วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/yru_human <p>วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เป็นเอกสารวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพ ในลักษณะของบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ (การเงิน การบัญชี การจัดการ โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว) ศึกษาศาสตร์ (การวัดและประเมินผล บริหารการศึกษา หลักสูตรและการสอน วิจัยทางการศึกษา) วิจัยทางด้านสังคม และพัฒนาชุมชน <strong>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ จำนวน</strong><strong> 2 คน </strong>โดย<strong>ประเมินแบบ Double-Blinded review</strong> เผยแพร่แบบออนไลน์ (ISSN: 2985-1424 (Online)) ปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม และฉบับที่ 3 ประจำเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม) </p> Southern Border Research and Development Institute, Yala Rajabhat University th-TH วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา 2985-1424 <p>บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลานี้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาก่อนเท่านั้น</p> สภาพปัจจุบัน ปัญหาและแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายที่ใช้ภาษามลายูถิ่นเป็นภาษาแม่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/yru_human/article/view/279898 <p>การวิจัยนี้ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายที่ใช้ภาษามลายูถิ่นเป็นภาษาแม่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานเชิงอธิบาย กลุ่มที่ศึกษาเป็นครูวิทยาศาสตร์จำนวน 150 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสำรวจรายการเกี่ยวกับแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่เป็นปัญหาและอุปสรรคในการเรียนรู้ของนักเรียน และ 2) แบบสัมภาษณ์ครูเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน ปัญหาและแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเชิงรุกผ่านวิธีการสืบเสาะ หาความรู้ด้วยกิจกรรมการทดลองและสำรวจ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีแต่ยังไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน บรรยากาศการเรียนรู้ในชั้นเรียนทำให้นักเรียนมีความสนุกสนานและกระตือรือร้น โดยเฉพาะเมื่อมีการทดลองและการสำรวจ สื่อการเรียนรู้ที่ใช้มีทั้งสื่อดิจิทัล สื่อทำมือ และสื่อธรรมชาติ การสื่อสารระหว่างครูและนักเรียนใช้ภาษามลายูถิ่นร่วมกับภาษาไทย 2) ปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้คือ ภาษา และรองลงมาคือ สื่อการเรียนรู้ และ 3) แนวคิดวิทยาศาสตร์ที่เป็นอุปสรรคมากที่สุดในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 คือ แรงโน้มถ่วงของโลก (ร้อยละ 57.47) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 คือ ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต (ร้อยละ 41.25) และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คือ แรงไฟฟ้า และพลังงานไฟฟ้า (ร้อยละ 49.75) ดังนั้นควรมีการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และทักษะการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน</p> โรซวรรณา เซพโฆลาม พูรกอนนี มูซอ โซฟีลาน มะดาแฮ ชนินันท์ พฤกษ์ประมูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 21 1 1 10 บทบาทของเทศบาลเมืองหัวหินในการแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/yru_human/article/view/277445 <p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์บทบาทของเทศบาลเมืองหัวหินในการแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่ โดยผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกต่อผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนทั้งหมดจำนวน 26 คน ในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน ข้อมูลกลุ่มตัวอย่างที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อสังเคราะห์ประเด็นสำคัญและรูปแบบของข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า บทบาทของเทศบาลเมืองหัวหินแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนการก่อสร้างที่เทศบาลทำหน้าที่สนับสนุนและประสานงานโครงการ แม้จะไม่ใช่ภารกิจหลัก ระยะระหว่างการก่อสร้างที่เทศบาลแก้ไขปัญหา ผลกระทบ การจราจรและมลภาวะ ตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด และระยะหลังการก่อสร้างที่เทศบาลยังคงบรรเทาผลกระทบและเป็นตัวกลางรับข้อร้องเรียน สะท้อนภาระที่เพิ่มขึ้นและข้อจำกัดของการกระจายอำนาจ ซึ่งเทศบาลเมืองหัวหินต้องเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการก่อสร้างดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการเหล่านั้นโดยตรง ซึ่งส่งผลให้เกิดภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นจากการดำเนินงานปกติ</p> ประดิษฐ์ ชินอุดมทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 21 1 11 22 การพัฒนาสื่อมัลติมีเดียที่ส่งเสริมศักยภาพการดูแลตนเองของผู้สูงอายุ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาสุขภาวะผู้สูงวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so04.tci-thaijo.org/index.php/yru_human/article/view/279876 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) พัฒนาสื่อมัลติมีเดียที่ส่งเสริมศักยภาพการดูแลตนเองของผู้สูงอายุ 2) ศึกษาคุณภาพของสื่อมัลติมีเดียที่ส่งเสริมศักยภาพการดูแลตนเองของผู้สูงอายุ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้สูงอายุที่มีต่อสื่อมัลติมีเดียที่ส่งเสริมศักยภาพการดูแลตนเองของผู้สูงอายุ 4) ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีของผู้สูงอายุที่มีต่อสื่อมัลติมีเดียที่ส่งเสริมศักยภาพการดูแลตนเองของผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่ใช้บริการในศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาสุขภาวะผู้สูงวัยมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จำนวน 30 คน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย การวิจัยมี 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนาโมเดล ระยะที่ 2 การตรวจสอบความตรงของโมเดล ระยะที่ 3 การใช้โมเดล เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่อง การล้างพิษด้วยสมุนไพร รวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาสื่อมัลติมีเดียที่ส่งเสริมศักยภาพการดูแลตนเองของผู้สูงอายุ ประกอบด้วย การพอกสมุนไพร การประคบสมุนไพร การอบสมุนไพร การแช่ด้วยสมุนไพร และการอาบด้วยสมุนไพร 2) การศึกษาคุณภาพของสื่อมัลติมีเดียที่ส่งเสริมศักยภาพการดูแลตนเองของผู้สูงอายุ มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.53) 3) ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.56) 4) การศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีของผู้สูงอายุอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.61) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สื่อมัลติมีเดียสามารถส่งเสริมศักยภาพการดูแลตนเองของผู้สูงอายุได้ ผู้วิจัยจึงขอเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาสื่อมัลติมีเดียในเรื่องอื่น ๆ เช่น การบริหารร่างกายสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมศักยภาพการดูแลตนเองของผู้สูงอายุต่อไป</p> เพ็ญนภา คำแพง พนิดา กมุทชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 21 1 23 33 การจัดการเรียนรู้เชิงรุกในวิชาภาษาจีน : สภาพการณ์ ปัญหา และความคิดเห็นของนักเรียน ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดภูเก็ต https://so04.tci-thaijo.org/index.php/yru_human/article/view/279062 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการณ์ของการเรียนรู้เชิงรุกในวิชาภาษาจีน 2) ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการเรียนรู้เชิงรุก และ 3) ความคิดเห็นของนักเรียนที่เรียนภาษาจีนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดภูเก็ต การวิจัยใช้การวิจัยแบบผสม โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามลักษณะของแบบสอบถามเป็นมาตรวัดประเมินค่าแบบลิเคิร์ท จากกลุ่มตัวอย่าง 307 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับนักเรียน 14 คน ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุกอยู่ในระดับสูง กิจกรรมที่ดำเนินบ่อย ได้แก่ การคัดแก้งานด้วยตนเอง การสืบค้นข้อมูลออนไลน์ และการเล่นเกมเพื่อการเรียนรู้ นักเรียนมีทัศนคติเชิงบวกต่อกิจกรรมดังกล่าวเห็นว่า ช่วยเพิ่มความสนุก การมีส่วนร่วม และการประยุกต์ใช้จริง อย่างไรก็ตามพบข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การขาดโอกาสฝึกสนทนากับเจ้าของภาษาออนไลน์ ภาระงานจากการทำโครงงาน และข้อจำกัดด้านเวลาสำหรับการเขียนบันทึกประจำวัน ข้อเสนอแนะ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เพิ่มโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเจ้าของภาษา การอบรมครูเพื่อออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับระดับความสามารถ และการบริหารเวลาเรียนให้เอื้อต่อการปฏิบัติจริง ผลการวิจัยนี้มีประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายและการจัดการเรียนรู้ภาษาจีนให้สอดคล้องกับบริบทโรงเรียนไทยและทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21</p> พิทยา ลิ่มบุตร นาฏกานต์ ดิลท์ส เกศินี ชัยศรี ศุภชัย แจ้งใจ ติณณวิทย์ ลีลาเศรษฐกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 21 1 34 42 การรับรู้ของผู้มาเยือนต่อคุณค่าแหล่งมรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจาน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/yru_human/article/view/279637 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้คุณค่าและปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับการรับรู้คุณค่าของแหล่งมรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจาน โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวชาวไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มาเยือนอุทยานแห่งชาติในกลุ่มป่าแก่งกระจาน ได้แก่ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และอุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน จำนวน 495 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ความคิดเห็นต่อการสื่อสารคุณค่าของแหล่งมรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจานภาพรวมอยู่ในระดับมาก การรับรู้คุณค่าของแหล่งมรดกโลกอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงลำดับการรับรู้คุณค่าทั้ง 4 ด้านของแหล่งมรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจานพบว่า การรับรู้คุณค่าทางด้านอารมณ์มีระดับมากที่สุด และน้อยที่สุดคือ คุณค่าทางด้านสังคม เมื่อทดสอบปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าของแหล่งมรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจานพบว่า ระยะเวลาอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ความรู้เกี่ยวกับแหล่งมรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจาน และความคิดเห็นต่อการสื่อสารคุณค่า มีส่งผลต่อระดับการรับรู้คุณค่าแหล่งมรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ผลจากการศึกษาควรมีการยกระดับส่งเสริมการรับรู้คุณค่าของอุทยานแห่งชาติทั้ง 3 แห่ง โดยมีการออกแบบหรือจัดกิจกรรมกลุ่มนักท่องเที่ยวแสดงถึงความเชื่อมโยงมรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจานและความต่อเนื่องของกิจกรรม</p> เจษฎาภรณ์ ผลสุข อุษารดี ภู่มาลี นภวรรณ ฐานะกาญจน์ พงษ์เขียว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 21 1 43 52 มุมมองและความเข้าใจของครูต่างศาสตร์ที่มีต่อสะเต็มศึกษาและการบูรณาการสะเต็ม https://so04.tci-thaijo.org/index.php/yru_human/article/view/280198 <p>การวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามุมมองของครูจาก 4 ศาสตร์ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ช่างอุตสาหกรรมศิลป์ และคณิตศาสตร์ ที่มีต่อสะเต็มศึกษาและการบูรณาการสะเต็ม โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ภาพวาดแนวคิด และการสังเคราะห์เอกสารเป็นเครื่องมือสำคัญ ผลการวิจัยเสนอกรอบโครงสร้างใหม่ที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติของศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานความรู้ของครูแต่ละคน ซึ่งหล่อหลอมกรอบคิดการสอน และกำหนด แนวทางการจัดการเรียนรู้สะเต็ม ตลอดจนระดับของการบูรณาการที่นำไปใช้จริงในห้องเรียน ผลการศึกษาพบว่า ครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มักเลือกใช้การเรียนรู้ที่มีโครงสร้าง เช่น การสืบเสาะหาความรู้และการออกแบบเชิงวิศวกรรม โดยมองสะเต็มศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงและการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เกิดการบูรณาการในรูปแบบพหุวิทยาการเชิงลำดับขั้น ในขณะที่ครูเทคโนโลยีและครูช่างอุตสาหกรรมศิลป์เน้นกิจกรรมสร้างชิ้นงานและปฏิบัติจริง แต่มักขาดการเชื่อมโยงเชิงทฤษฎี จึงสะท้อนระดับการบูรณาการแบบคู่ขนาน หรือยึดศาสตร์ตนเองเป็นศูนย์กลาง ข้อค้นพบสำคัญชี้ว่า การเข้าใจฐานคิดของครูในแต่ละศาสตร์จะช่วยออกแบบการพัฒนาครูได้ตรงจุดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยให้ครูได้ตระหนักถึงกรอบคิดของตนเอง เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์ และสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้สะเต็มให้ลุ่มลึกและสมดุลยิ่งขึ้น</p> สุพรรณวดี ประสงค์ เอกรัตน์ ทานาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 21 1 53 64 แนวทางการบริหารงานทรัพยากรของวิทยาลัยการอาชีพในจังหวัดแม่ฮ่องสอน https://so04.tci-thaijo.org/index.php/yru_human/article/view/279505 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงผสานวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการจำเป็นในการบริหารงานทรัพยากร 2) ศึกษาและพัฒนาแนวทาง และ 3) ตรวจสอบและประเมินแนวทาง กลุ่มตัวอย่างในวิจัยเชิงปริมาณประกอบด้วย ผู้บริหาร ครู และเจ้าหน้าที่ จำนวน 102 คน ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 คน และผู้มีส่วนได้เสีย จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยวิธี PNI และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานทรัพยากรของวิทยาลัยการอาชีพในจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีสภาพปัจจุบันในระดับปานกลาง มีความต้องการในระดับมาก และมีความต้องการจำเป็นต้องพัฒนา (PNI<sub>Modified</sub> = 0.253) 2) แนวทางการบริหารงานทรัพยากรประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 2.1) ด้านการบริหารงบประมาณ โดยการใช้งบประมาณให้สอดคล้องแผนพัฒนาและนโยบาย พร้อมจัดสรรงบประมาณตามกรอบที่ได้รับอย่างเหมาะสม 2.2) ด้านการบริหารงานการเงิน โดยกำหนดหลักเกณฑ์ยืมเงินทดรองจ่ายมีระบบแจ้งเตือนลูกหนี้เงินยืม และอบรมเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจระเบียบ 2.3) ด้านการบริหารงานบัญชี โดยจัดอบรมการใช้งานระบบ GFMIS 2.4) ด้านการบริหารงานพัสดุ โดยจัดทำคู่มือ การจำหน่ายพัสดุ 2.5) ด้านการบริหารทรัพยากรด้วยหลัก 4M โดยใช้หลักการบริหาร 4M ในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) ผลการตรวจสอบและประเมินแนวในภาพรวมมีความเหมาะสมมากที่สุด และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้ในการบริหารงานทรัพยากร ผู้บริหารควรติดตามประเมินผลการบริหารเพื่อให้สามารถปรับปรุงและพัฒนาการบริหารได้อย่างต่อเนื่อง</p> อพิเชษฐ อุดมผล ณัฐิยา ตันตรานนท์ ประพันธ์ ธรรมไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 21 1 65 74 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการจัดสวัสดิการสังคมระดับท้องถิ่นในช่วงหลังสถานการณ์สภาวะวิกฤต โรคติดเชื้อโควิด-19 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/yru_human/article/view/278991 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดสวัสดิการสังคมระดับท้องถิ่นและผลกระทบในช่วงหลังสถานการณ์สภาวะวิกฤตโรคติดเชื้อโควิด-19 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อศึกษาปัจจัยการจัดสวัสดิการสังคมระดับท้องถิ่นที่ส่งผลกระทบในช่วงหลังสถานการณ์สภาวะวิกฤตโรคติดเชื้อโควิด-19 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเพื่อศึกษาแนวทางและการแก้ไขปัญหาการจัดสวัสดิการสังคมระดับท้องถิ่นในช่วงหลังสถานการณ์สภาวะวิกฤตโรคติดเชื้อโควิด-19 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 395 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ทดสอบค่าไค-สแควร์ หาค่าความสอดคล้องได้เท่ากับ 0.97 หาค่าความเชื่อมั่นได้เท่ากับ 0.91 และแบบสัมภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่า การจัดสวัสดิการสังคมระดับท้องถิ่นและผลกระทบในช่วงหลังสถานการณ์สภาวะวิกฤตโรคติดเชื้อโควิด-19 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ปัจจัยการจัดสวัสดิการสังคมระดับท้องถิ่นไม่มีผลกระทบในช่วงหลังสถานการณ์สภาวะวิกฤตโรคติดเชื้อโควิด-19 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แนวทางและการแก้ไขปัญหาการจัดสวัสดิการสังคมระดับท้องถิ่นในช่วงหลังสถานการณ์สภาวะวิกฤตโรคติดเชื้อโควิด-19 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือ ภาครัฐควรวางแผนนโยบายด้านสิทธิประโยชน์สวัสดิการด้านการศึกษา อำนวยความสะดวกการจัดสวัสดิการให้ประชาชนได้รับสิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า ให้ประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์ในการจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ด้อยโอกาส จัดสวัสดิการให้ประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์การคุ้มครองแรงงาน วางแผนแก้ไขปัญหาที่เกิดผลเสียในการเกิดความเครียดวิตกกังวลมีปัญหาทางสุขภาพจิตและเจ็บป่วยด้วยโรคทางจิตเวชที่เพิ่มขึ้น</p> สุธี โกสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 21 1 75 85 การพัฒนารูปแบบการสอนคณิตศาสตร์การเงินในโรงเรียนสำหรับโรงเรียนขยายโอกาส จังหวัดกาฬสินธุ์ https://so04.tci-thaijo.org/index.php/yru_human/article/view/279478 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอนคณิตศาสตร์การเงินในโรงเรียนขยายโอกาส 2) เปรียบเทียบความฉลาดรู้การเงินของนักเรียนก่อนและหลังใช้รูปแบบการสอนคณิตศาสตร์การเงิน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการถ่ายทอดรูปแบบการสอนคณิตศาสตร์การเงินสำหรับครู กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียน จำนวน 144 คน ที่ได้จากการสุ่มอย่างง่าย และครู จำนวน 47 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์การเงิน 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดความฉลาดรู้การเงินของนักเรียน และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการถ่ายทอดรูปแบบการสอนคณิตศาสตร์การเงินสำหรับครู การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการสอนคณิตศาสตร์การเงินในโรงเรียนขยายโอกาสมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.67 , S.D. = 0.56) 2) ความฉลาดรู้การเงินของนักเรียนหลังใช้รูปแบบการสอนสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) ครูมีความพึงพอใจต่อการถ่ายทอดรูปแบบการสอนคณิตศาสตร์การเงินในโรงเรียนขยายโอกาส ภาพรวมอยู่ระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.78 , S.D. = 0.40) ชี้ให้เห็นว่า ควรพัฒนารูปแบบการสอนคณิตศาสตร์การเงิน และปัจจัยที่ส่งผลต่อความฉลาดรู้การเงินดังที่กระทรวงศึกษาธิการ มีความมุ่งหมายให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความฉลาดรู้การเงิน</p> ปนัดดา สังข์ศรีแก้ว สุวรรณวัฒน์ เทียนยุทธกุล อนันตพร พุทธัสสะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 21 1 86 96 การพัฒนาหลักสูตรนักสื่อความหมายด้านการท่องเที่ยวในชุมชนพหุวัฒนธรรมอำเภอเบตง จังหวัดยะลา https://so04.tci-thaijo.org/index.php/yru_human/article/view/279695 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหา กระบวนการทำงาน และสิ่งสนับสนุนของนักสื่อความหมายด้านการท่องเที่ยวในชุมชนพหุวัฒนธรรมอำเภอเบตง จังหวัดยะลา 2) พัฒนาหลักสูตรนักสื่อความหมายด้านการท่องเที่ยวในชุมชนพหุวัฒนธรรมอำเภอเบตง จังหวัดยะลา 3) ทดลองใช้หลักสูตรนักสื่อความหมายด้านการท่องเที่ยวในชุมชนพหุวัฒนธรรมอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และ 4) ประเมินและปรับปรุงหลักสูตรนักสื่อความหมายด้านการท่องเที่ยวในชุมชนพหุวัฒนธรรมอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างคือ นักสื่อความหมายในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง จำแนกเป็น กลุ่มศึกษาปัญหา 80 คน และกลุ่มทดลองใช้หลักสูตร 40 คน ซึ่งแบ่งย่อยเป็นกลุ่มทดลองนำร่อง 10 คน และกลุ่มทดลองใช้จริง 30 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัญหา แบบประเมินความเหมาะสม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบประเมินความพึงพอใจ และการประเมินประสิทธิภาพและคุณค่าของหลักสูตร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหา กระบวนการทำงานของนักสื่อความหมายโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมี 7 หน่วยการเรียนรู้ รวม 22 ชั่วโมง ผลการประเมินคุณภาพและความเหมาะสมของหลักสูตรอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผู้เข้าอบรมทั้งสองกลุ่มมีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรในระดับมากที่สุด และ 4) ประสิทธิภาพและคุณค่าของหลักสูตรโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีจุดเด่นด้านความครอบคลุมของเนื้อหาและการสร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่น ข้อเสนอแนะคือ ควรเพิ่มชั่วโมง ฝึกปฏิบัติทักษะการสื่อสารเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้เข้าอบรม</p> มิสรอ จูมะ อิสมาแอล มะสาแม อรรัตน์ เจริญพรทิพย์ ศศิกาญจน์ ชีถนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 21 1 97 107