ระบบการแสวงหาพยานหลักฐานในคดีทุจริตการเลือกตั้ง
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิเคราะห์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบการแสวงหาพยานหลักฐานในคดีทุจริตการเลือกตั้ง ใช้วิธีการวิจัยเอกสารวิเคราะห์และนำเสนอแบบเชิงพรรณา ผลการวิจัยระบบการแสวงหาพยานหลักฐานในคดีทุจริตการเลือกตั้งพบว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จะกำหนดให้ศาลฎีกานําสํานวนการสืบสวนหรือไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหลักในการพิจารณาก็ตาม แต่ก็ได้เคยมีคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดวางแนววินิจฉัยไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.26/2557 คดีหมายเลขดำที่ ฟ.7/2554 ว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่มีมติว่าผู้ฟ้องคดีได้กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามมาตรา 85 (1) แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีผลผูกพันองค์กรที่มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ แต่ไม่มีผลผูกพันศาลซึ่งเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการที่มีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีและสามารถตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสม ในการนี้ศาลปกครองจะรับฟังพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานผู้เชี่ยวชาญ หรือพยานหลักฐานอื่นนอกเหนือจากพยานหลักฐานของคู่กรณีได้ตามที่เห็นสมควร ตามบทบัญญัติมาตรา 197 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และมาตรา 55 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ดังนั้น ศาลปกครองย่อมมีอำนาจดุลพินิจอย่างอิสระที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามรูปคดีโดยไม่จำต้องยึดถือพยานหลักฐานจากสำนวนคดีของผู้ร้องสอดแต่อย่างใด ด้วยเหตุดังกล่าว ในการพิจารณาของศาลฎีกาในคดีที่มีการทุจริตการเลือกตั้งตามมาตรา 226 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงไม่ถูกบังคับให้ต้องวินิจฉัยคดีโดยยึดถือเพียงแค่สำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ศาลฎีกาสามารถแสวงหาพยานหลักฐานอื่น ๆ เพิ่มเติมได้