รูปแบบการขับเคลื่อนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อสุขภาวะ อนามัยเจริญพันธุ์ของนักเรียน

ผู้แต่ง

  • Sasithorn Kotkanta นักศึกษา หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขานวัตกรรมเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
  • Prapatson Pree-iam รองศาสตราจารย์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
  • Yupaporn Yupas รองศาสตราจารย์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

คำสำคัญ:

รูปแบบการขับเคลื่อน, ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน, สุขภาวะอนามัยเจริญพันธุ์

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน 2) เพื่อสร้างรูปแบบ 3) ทดลองใช้ และประเมินผลการนำรูปแบบ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานระหว่างวิธีวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงทดลอง  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 30 คน ครูผู้สอน จำนวน 30 คน และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 30 คน ดำเนินการสุ่ม 3 ชั้น ระยะที่ 2 สร้างรูปแบบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินผล กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนกลุ่มเสี่ยง จำนวน 30 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบประเมิน แบบบันทึกการประชุม แบบประเมินพฤติกรรมนักเรียน และแบบสังเกตแบบมีโครงสร้าง ที่มีค่าความเที่ยง 0.88 วิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้าง เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลเส้นทางโดยใช้โปรแกรมลิสเรล (LISRELL) และสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน พบว่า ปัจจัยทั้งหมด 5 ด้าน คือ ภาวะผู้นำของผู้บริหาร ความร่วมมือของครูกับผู้บริหาร ความร่วมมือของผู้ปกครองกับโรงเรียนความร่วมมือในการขับเคลื่อนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนระหว่างผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และคุณภาพนักเรียนกลุ่มเสี่ยงโดยรวมมีประมาณค่า เห็นด้วยระดับมากในทุกด้าน 2) ผลการสร้างรูปแบบโดยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพนักเรียนกลุ่มเสี่ยง พบว่า ค่าความเหมาะสมรายข้ออยู่ในระดับเห็นด้วยและโดยรวมสอดคล้อง ได้รูปแบบการขับเคลื่อนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อสุขภาวะอนามัยเจริญพันธ์ของนักเรียน 3) ผลการทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบ พบว่า ด้านสัมพันธภาพทางสังคมมีความสำคัญที่สุด คุณภาพนักเรียนกลุ่มเสี่ยงมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยมีอิทธิพลทางตรงกับความร่วมมือของครู ค่า R2= 0.90 และความร่วมมือในการขับเคลื่อนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อสุขภาวะอนามัยเจริญพันธุ์ค่า R2= 0.84 มีอิทธิพลทางอ้อมกับความร่วมมือของผู้ปกครองกับโรงเรียน ค่า R2= 0.86กับ ัยสำคัญทางสถิติโดยมี และความร่วมมือในการขับเคลื่อนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อสุขภาวะอนามัยเจริญพันธุ์ของนักเรียน ค่า R2= 0.84

เอกสารอ้างอิง

1. Ramathibodi Hospital. Statistics of Ramathibodi Hospital.
Bangkok: Ramathibodi Hospital, 2013.

2. Prapatson Pree-iam. Sex education school And life skills to prevent
pregnancy problems in teens. Mahasarakham Rajabhat University, 2557. Thai.

3. Robbins, Stephen P. Essentials of Organizational Behavior. (4thed.).
Englewood Cliff,. NJ: Prentice – Hall, 1994.

4. Ambrose M. L, Kulik T C. Ole Friends, New Faces: Motivation Research
in the 1990, Journal of Management. 25(3): 231-292, 1999.

5. Hoy W K, Miskel C G Educational Administration: Theory Research
and Practice. 3rd ed. New York: Random House, 1987.

6. Cherrington D J. Organizational Behavior. Massachusetts:
Allyn and Bacon, 1994.

7. Luthans F. Organizational Behavior. Singapore: McGraw-Hill Book
Co-Singapore, 1992.

8. Kraft R T, Pradro S Educational Planning as a Vehicle for System
Change, Educational Technology, 11(5), 1977.

9. Epstein J L et al. School, Family and Community Partnerships.
Your Handbook for action. Thousand Oaks, California :
Corwin Press, Inc, 1997.

10. Davis K, New strom J. W. Human behavior at work:
Organizational behavior. (8th ed.). New York: McGraw-Hill, 1994.

11. Arnstein S R. Ladder of Citizen Participation. Journal of American
Institute of Planners. 35(4): 216-24, 1991.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2019-07-31

รูปแบบการอ้างอิง

Kotkanta, S., Pree-iam, P., & Yupas, Y. (2019). รูปแบบการขับเคลื่อนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อสุขภาวะ อนามัยเจริญพันธุ์ของนักเรียน. วารสารวิจัย มข. (ฉบับบัณฑิตศึกษา) สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 7(2), 163–173. สืบค้น จาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/gskkuhs/article/view/206780

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย (Articles)