การเลือกใช้ภาษาบนป้ายร้านในย่านการค้าบางแสนโทชิน: การศึกษาตามแนวภูมิทัศน์ทางภาษา
DOI:
https://doi.org/10.14456/arjla.2025.11คำสำคัญ:
การเลือกใช้ภาษา, ภูมิทัศน์ทางภาษา, ป้ายร้าน, ย่านการค้าบางแสนโทชินบทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเลือกใช้ภาษาและวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้ภาษาบนป้ายร้านในย่านการค้าบางแสนโทชิน จังหวัดชลบุรี โดยเก็บข้อมูลจากป้ายธุรกิจจำนวน 33 ป้าย ผลการวิเคราะห์พบว่า ผู้ประกอบการในย่านการค้าบางแสนโทชินเลือกใช้ป้ายภาษาเดียว ป้ายสองภาษา และป้ายสามภาษา โดยพบการเลือกใช้ป้ายสองภาษามากที่สุด จำนวน 23 ป้าย คิดเป็นร้อยละ 69.70 จากจำนวนป้ายทั้งหมด เมื่อพิจารณาภาษาที่ปรากฏบนป้ายทั้งหมด พบว่าผู้ประกอบการเลือกใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาหลัก จำนวน 17 ป้าย คิดเป็นร้อยละ 51.51 ของป้ายทั้งหมด รองลงมาคือภาษาอังกฤษ จำนวน 16 ป้าย คิดเป็นร้อยละ 48.48 โดยภาษาญี่ปุ่นมักถูกใช้เป็นภาษาหลักในป้ายสองภาษาและป้ายสามภาษา ขณะที่ภาษาอังกฤษมักปรากฏในลักษณะภาษารองหรือร่วมกับภาษาอื่น ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้ภาษาญี่ปุ่น คือ ภาษาญี่ปุ่นเป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าให้สินค้าและเพิ่มความน่าสนใจเชิงพาณิชย์ ทั้งยังนำเสนออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของย่านการค้าท้องถิ่นโชเท็นไกของประเทศญี่ปุ่นในพื้นที่ประเทศไทย ซึ่งสามารถดึงดูดและตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายคือนักท่องเที่ยวได้ ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้ภาษาอังกฤษ คือ สถานะของภาษาอังกฤษในฐานะภาษาสากลที่ใช้สื่อสารกับผู้คนจากหลากหลายประเทศ ซึ่งเอื้อต่อการสื่อสารกับนักท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าใจข้อมูลและตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง
มูฮำหมัดสุกรี หะยีสะนิ. (2022). ภูมิทัศน์ทางภาษาบนป้ายร้านกาแฟในเขตชุมชนพหุภาษา. Journal of Social Sciences and Humanities Research in Asia, 28(2), 67–81.
ลักขณา ปันวิชัย. (2018, 19 กรกฎาคม). โชเทนไก. Kiji. life. ค้นคืนจาก https://kiji.life/shotenkai-japan.
ศิระวัสฐ์ กาวิละนันท์. (2567). ภูมิทัศน์ทางภาษาของป้ายธุรกิจที่กาดกองต้า จังหวัดลำปางกับความเป็นพหุวัฒนธรรมที่หายไป. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 15(1), 257–283.
สิริณทร พิกุลทอง. (2554). ภาษาบนป้ายพาณิชย์ของสถานประกอบการย่านถนนพระอาทิตย์ (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม). มหาวิทยาลัยศิลปากร, นครปฐม.
Bangsaen Toshin. (2023). バンセーン 都心 (Bangsaen Toshin): ศูนย์กลางเมืองบางแสนแห่งใหม่กับไลฟ์สไตล์ญี่ปุ่น [Facebook page]. ค้นคืนจาก https://www.facebook.com/bangsaentoshin.
Artawa, K., et al. (2023). Language choice and multilingualism on restaurant signs: A linguistic landscape analysis. International Journal Society, Culture & Language, 11(3), 258–271. https://doi.org/10.22034/ijscl.2023.2007382.3106.
Burdick, C. (2012). Mobility and language in place: A linguistic landscape of language commodification [Student research report]. CHESS Student Research Reports, University of Massachusetts Amherst. https://scholarworks.umass.edu/entities/publication/09021b86-cacd-4804-a8b9-b22d431cf61c.
Cenoz, J., & Gorter, D. (2008). The linguistic landscape as an additional source of input in second language acquisition. International Review of Applied Linguistics in Language Learning, 46(3), 267–287. https://doi.org/10.1515/IRAL.2008.012.
Halliday, M. A. K. (1978). Language as social semiotic: The social interpretation of language and meaning. London: Edward Arnold.
Landry, R., & Bourhis, R. Y. (1997). Linguistic landscape and ethnolinguistic vitality: An empirical study. Journal of Language and Social Psychology, 16(1), 23–49. https://doi.org/10.1177/0261927X970161002.
Leeman, J., & Modan, G. (2009). Commodified Language in Chinatown: A Contextualized Approach to Linguistic Landscape. Journal of Sociolinguistics, 13, 332-362. https://doi.org/10.1111/j.1467-9841.2009.00409.x.
Yoel, J. (2020). The visibility of the English language in the linguistic landscape. Theory and Practice in Language Studies, 10(9), 1052–1060. https://doi.org/10.17507/tpls.1009.13.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปศาสตร์วิชาการและวิจัย (ออนไลน์)

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารศิลปศาสตร์ปริทัศน์
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
