คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาท พระวิหาร : โอกาสในการสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างสันติ ระหว่างไทย – กัมพูชา
Main Article Content
บทคัดย่อ
ปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา พื้นที่ปราสาทพระวิหารเข้าสู่การพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2505 เพื่อตัดสินว่าพื้นที่ปราสาทพระวิหารเป็นของใคร ซึ่งศาลได้พิพากษาว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา และครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2556 เพื่อตีความคำพิพากษาเดิมว่าพื้นที่ใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร (Vicinity) มีขอบเขตอย่างไร ซึ่งศาลได้อธิบายว่า พื้นที่ชะง่อนผาพระวิหาร (the promontory of Preah Vihear) ดังกล่าวเป็นพื้นที่ขนาดเล็กมาก กำหนดขึ้นตามสภาพภูมิศาสตร์ ที่ประกอบขึ้นเป็นยอดเขาพระวิหาร ไม่ได้กำหนดโดยเส้นเขตแดน ไม่รวมพื้นที่ภูมะเขือ และแนะนำให้ทั้งสองประเทศจำเป็นต้องหารือกันในรายละเอียดต่อไป โดยกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ ทั้งนี้ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนพื้นที่ปราสาทพระวิหารจะสิ้นสุดลงอย่างถาวรได้ ก็ด้วยการหาทางออกร่วมกัน ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเกิดประโยชน์แก่ประชาชน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ด้านการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชายแดนของทั้งสองประเทศ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หาแนวทางการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กรณีปราสาทพระวิหาร ของประเทศไทยและกัมพูชา เพื่อยุติความขัดแย้งอย่างถาวร เป็นการเปลี่ยนวิกฤติสู่โอกาสในการสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างสันติ ซึ่งผู้เขียนได้ศึกษาโดยการรวบรวมข้อเท็จจริง สภาพแวดล้อมของปัญหา แล้วใช้หลักการวิเคราะห์ SWOT Analysis เพื่อกำหนดรูปแบบการดำเนินการ
ผลของการศึกษาพบว่ารูปแบบ (Model) ที่เหมาะสม ควรกำหนดพื้นที่ใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร (Vicinity) ตามการตีความคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ให้เป็นพื้นที่กันชน (Buffer zone) ถอนกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายออกจากพื้นที่ เหลือเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่จำเป็นสำหรับการดูแลประชาชนที่เข้ามาท่องเที่ยว สำหรับพื้นที่อื่นที่อยู่ในเขตพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ควรกำหนดเป็นพื้นที่กันชนเช่นเดียวกัน แต่จะไม่มีการวางกำลังใดๆ พร้อมทั้งควรเปิดจุดผ่านแดนเข้าสู่พื้นที่ปราสาทพระวิหารจากฝั่งประเทศไทย 2 จุด คือ จุดผ่อนปรนเพื่อการท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวจากฝั่งไทยสามารถเดินเท้าผ่านประตูเหล็กขึ้นสู่ปราสาทพระวิหารได้ โดยใช้บัตรผ่านแดนชั่วคราว และจุดผ่านแดนถาวรช่องตาเฒ่า ด้านทิศตะวันออกปราสาทพระวิหาร ให้สามารถเดินทางข้ามแดนไปยังประเทศที่สาม และขนส่งสินค้าผ่านพิธีการทางศุลกากรได้ ส่วนการเดินทางจากฝั่งประเทศกัมพูชา สามารถใช้เส้นทางจากช่องคานม้าขึ้นสู่ปราสาทพระวิหารได้เป็นปกติ ทั้งนี้ทั้งสองฝ่ายควรมองที่ประโยชน์ที่จะได้เป็นเป้าหมายหลัก การดำเนินการให้เกิดผล ควรจัดการหารือโดยผู้นำของทั้งสองประเทศ จะด้วยกลไกทวิภาคที่มีอยู่ หรือกลไกที่จัดตั้งขึ้นใหม่เฉพาะกรณีก็ได้ และหน่วยงานทุกระดับ ควรจัดให้มีช่องทางการสื่อสารการทูตภาคประชาชนเสริมด้วย
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความ ภาพ ตาราง กราฟ ข้อเขียน หรือความคิดเห็นในวารสารฉบับนี้เป็นของผู้เขียนไม่ผูกพันกับสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และทางวิชาการแต่อย่างใด
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงการต่างประเทศ. (2565). ข้อมูลที่ประชาชนไทยควรทราบ เกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหาร และการเจรจาเขตแดนไทย-ก้มพูชา. http://www.mfa.mo.th/th/content/sd5bccc5f15e39c306000b6d2?cate=5bcb4e15e39c3060006827
ฉัตรศิริ เพียรพยุห์เขตต์. (2559). การศึกษาเปรียบเทียบนโยบายต่างประเทศไทยต่อกัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหารระหว่างรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ธีรรัตน์ วินิจสกุลไทย. (2556). ปัญหาการดีความคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ : กรณีศึกษา คำขอตีความคำพิพากษาลงวันที่ 15 มิถุนายน 1962 เกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
นพดล โชติศิริ. (2556). เขตแดนไทย. จุลสารความมั่นคงศึกษา, (119).
ปณิธัศร์ ปทุมวัฒน์. (2551). ปราสาทพระวิหาร มหาสถานบนรอยเขตอธิปไตย. จุลนิติ, 5(6), 141-155.
ศักดิภัท เชาวน์ลักณ์สกุล และ สุภัทรา อำนวยสวัสดิ์. (2560). สยามกับการล่าอาณานิคมสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ.2411-2453). วารสารช่อพะยอม, 28(1), 71-78.
Charnvit Kasetsin. (2003). Thailand and Combodia: A Love-Hote Relationship. https://kyotoreview.org/issue-3-nations-and-stories/a-love-hate-relationship/