการค้นคว้าวิจัย</p> <p>3. เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการด้านการท่องเที่ยวให้แก่องค์กรที่เกี่ยวข้อง</p> <p>4. เพื่อรวบรวมและเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านการท่องเที่ยวและสาขาที่เกี่ยวข้อง</p> <p><img src="http://upic.me/i/k9/color_icon03.gif" /><img src="http://upic.me/i/k9/color_icon03.gif" /> ประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญในสาขาจำนวน 3 ท่าน (Double-Blind Review)</p> <p><img src="http://upic.me/i/k9/color_icon03.gif" /><img src="http://upic.me/i/k9/color_icon03.gif" /> <strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์: </strong>บทความละ 3,000 บาท เรียกเก็บเมื่อบทความผ่านการตรวจสอบขั้นแรกจากกองบรรณาธิการ</p> <p><img src="http://upic.me/i/k9/color_icon03.gif" /><img src="http://upic.me/i/k9/color_icon03.gif" /> กรุณาสอบถามคิวตีพิมพ์ก่อนการส่งพิจารณา</p> Tourism Academic Association of Thailand (TAAT) en-US วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย 1905-6303 การพัฒนาระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชน ด้วยสื่อมัลติมีเดียบนฐานอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นของอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/article/view/273268 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจและรวบรวมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และ 2) เพื่อจัดทำระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อเรียนรู้อัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นของอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และเว็บไซต์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและจัดทำผลิตภัณฑ์ชุมชน และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สนใจสถานที่ท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชน อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ที่เข้ามาใช้งานระบบในช่วงเดือนสิงหาคม 2565 จำนวนทั้งหมด 49 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ระบบสารสนเทศ และ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยสื่อมัลติมีเดียบนฐานอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นของอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แหล่งท่องเที่ยวในอำเภอพร้าวส่วนใหญ่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ส่วนผลิตภัณฑ์ชุมชนอำเภอพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP และรัฐวิสาหกิจชุมชน และ 2) ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อเรียนรู้อัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นของอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านสื่อออนไลน์และเว็บไซต์ โดยใช้โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ URL: https://phraoinfo.com/ การทำงานหลักของระบบ ได้แก่ เมนูสถานที่ท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชน และนำเสนอข้อมูลชุมชนบนแผนที่ แสดงตำแหน่งจริง ระยะห่างจากชุมชนหนึ่งไปยังชุมชนหนึ่ง ทั้งจากการประเมินด้วยสายตาและการคำนวณจากเครื่องมือ Google Map และพบว่าผู้ใช้งานระบบสารสนเทศ มีความพึงพอใจในภาพรวมในระดับมากคือ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.44</p> ณัฐญาย์ สมาเกตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-06 2026-03-06 21 1 3 16 เที่ยวทิพย์ฝ่าวิกฤต COVID-19: นวัตกรรมการท่องเที่ยววิถีใหม่ด้วยเทคโนโลยีการท่องเที่ยวเสมือนจริง เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/article/view/275089 <p>จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย แต่กลับประสบปัญหาการลดลงของนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การพัฒนานวัตกรรมด้านการท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริงจึงถูกมองว่าเป็นแนวทางที่สามารถช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมนี้ ส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูล และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าสนใจ แม้ในช่วงเวลาที่การเดินทางถูกจำกัด ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้การวิจัยในเรื่องนี้มีความสำคัญและจำเป็นต้องดำเนินการ</p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการท่องเที่ยววิถีใหม่ด้วยเทคโนโลยีการท่องเที่ยวเสมือนจริง และยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี และ 2) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีการท่องเที่ยวเสมือนจริง ผู้วิจัยได้กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธี Quota Sampling จากแหล่งท่องเที่ยวละ 20 คนของทั้ง 5 แห่ง และเก็บรวบรวมข้อมูลแบบบังเอิญ จำนวน 100 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพื้นฐานค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการจัดกลุ่มเนื้อหาเพื่อระบุประเด็นที่สำคัญ และประเมินผลความพึงพอใจในการใช้งานนวัตกรรมจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ซึ่งสามารถนำไปสู่แนวทางการพัฒนานวัตกรรมการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวและชุมชน และอธิบายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นวัตกรรมการท่องเที่ยววิถีใหม่ด้วยเทคโนโลยีการท่องเที่ยวเสมือนจริง หรือ “เที่ยวทิพย์” Ubon Virtual Tour" เป็นเว็บไซต์ที่ใช้เทคโนโลยีการท่องเที่ยวเสมือนจริง โดยช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสำรวจและสัมผัสประสบการณ์แหล่งท่องเที่ยวได้เสมือนจริงผ่านมุมมอง 360° พร้อมฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจ เช่น การแสดงภาพพาโนรามา เสียงบรรยาย และการแชร์ข้อมูลบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และ 2) การส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีการท่องเที่ยวเสมือนจริงผ่านเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน จังหวัดอุบลราชธานี จัดกิจกรรมค่ายเด็กดิจิทัล เผยแพร่และสาธิตเว็บไซต์ Ubon Virtual Tour จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ 5 แห่ง พร้อม QR Code เชื่อมโยงสู่เว็บไซต์ ผู้ใช้เว็บไซต์มีความพึงพอใจอยู่ในระดับสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.44, S.D = 0.68) สะท้อนถึงความแปลกใหม่และความสะดวกในการใช้งาน โดยช่วยลดข้อจำกัดด้านการเดินทาง ขยายการเข้าถึง และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แปลกใหม่ อีกทั้งยังเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนานวัตกรรมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในอนาคต ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวและชุมชนในท้องถิ่น</p> กษมา ดอกดวง บุญมี โททำ ชานนท์ จังกาจิตต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-06 2026-03-06 21 1 17 30 ศักยภาพทางการท่องเที่ยวในพื้นที่ของอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/article/view/271754 <p>บทความเรื่องนี้ เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบธุรกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพทางการท่องเที่ยวในพื้นที่ของอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ประชากรในการวิจัยคือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 200 ราย และสมาชิกชมรมการท่องเที่ยวอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 34 ราย โดยใช้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ตลอดจนการวิเคราะห์เนื้อหา ในการวัดศักยภาพของพื้นที่ ได้วัดผ่านระดับการตอบสนองและการตัดสินใจซื้อของนักท่องเที่ยวใน 5 มิติ ครอบคลุมมิติด้านการเลือกเวลาในการซื้อ การเลือกผู้ขาย การเลือกตราสินค้า การเลือกปริมาณในการซื้อ และการเลือกผลิตภัณฑ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวประเมินศักยภาพของพื้นที่ผ่านระดับการตอบสนอง และการตัดสินใจซื้อในระดับที่มาก 4 มิติ คือ ลำดับที่ 1 มิติด้านการเลือกเวลาในการซื้อในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 2.52) ลำดับที่ 2 ศักยภาพของพื้นที่ในมิติด้านการเลือกผู้ขายในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 2.45) ลำดับที่ 3 ศักยภาพของพื้นที่ในมิติด้านการเลือกตราสินค้าในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 2.37) ลำดับที่ 4 ศักยภาพของพื้นที่ในมิติด้านการเลือกปริมาณในการซื้อในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 2.36) และศักยภาพของพื้นที่ในมิติด้านการเลือกผลิตภัณฑ์ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.25) จากการสัมภาษณ์อุปทานทางการท่องเที่ยวพบว่า ศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ สามารถจำแนกออกเป็น 3 ด้าน คือ 1) ศักยภาพด้านแหล่งท่องเที่ยว 2) ศักยภาพด้านกิจกรรมท่องเที่ยว/โปรแกรมการท่องเที่ยว และ 3) ศักยภาพด้านการบริการเสริมและการมีส่วนร่วมของประชาชน</p> นีนาถ ศังขะศิลปิน และคณะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-06 2026-03-06 21 1 31 46 แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ จังหวัดขอนแก่น https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/article/view/267458 <p>การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพและความพร้อมด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งนำเสนอแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ในจังหวัดขอนแก่น งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพโดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 21 คน ซึ่งมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอันประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และชุมชน การวิเคราะห์เนื้อหาเป็นเครื่องมือที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้ให้ข้อมูลหลักส่วนใหญ่มีความเห็นว่าศักยภาพของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมนั้นต้องมีสิ่งดึงดูดใจที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่นั้นอันประกอบไปด้วยวัฒนธรรม 5 ประเภท ได้แก่ ประเภทโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ ประเภทวัฒนธรรมพื้นบ้านอาหารท้องถิ่น ประเภทดนตรี ประเภทประเพณีความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและงานเทศกาล และประเภทศิลปะหัตถกรรม ด้านความพร้อมในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ในจังหวัดขอนแก่นนั้น พบว่า จังหวัดขอนแก่นมีความพร้อมด้านวัฒนธรรมที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ความพร้อมด้านการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเพื่อนำไปสู่การพัฒนา และความพร้อมด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู เผยแพร่ และการสร้างคุณค่าให้กับแหล่งท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ยังคงมีส่วนที่ต้องปรับปรุงและพัฒนา ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการ ด้านระบบข้อมูล และด้านความปลอดภัย</p> <p>ข้อค้นพบดังกล่าวนำไปสู่แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ในจังหวัดขอนแก่น ทั้ง 4 มิติ ดังนี้ มิติที่ 1 ด้านการบริหารจัดการ มิติที่ 2 ด้านการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยว มิติที่ 3 ด้านการส่งเสริมชุมชนและแหล่งท่องเที่ยว และมิติที่ 4 ด้านการพัฒนาสื่อเพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่</p> วัชระ เชียงกูล พุทธศักดิ์ กำจร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-06 2026-03-06 21 1 47 60 การพัฒนามัคคุเทศก์วัยเก๋าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนเกาะลัดอีแท่น จังหวัดนครปฐม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/article/view/268309 <p>การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทการท่องเที่ยวโดยชุมชนเกาะลัดอีแท่น จังหวัดนครปฐม 2) ศึกษาความต้องการของนักท่องเที่ยวต่อคุณสมบัติของมัคคุเทศก์วัยเก๋า 3) พัฒนามัคคุเทศก์วัยเก๋าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนเกาะลัดอีแท่น จังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้สูงอายุในชุมชนท่องเที่ยวเกาะลัดอีแท่น คนในชุมชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชนและนักท่องเที่ยว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) การท่องเที่ยวชุมชนเกาะลัดอีแท่น ครอบคลุมพื้นที่จำนวน 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลไร่ขิง ตำบลบางเตย และตำบลทรงคนอง อยู่ในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นพื้นที่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีการร่วมกลุ่มก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกาะลัดอีแท่น ให้บริการด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน จุดเด่นในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเกาะลัดอีแท่น ปัจจุบันมีทั้งหมด 6 จุดหลักสำหรับการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ ได้แก่ วัดไร่ขิง ตลาดคลองผีเสื้อ พิพิธภัณฑ์วิถีชีวิตชุมชนคลองผีเสื้อ บ้านสวนบางเตยโฮมสเตย์ วัดทรงคนอง และไร่แสนรักษ์ (ศูนย์การเรียนรู้การปลูกพืชในระบบอินทรีย์) 2) ความต้องการของนักท่องเที่ยวต่อคุณสมบัติของมัคคุเทศก์วัยเก๋าที่อยู่ในระดับมากที่สุด มีดังนี้ คุณลักษณะพื้นฐานของมัคคุเทศก์วัยเก๋า ประกอบไปด้วยด้านบุคลิกภาพ ด้านมนุษยสัมพันธ์และด้านวิชาชีพ ถัดมาคือการพัฒนามัคคุเทศก์วัยเก๋า ประกอบไปด้วย ทัศนคติต่ออาชีพ ความรอบรู้ การใช้ภาษา ทักษะต่าง ๆ และจิตบริการ 3) การพัฒนามัคคุเทศก์วัยเก๋า เกิดกระบวนการเรียนรู้ในการดำเนินกิจกรรม นำไปสู่การพัฒนามัคคุเทศก์วัยเก๋า เกิดการพัฒนาและสร้างศักยภาพให้แก่ผู้สูงอายุ ทั้งคุณลักษณะพื้นฐานและทักษะที่ดีของการเป็นมัคคุเทศก์ โปรแกรมและเส้นทางการท่องเที่ยว กิจกรรม ระยะเวลา มีความสอดคล้องและเหมาะสมกับมัคคุเทศก์วัยเก๋า ผลการทดลองกิจกรรม นักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจมากที่สุด ดังนี้ การให้บริการและโปรแกรมในการทำกิจกรรมการท่องเที่ยว ด้านการให้บริการ มัคคุเทศก์วัยเก๋ามีการให้บริการด้วยความสุภาพและเป็นมิตร กระบวนการและขั้นตอนการให้บริการ มีระยะเวลาการให้บริการที่เหมาะสมกับมัคคุเทศก์วัยเก๋า เส้นทางโปรแกรมและกิจกรรมในการท่องเที่ยวมีความน่าสนใจ ความรู้และการสื่อสาร มัคคุเทศก์วัยเก๋ามีความรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในจุดต่าง ๆ เป็นอย่างดี</p> มัชฌิมา อุดมศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-06 2026-03-06 21 1 61 74 การพัฒนาความร่วมมือและเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนบนฐานวัฒนธรรมวิถีพุทธในอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/article/view/275032 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาความร่วมมือและเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนบนฐานวัฒนธรรมวิถีพุทธในอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยแบบผสม เป็นการวิจัยและพัฒนา ประชากรกลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนในอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี จำนวน 400 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน และการสนทนากลุ่ม จำนวน 12 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 17 คน ใช้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของความร่วมมือและเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนบนฐานรากวัฒนธรรมวิถีพุทธในอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี อยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.48) โดยด้านที่มากที่สุดคือ ด้านระบบการติดต่อสื่อสารและการมีกิจกรรมร่วมกัน ส่วนสภาพปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.44) โดยด้านที่มากที่สุดคือ ด้านบุคลากร</p> <p>2) การพัฒนาความร่วมมือและเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนบนฐานรากวัฒนธรรมวิถีพุทธในอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ประกอบด้วย 1 วิสัยทัศน์ 5 ยุทธศาสตร์ 15 กลยุทธ์ 43 ตัวชี้วัด และ 45 โครงการ </p> <p>3) การประเมินแผนการพัฒนาความร่วมมือและเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนบนฐานรากวัฒนธรรมวิถีพุทธในอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พบว่า วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์ ทุกด้านมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ประสาน เจริญศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-06 2026-03-06 21 1 75 86 การสร้างอัตลักษณ์จุดหมายปลายทางเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ่านมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ด้วยแบรนด์ต้นแบบเพื่อการตลาดการท่องเที่ยวสีเขียว: กรณีศึกษาประเทศจีน ประเทศเมียนมาร์ ประเทศไทย และประเทศออสเตรเลีย https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/article/view/270626 <p>วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ คือการทำความเข้าใจมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เพื่อสร้างอัตลักษณ์จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้วยแบรนด์ต้นแบบ (Brand Archetypes) เพื่อการตลาดการท่องเที่ยวสีเขียว มีคำถามการวิจัยว่า "มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้สามารถใช้เพื่อสร้างอัตลักษณ์จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ยั่งยืนโดยใช้แบรนด์ต้นแบบเพื่อการท่องเที่ยวสีเขียวได้อย่างไร" เพราะธุรกิจการท่องเที่ยวประสบปัญหาไม่สามารถเน้นจุดแข็งหรือสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจนเพื่อชักชวนนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมซ้ำ ๆ ศึกษาข้อมูล ใช้เวลาอยู่ ณ สถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ และซื้อสินค้าบริการต่าง ๆ จากแหล่งเหล่านั้น การสร้างอัตลักษณ์และทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความตระหนักถึงแบรนด์จุดหมายปลายทางแต่ละแห่งที่เชื่อมโยงกับมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้สามารถสร้างความท้าทาย ความแตกต่าง และความน่าสนใจสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และการสังเกตแบบไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์เชิงวิจารณ์ และการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการวิจัยพบว่ามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของแต่ละประเทศยังคงต้องการการสร้างและพัฒนาแบรนด์ต้นแบบจากกลิ่นอายของวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมถึงการวิเคราะห์อัตลักษณ์มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในเชิงลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมุมมองการตลาดการท่องเที่ยวสีเขียว</p> อุษณีษ์ เสวกวัชรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-06 2026-03-06 21 1 87 100 อิทธิพลของทฤษฎีผลักดัน-ดึงดูดที่ส่งผลต่อความตั้งใจกลับมาเที่ยวซ้ำของนักท่องเที่ยวชาวจีนในกรุงเทพมหานคร โดยมีการรับรู้คุณค่าเป็นตัวแปรส่งผ่าน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/tourismtaat/article/view/278723 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของทฤษฎีผลักดัน-ดึงดูดที่ส่งผลต่อความตั้งใจกลับมาเที่ยวซ้ำของนักท่องเที่ยวชาวจีนในกรุงเทพมหานคร โดยมีการรับรู้คุณค่าเป็นตัวแปรส่งผ่าน ในการศึกษาครั้งนี้มีขนาดกลุ่มตัวอย่าง 435 คน ซึ่งมีเหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์ SEM ในการวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยมีเลือกสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก ข้อมูลถูกรวบรวมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น WeChat, Douyin และ Xiaohongshu ผู้วิจัยใช้ AMOS เพื่อตรวจสอบสมมติฐานการวิจัย ผลการศึกษาครั้งนี้ พบว่า แบบจำลองปัจจัยยืนยันของอิทธิพลของทฤษฎีผลักดัน-ดึงดูดที่ส่งผลต่อความตั้งใจกลับมาเที่ยวซ้ำของนักท่องเที่ยวชาวจีนในกรุงเทพมหานคร โดยมีการรับรู้คุณค่าเป็นตัวแปรส่งผ่าน ได้รับการยืนยันด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square = 77.662, df = 50, P = 0.07, CMIN/DF = 1.553, RMSEA = 0.035, GFI = 0.971, AGFI= 0.956, CFI = 0.991, NFI = 0.975, IFI = 0.98). ดังนั้นสมมติฐานทั้งหมดได้รับการยืนยันด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์</p> เหยาปิง หลิว ภารัตน์ รุณ หลุ่ยจา หยาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-06 2026-03-06 21 1 101 115