การศึกษาการให้ความหมายเพศวิถีและพฤติกรรมทางเพศของนักศึกษาหญิง ในเขตภาคเหนือตอนล่าง

ผู้แต่ง

  • ดร.สมศรี คะสัน -

คำสำคัญ:

เพศวิถี, กระบวนการขัดเกลาทางสังคม, พฤติกรรมทางเพศ, สุขภาวะทางเพศ, นักศึกษาหญิง

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการขัดเกลาทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อการให้ความหมาย ความคิด และความเชื่อเกี่ยวกับเพศวิถีของนักศึกษาหญิง 2) ศึกษาการให้ความหมายและมุมมองเกี่ยวกับเพศวิถีที่นักศึกษาหญิงสร้างขึ้น และ 3) ศึกษาประสบการณ์ด้านสุขภาวะทางเพศของนักศึกษาหญิงในเขตภาคเหนือตอนล่าง งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัย
แบบผสมผสาน เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มย่อย โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการตีความ ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษาหญิงยังคงได้รับอิทธิพลจากค่านิยมดั้งเดิม เช่น ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และควรมีบทบาทตามเพศของผู้หญิง โดยให้ความหมาย “เพศวิถี” ครอบคลุมทั้งความรัก ความสัมพันธ์ อารมณ์ และความหลากหลายทางเพศ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมและอิทธิพลของสื่อดิจิทัลยุคปัจจุบัน ผลจากกระบวนการขัดเกลาทางสังคม พบว่า ครอบครัว โรงเรียน เพื่อน และสื่อออนไลน์มีบทบาทร่วมกันในการกำหนดความคิดและพฤติกรรมทางเพศ โดยครอบครัวที่มีการเรียนรู้และสื่อสารเรื่องเพศวิถีเชิงบวก ส่งผลให้นักศึกษาหญิงมีความรู้และพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสมมากขึ้น ขณะที่โรงเรียนเน้นการสอนเพศศึกษาในเชิงวิชาการและด้านร่างกายมากกว่ามิติทางสังคมและอารมณ์ ส่วนเพื่อนและสื่อออนไลน์เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญในการสื่อสารเรื่องเพศวิถี ประสบการณ์สุขภาวะทางเพศ พบว่า ส่วนใหญ่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ในช่วงอายุประมาณ 18–19 ปี
ในบริบทของความสัมพันธ์และความรัก บางส่วนมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไม่ใช้ถุงยางอนามัยในครั้งแรก (ร้อยละ 54.8)
แต่ส่วนใหญ่มีความรู้และตระหนักถึงการป้องกันเพิ่มขึ้น ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า เพศวิถีของนักศึกษาหญิงเป็นผลจากปัจจัย
ทางครอบครัว สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และสื่อดิจิทัล ดังนั้น การส่งเสริมสุขภาวะทางเพศควรดำเนินการแบบองค์รวม เพื่อพัฒนาความรู้ ทัศนคติ และทักษะการตัดสินใจด้านเพศอย่างเหมาะสมและปลอดภัย เพื่อให้นักศึกษาหญิงสามารถดำเนินชีวิตทางเพศได้อย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และมีสุขภาวะที่ดี

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงสาธารณสุข. (2566). รายงานสถานการณ์การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นของประเทศไทย. กรุงเทพฯ:

สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2565). รายงานสถานการณ์เด็กและเยาวชนไทยกับพฤติกรรม

การใช้สื่อออนไลน์. กรุงเทพมหานคร: สสส.

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (2566). นโยบายยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาวัยรุ่น. อุตรดิตถ์ : สำนักงานสาธารณสุข

จังหวัด

Berger, P. L., & Luckmann, T. (1966). The Social Construction of Reality: A Treatise in the

Sociology of Knowledge. New York: Anchor Books.

Lameiras-Fernández, M., Martínez-Román, R., Carrera-Fernández, M. V., & Rodríguez-Castro, Y.

(2021). Sex education in the spotlight: What is working? Systematic review. International Journal of Environmental Research and Public Health, 18(5), Article 2555. doi.org

Fine, M. (1988). Sexuality, Schooling, and Adolescent Females: The Missing Discourse of Desire.

Harvard Educational Review, 58(1), 29–53.

Weeks, J. (2011). The Languages of Sexuality. London: Routledge.

World Health Organization. (2021a). Sexual Health and Its Linkages to Reproductive Health: An Operational Framework. Geneva: WHO.

World Health Organization. (2022b). Sexual and Reproductive Health and Rights:

An Essential Element of Universal Health Coverage. Geneva: World Health Organization.

World Health Organization. (2024). Adolescent sexual and reproductive health. Geneva: World

Health Organization.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-06-30

รูปแบบการอ้างอิง

คะสัน ส. (2026). การศึกษาการให้ความหมายเพศวิถีและพฤติกรรมทางเพศของนักศึกษาหญิง ในเขตภาคเหนือตอนล่าง. วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, 13(1), 88–100. สืบค้น จาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/johuru/article/view/284088