การศึกษาปริวรรตบทสู่ขวัญ สำนวนที่ถูกบันทึกไว้ที่สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

ผู้แต่ง

  • สริยกานต์ ยี่เก็งเอี่ยม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

คำสำคัญ:

การปริวรรต, บทสู่ขวัญ, ศิลปะการประพันธ์

บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ปริวรรตใบลานบทสู่ขวัญจากอักษรธรรมเป็นอักษรไทยปัจจุบัน  และ 2) ศึกษาศิลปะการประพันธ์ที่ปรากฏในบทสู่ขวัญ สำนวนที่ถูกบันทึกไว้ที่สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี โดยผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีทางคติชนวิทยา และภาษาเป็นเครื่องมือในการศึกษาวิเคราะห์    ส่วนการนำเสนอผลการวิจัยโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์(Descriptive  Analysis)  ผลการศึกษาพบว่า 1) วรรณกรรมบทสู่ขวัญ มีจำนวน  1 ผูก 38 หน้า เนื้อเรื่องสมบูรณ์   ไม่ระบุชื่อผู้แต่ง ไม่ปรากฏที่มา พบว่าถูกบันทึกเป็นไฟล์รูปภาพไว้ที่สาขาวิชาภาษาไทย  ซึ่งมีบทสู่ขวัญที่ปรากฏในหนังสือก้อมผูกนี้มีบทสู่ขวัญ       3  บทสู่ขวัญ คือ  บทสู่ขวัญพา  มีทั้งหมด 6 ลานก้อม  จำนวน 12 หน้า   บทเอิ้นขวัญคนป่วย  มีทั้งหมด 6 ลานก้อม  จำนวน  11 หน้า  และบทสู่ขวัญนาค มีทั้งหมด 7 ลานก้อม  จำนวน  14 หน้า ทั้งหมดจารด้วยอักษรธรรมอีสาน  2) ศิลปะการประพันธ์ พบว่า ด้านรูปแบบการใช้ภาษา มีการใช้ภาษาบาลีสลับกับภาษาไทยท้องถิ่นอีสาน   โดยยกข้อความบาลีขึ้นต้นเรื่องสั้นๆ แล้วกล่าวเนื้อหาแต่ละตอนความด้วยภาษาไทยท้องถิ่นอีสานซึ่งมีการแทรกบาลีบ้างบางคำ ส่วนจบเรื่องจบด้วยบาลี  ด้านการเลือกใช้ถ้อยคำ  ผู้ประพันธ์เลือกใช้ถ้อยคำนุ่มนวล อ่อนโยน , ถ้อยคำจริงจัง เคร่งขรึม , คำเลียนเสียง,  การใช้คำแสดงอาการ,  การใช้คำซ้ำ  และการเล่นคำเป็นชุด  ด้านการใช้โวหารการเขียน  มีการใช้โวหาร  4 แบบ คือ บรรยายโวหาร  เทศนาโวหาร สาธกโวหาร และอุปมาโวหาร  ด้านการใช้สัญลักษณ์ (Symbol) ผู้แต่งใช้สัญลักษณ์อยู่ 4 กลุ่ม คือ สัญลักษณ์แทนความอุดมสมบูรณ์ สัญลักษณ์แทนความวิปริตผิดแปลก  สัญลักษณ์แทนความดีงาม และสัญลักษณ์แทนความชั่วร้าย ส่วนลักษณะคำประพันธ์บทสู่ขวัญ ทั้ง 3  บท ใช้คำประพันธ์ประเภทฮ่ายยาวหรือร่ายยาวซึ่งเป็นฮ่ายพิเศษไม่ค่อยมีกฎเกณฑ์แน่นอนนัก  อาศัยหลักความสัมผัสความคล้องจองต่อเนื่องกันไปบางวรรคมีคำ  เยิ่นเย้อ  ตามปกติฮ่ายนี้วรรคหนึ่ง ๆ มีกำหนดตั้งแต่ 5 คำ ถึง 14 คำ ลักษณะจะสัมผัสคำใดในวรรคก็ได้อาจเป็นต้นวรรคกลางหรือท้ายวรรคก็ได้

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2022-03-03

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย (Research article)