บทบาทของกิจกรรมดนตรีในการเสริมสร้างความสัมพันธ์และการดูแลเด็กปฐมวัยในครอบครัวเปราะบาง

ผู้แต่ง

  • ประภัสสร พวงสำลี สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว, มหาวิทยาลัยมหิดล, นครปฐม, ไทย

คำสำคัญ:

ครอบครัวเปราะบาง, กิจกรรมดนตรี, เด็กปฐมวัย, ความสัมพันธ์ในครอบครัว, การมีส่วนร่วม, พัฒนาการเด็กปฐมวัย

บทคัดย่อ

ที่มาและวัตถุประสงค์ : งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความสนใจและความพร้อมของครอบครัวเปราะบางในการนำกิจกรรมดนตรีมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อส่งเสริมการดูแลเด็กปฐมวัย การศึกษานี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดว่าดนตรีสามารถเป็นสื่อกลางที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางอารมณ์ สังคม และปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่ครอบครัวต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม งานวิจัยนี้จึงมุ่งทำความเข้าใจมุมมองของผู้ดูแลเด็กเกี่ยวกับกิจกรรมดนตรี และความเป็นไปได้ในการนำกิจกรรมดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย รวมถึงเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว

วิธีการศึกษา : การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นครอบครัวจำนวน 10 ครอบครัวในกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากโครงการที่มุ่งเสริมสร้างสุขภาวะของเด็กในบริบทที่ขาดแคลนในหลายมิติ โดยพิจารณาจากความพร้อมและความสนใจในการเข้าร่วม ครอบครัวที่ได้รับการคัดเลือกเป็นครอบครัวเปราะบางที่ได้รับการชี้เป้าโดยชุมชน และมีคุณลักษณะตรงตามเกณฑ์ความยากจนแบบพหุปัจจัย ซึ่งรวมถึงรายได้ต่ำ ขาดแคลนในหลายมิติ มีปัญหาในระบบครอบครัวและการเลี้ยงดูที่ส่งผลต่อสุขภาวะเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ต้องเข้าเกณฑ์ทุกเงื่อนไข ทั้งนี้ ครอบครัวที่เข้าร่วมต้องมีความสมัครใจและสามารถเข้าร่วมกิจกรรมดนตรีสำหรับครอบครัว ณ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล และดำเนินการเก็บข้อมูล โดยอาศัยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตพฤติกรรมของครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการ กิจกรรมดนตรีที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ (1) ทายชื่อเพลงกัน (2) โดมิโนเสียง (3) งานเต้นรำประจำบ้าน (4) นวดผ่อนคลายตามเพลง และ (5) นิทานก่อนนอน กิจกรรมทั้งหมดได้รับการออกแบบให้มีความเรียบง่าย ใช้ทรัพยากรน้อย และใช้เวลาสั้น (10-15 นาที) เพื่อลดภาระของครอบครัว อีกทั้งกิจกรรมเหล่านี้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับใช้ได้ตามความต้องการและข้อจำกัดของแต่ละครอบครัว

ผลการศึกษา : ผลการศึกษาพบว่าครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการแสดงความสนใจและมีความพร้อมสูงในการนำกิจกรรมดนตรีไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีความสนุกสนานและเน้นการมีส่วนร่วม เช่น “โดมิโนเสียงหรือโดมิโนเสียงสัตว์” ซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เข้าใจง่ายและช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายในครอบครัว กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น “งานเต้นรำประจำบ้าน” ซึ่งได้รับการตอบรับในแง่บวก เนื่องจากสามารถช่วยกระตุ้นความกระตือรือร้นในเด็กและเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่กิจกรรมที่เน้นการฟังเพลงเพียงอย่างเดียว เช่น “นวดผ่อนคลายตามเพลง” ได้รับความสนใจน้อยกว่า เนื่องจากผู้ดูแลและเด็กมีส่วนร่วมน้อยกว่ากิจกรรมอื่น ๆ จากการสัมภาษณ์พบว่าความยืดหยุ่นของกิจกรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กิจกรรมเหล่านี้ประสบความสำเร็จ ผู้ดูแลเด็กส่วนใหญ่แสดงความพึงพอใจที่สามารถปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับตารางเวลาประจำวันและความสามารถของสมาชิกในครอบครัว การที่กิจกรรมสามารถดำเนินไปได้โดยไม่รู้สึกกดดันหรือใช้ทรัพยากรมากเกินไป ทำให้สามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ ผู้ดูแลยังสังเกตเห็นผลลัพธ์เชิงบวกของกิจกรรมต่อเด็ก เช่น การเห็นความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น ความสามารถในการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ที่พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น กิจกรรมดนตรีเหล่านี้ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวโดยให้โอกาสผู้ดูแลและเด็กได้ใช้เวลาร่วมกันในลักษณะที่เป็นบวก เช่น การเล่านิทานก่อนนอนช่วยสร้างความอบอุ่นและความปลอดภัยทางอารมณ์ ขณะที่กิจกรรมงานเต้นรำประจำบ้านช่วยให้เกิดการแสดงออกทางอารมณ์ที่ดีขึ้น

บทสรุป : ผลจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมดนตรีสามารถเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยและเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของครอบครัวเปราะบางที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและโอกาส กิจกรรมที่ออกแบบมาให้เรียบง่าย ยืดหยุ่น และสามารถปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างชัดเจนต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัว งานวิจัยนี้เน้นถึงคุณค่าของการบูรณาการดนตรีเข้ากับการดูแลเด็กปฐมวัย โดยแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมดนตรีสามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้ดูแลและเด็กเข้าด้วยกันผ่านการมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกและสร้างสรรค์ โดยข้อเสนอแนะสำหรับงานวิจัยในอนาคต คือการศึกษาผลระยะยาวของกิจกรรมเหล่านี้ เพื่อประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อพัฒนาการของเด็กในช่วงเวลาที่นานขึ้น รวมถึงการศึกษาการนำกิจกรรมดนตรีไปปรับใช้กับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย เช่น ครอบครัวในพื้นที่ชนบทหรือครอบครัวที่มีเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายผลและพัฒนากิจกรรมให้ตอบสนองต่อบริบทที่แตกต่างกันมากขึ้น ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ได้แก่ การบูรณาการกิจกรรมนี้ในศูนย์พัฒนาเด็ก โรงเรียนอนุบาล หรือสร้างชุดกิจกรรมที่เหมาะสมกับครอบครัวที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร งานวิจัยนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการนำดนตรีมาประยุกต์ใช้ในบริบทของการดูแลเด็กปฐมวัย และเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนากิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาวะของเด็กและครอบครัวในอนาคต

เอกสารอ้างอิง

Charoensook, Sugree. “Arsom Music Uses Music to Develop Underprivileged Children, Becoming a Partner in Their Lives.” Matichon Online, February 26, 2019. https://www.matichon.co.th/columnists/news_1378476. (in Thai)

Creswell, John W. “Case Study Research.” In Qualitative Inquiry and Research Design: Choosing Among Five Approaches. 3rd ed., 97-102. Thousand Oaks, CA: SAGE Publications, 2013.

Faculty of Psychology, Chulalongkorn University. “Exploring Yourself Through Attachment: Attachment Styles.” Accessed March 24, 2025. https://www.psy.chula.ac.th/th/feature-articles/attachment-style/. (in Thai)

Kanchanachitra, Manasigan, Songphan Choemprayong, Kanyapat Suttikasem, and Reena Tadee. “Adapting the Family’s Work Patterns After Having Children.” In Research Brief: Caring for Vulnerable Families amid Demographic and Social Changes in Thailand, 6-8. Nakhon Pathom: Institute for Population and Social Research, Mahidol University, 2022. https://ipsr.mahidol.ac.th/wp-content/uploads/2022/03/Report-File-555.pdf. (in Thai)

Kemp, Jane, and Clare Walters. Brain Games for Preschoolers. Translated by Preeyadhorn Pitakvorarat and Mettrai Srithong. Bangkok: SE-EDUCATION Public Company Limited, 2006. (In Thai)

Laovanich, Monsikarn. “Music and Child Development.” In Raising Children with Music, 26-47. Bangkok: Amarin Baby & Kids, 2018. (In Thai)

Macfarlan, Alice. “Non-Participant Observation.” BetterEvaluation. Accessed January 21, 2022. https://www.betterevaluation.org/methods-approaches/methods/non-participant-observation.

Orenstein, Gabriel A., and Lindsay Lewis. “Erikson's Stages of Psychosocial Development.” Last modified November 7, 2022. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK556096/.

Pasiali, Varvara. “Families and Children at Risk.” In Music Therapy with Families, edited by Stine Lindahl Jacobsen and Grace Thompson, 221-242. London: Jessica Kingsley Publishers, 2016.

Plitponkarnpim, Adisak. Integrated Child Health, Development, and Protection Team for Well-Being Promotion among Children in Low Income and Multiple Deprived Families. Nakhon Pathom: National Institute for Child and Family Development, Mahidol University, 2020. (In Thai)

Plitponkarnpim, Adisak, Jirawan Klommek, Chayabhorn Tiwaree, Sawitree Krikajornkitti, Suwaree Damnernvut, Ngamta Rodsonjai, Nujana Kankaew, Busaraporn Chongcharoenthawonkul, and Marisa Nimkul. “Integrated Child Health, Development, and Protection Team for Well-being Promotion among Children in Low Income and Multiple Deprived Families.” Accessed March 24, 2025. https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/5260.

Stake, Robert E. The Art of Case Study Research. Thousand Oaks, CA: SAGE Publications, 1995.

Teggelove, Kate. “Building Stronger Families Through Music: Sing & Grow Group Programs for Families at Risk.” In Music Therapy with Families: Therapeutic Approaches and Theoretical Perspectives, edited by Stine Lindahl Jacobsen and Grace Thompson, 152-172. London: Jessica Kingsley Publishers, 2017.

Thai PBS. “Equitable Education Fund (EEF) Has Released a Report on the Learning Crisis Facing Early Primary School Children in the Aftermath of COVID-19.” Accessed October 25, 2022. https://www.thaipbs.or.th/news/content/320772. (In Thai)

Wisasa, Cheewan. E-Leng Keng Khong: A Goose’s Song. 24th ed. Bangkok: Amarin Printing, 1994. (In Thai)

Yin, Robert K. Case Study Research and Applications: Design and Methods. 6th ed. Thousand Oaks, CA: SAGE Publications, 2014.

Zhussupova, Dilshat. “Five Impacts of COVID-19 on Children in Thailand.” UNICEF Thailand. Accessed August 2, 2024. https://www.unicef.org/thailand/stories/five-impacts-covid-19-children-thailand.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-07-15

รูปแบบการอ้างอิง

พวงสำลี ป. (2025). บทบาทของกิจกรรมดนตรีในการเสริมสร้างความสัมพันธ์และการดูแลเด็กปฐมวัยในครอบครัวเปราะบาง. Mahidol Music Journal, 8(2), 157–174. สืบค้น จาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/mmj/article/view/276797

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความ