การบรรเลงเพลงมาร์ชของนักดนตรีแตรวงชาวบ้านในจังหวัดราชบุรี
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมา สภาพการบรรเลงเพลงมาร์ช การบันทึกโน้ต การสืบทอดเพลงมาร์ช และสภาพการประกอบอาชีพนักดนตรีแตรวงชาวบ้านในจังหวัดราชบุรี ศึกษาสภาพปัญหาของการบรรเลงเพลงมาร์ช แนวทางการแก้ไขปัญหา แนวทางการอนุรักษ์สืบสาน การบรรเลงเพลงมาร์ชของคณะแตรวงชาวบ้านในจังหวัดราชบุรี ศึกษาโครงสร้างเพลงมาร์ช การวิเคราะห์เพลงมาร์ชที่บรรเลงโดยคณะแตรวงชาวบ้านในจังหวัดราชบุรีโดยยึดหลักการองค์ประกอบดนตรีสากล
ผลจากการศึกษา พบว่า การบรรเลงเพลงมาร์ชของคณะแตรวงชาวบ้านในจังหวัดราชบุรี มีความเป็นมายาวนานกว่า 90 ปี เพลงมาร์ชใช้บรรเลงเฉพาะงานมงคล และบรรเลงเป็นเพลงแรก หลังการไหว้ครู นักดนตรีที่มีความสำคัญต่อการบรรเลงเพลงมาร์ชของคณะแตรวงชาวบ้านในจังหวัดราชบุรี ได้แก่ นายแกละ จ้อยเจริญ (ร้อยตรีหมื่นศัพท์โสตเสนาะ) นายเปลว จ้อยเจริญ นายอรุณ แสงทอง นายบุญนาค เทพรอด นายคลาย คำประดิษฐ์ นายทวี พันธุ นายนันต์ แสงทอง นายชอุ่ม คงประดิษฐ์ และนายสมาน กันเกตุ นักดนตรีแตรวงชาวบ้านสืบทอดการบรรเลงเพลงมาร์ชโดยอาศัยความจำเป็นหลัก บันทึกโน้ตในรูปแบบที่คิดค้นขึ้นจากภูมิปัญญา นักดนตรีมีรายได้เวลาละ 300 - 1,000 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับความสามารถ ส่วนใหญ่มีงานรับจ้าง 3 - 4 เวลาต่อเดือน ช่วงงานอุปสมบทมีงานประมาณ 10 งานต่อเดือน
เพลงมาร์ชของคณะแตรวงชาวบ้านในจังหวัดราชบุรีในอดีตบรรเลงได้มากกว่า 50 เพลง ปัจจุบันบรรเลงได้ 1 - 3 เพลง ทำให้เสี่ยงต่อการสูญหาย เกิดจากปัญหาต่าง ๆ ได้แก่ ปัญหา การบรรเลงไม่ถูกต้องตามทำนองหลักและแนวทางการบรรเลง ความนิยมในการบรรเลงเพลงมาร์ช ปัญหาจากตัวนักดนตรี ปัญหาจากการบรรเลงในงานอุปสมบท รายได้จากการประกอบอาชีพนักดนตรีแตรวงชาวบ้าน การสืบทอดการบรรเลง และการสืบทอดคณะแตรวงชาวบ้าน
ผู้วิจัยดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์สืบสานการบรรเลงเพลงมาร์ชของคณะแตรวงชาวบ้านในจังหวัดราชบุรีเพื่อแก้ไขปัญหาความเสี่ยงต่อการสูญหายของการบรรเลงเพลงมาร์ช ผลจากการดำเนินกิจกรรม พบว่า ได้รับการตอบสนองอย่างดีจากผู้ร่วมกิจกรรมได้แก่นักดนตรีแตรวงชาวบ้านในจังหวัดราชบุรี อาจารย์สอนดนตรี นักศึกษา และบุคคลทั่วไป สร้างกำลังใจให้แก่นักดนตรีแตรวงชาวบ้าน ทำให้เกิดการตื่นตัวและร่วมกันอนุรักษ์สืบสานการบรรเลงเพลงมาร์ช
เพลงมาร์ชที่นักดนตรีแตรวงชาวบ้านในจังหวัดราชบุรีนำมาบรรเลงเป็นเพลงมาร์ชที่ได้รับ สืบทอดจากครูแตร มีโครงสร้างตามองค์ประกอบดนตรีสากล คือ ทำนองแบบตามขั้นและข้ามขั้นผสมผสานกันในแต่ละเพลงอยู่ในระบบเรียงเสียงและมีศูนย์กลางเสียงที่ชัดเจน อัตราจังหวะสองธรรมดา จังหวะไม่ซับซ้อน ใช้ความเข้มเสียงดังเบาในการบรรเลง เสียงประสานเกิดขึ้นในรูปแบบขั้นคู่ มีสีสันเสียงจากเครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมไม้ เครื่องลมทองเหลืองและเครื่องตี เนื้อดนตรีแนวเดียว และสังคีตลักษณ์มีการซ้ำในแต่ละตอน
ผู้วิจัยเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหา ดังนี้ นักดนตรีแตรวงชาวบ้านในจังหวัดราชบุรี ควรเข้าร่วมกิจกรรมการฝึกหัดฝึกซ้อมการบรรเลงเพลงมาร์ชกับกลุ่มเครือข่ายนักดนตรีแตรวงชาวบ้านในจังหวัดราชบุรีเพื่อให้การบรรเลงเพลงมาร์ชมีความแม่นยำในทำนองและแนวทาง การบรรเลง หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับนักดนตรี หัวหน้าคณะแตรวงชาวบ้านควรกำหนดให้นักดนตรีรุ่นใหม่ฝึกหัดเพลงมาร์ชเป็นเพลงแรก 1 – 3 เพลง และนำเพลงมาร์ชมาบรรเลงในงานต่าง ๆ ให้มากขึ้น หน่วยงานภาครัฐและเอกชนควรส่งเสริมสนับสนุนแตรวงชาวบ้านบรรเลงในกิจกรรมต่าง ๆ โดยสนับสนุนค่าตอบแทนการบรรเลงตามความเหมาะสม
Article Details
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ
เอกสารอ้างอิง
พูนพิศ อมาตยกุล, และณัฐชยา นัจจนาวากุล (บ.ก.). (2559). แตรสยาม. กรุงเทพฯ: อัมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง.
สธน โรจนตระกูล. (2559). แตรวง. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
อติภพ ภัทรเดชไพศาล. (2556). เสียงเพลง วัฒนธรรม อำนาจ. กรุงเทพฯ: มติชน.
Stolba, K. M. (1998). The Development of Western Music. (3rd ed.). New York: Mcgraw – Hill.
Grout, D. J, Burkholder, J. P., and Palisca, C. V. (2006). A history of Western music. (7th ed.). New York : W. W. Norton & Company.