การพัฒนาตัวชี้วัดสมรรถนะประจำสายงานของข้าราชการทหารที่ทำหน้าที่สอน ในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหม
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ๑) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวชี้วัดสมรรถนะประจำสายงานของข้าราชการทหารที่ทำหน้าที่สอนในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหม ๒) เพื่อตรวจสอบความตรงของตัวชี้วัดสมรรถนะประจำสายงานของข้าราชการทหารที่ทำหน้าที่สอนในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหม มีวิธีการวิจัยสองขั้นตอนประกอบไปด้วย ๑) การพัฒนาสมรรถนะและตัวชี้วัดสมรรถนะประจำสายงานของข้าราชการทหารที่ทำหน้าที่สอนในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหม โดยการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๕ คน ๒) เพื่อตรวจสอบความตรงของตัวชี้วัดสมรรถนะประจำสายงานของข้าราชการทหารที่ทำหน้าที่สอนในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหม โดยการใช้กลุ่มตัวอย่างที่ให้ข้อมูลการวิจัย จำนวน ๒๖๐ คน
โดยสุ่มจากข้าราชการทหารที่ทำหน้าที่สอนในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหม เครื่องมือเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ ๐.๙๘ ได้รับแบบสอบถามที่สมบูรณ์กลับคืนครบทั้ง ๒๖๐ ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า ๑. สมรรถนะและตัวชี้วัดสมรรถนะประจำสายงานของข้าราชการทหารที่ทำหน้าที่สอนในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วย ๔ ด้าน ๑๓ ตัวชี้วัด ดังนี้ ๑) ด้านภาวะผู้นำครู ประกอบด้วย ๕ ตัวชี้วัด ได้แก่ มีบุคลิกภาพดี เป็นแบบอย่างที่ดี ปฏิบัติงาน
อย่างมืออาชีพ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และมีทักษะในการสื่อสาร
๒) ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ๔ ตัวชี้วัด ได้แก่ จัดทำหลักสูตรออกแบบการเรียนรู้ เลือกใช้สื่อ เทคโนโลยี นวัตกรรมและแหล่งการเรียนรู้ และวัดและประเมินผลการเรียนรู้
๓) ด้านการบริหารจัดการชั้นเรียน ประกอบด้วย ๒ ตัวชี้วัดได้แก่ จัดบรรยากาศชั้นเรียน และกำกับดูแลชั้นเรียน
๔) ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน ประกอบด้วย ๒ ตัวชี้วัดได้แก่ มีความรู้ความเข้าใจระเบียบวิธีวิจัย และทำวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน ๒. ผลการตรวจสอบเชิงยืนยัน พบว่าสมรรถนะและตัวชี้วัดสมรรถนะประจำสายงานของข้าราชการทหารที่ทำหน้าที่สอนในสถาบันการศึกษาสังกัดกระทรวงกลาโหม มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความกลมกลืน
คือ ค่า x2 = 40.06, df = 31, p-value < .05; Relative x2= 0.14; GFI = .98; AGFI = .93, RMR = .02; SRMR = .049,RMSEA = .03 แต่ละองค์ประกอบมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานอยู่ระหว่าง ๐.๖๕-๑.๐๐ แต่ละตัวชี้วัดขององค์ประกอบหลักมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานอยู่ระหว่าง ๐.๕๖-๑.๐๐
Article Details
บทความ ภาพ ตาราง กราฟ ข้อเขียน หรือความคิดเห็นในวารสารฉบับนี้เป็นของผู้เขียนไม่ผูกพันกับสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และทางวิชาการแต่อย่างใด
เอกสารอ้างอิง
กรมวิชาการ. (๒๕๔๒). แนวทางการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะดี เก่ง มีสุข. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา.
เทพรังสรรค์ จันทรังษี. (๒๕๕๖). “การพัฒนาภาวะผู้นำครูในโรงเรียนมาตรฐานสากลของโรงเรียนอนุบาลสกลนคร
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต ๑”. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๓๗(๑),
๖๘-๗๖.
ประมา ศาสตระรุจิ. (๒๕๕๐). การพัฒนาเกณฑ์สมรรถนะในการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารศูนย์เทคโนโลยี
ทางการศึกษา สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน. (วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต). มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ.
พิริยา ศิริวรรณ. ๒๕๕๙. “การสื่อสารภายในองค์กร (คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล) เรื่องที่ไม่อาจมองข้าม”.
วารสารเวชบันทึกศิริราช, ๙(๑), ๓๘-๔๓.
วนิดา วาดีเจริญ และคณะ. ๒๕๕๖. การจัดการทรัพยากรมนุษย์จากแนวคิดทฤษฎีสู่ภาคปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น.
วราภรณ์ ศรีวิโรจน์. (ม.ป.ป.). เอกสารประกอบการสอน รายวิชา ๑๐๒๖๓๐๒ การจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน
(Learning and Classroom Management). ม.ป.ท.
ศศิธร ขันติธรางกูร. ๒๕๕๑. “การจัดการชั้นเรียนของครูมืออาชีพ.” วารสารครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย, ๑(๒), ๑-๑๙.
สันติ บุญภิรมย์. ๒๕๕๗. การบริหารจัดการในห้องเรียน. กรุงเทพฯ : ทริปเพิ้ล เอ็ดดูเคชั่น.
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (๒๕๔๐). การบริหารโรงเรียนประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: คุรุสภา.
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน. (๒๕๔๘). “การปรับใช้สมรรถนะในการบริหารทรัพยากรมนุษย์” สืบค้นเมื่อ
๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐, จาก http: //kromchol.rid.go.th/person/compent/competency.pdf
สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน. (๒๕๕๗). สรุปสาระสำคัญการประชุมวิชาการ อภิวัฒน์
การเรียนรู้สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย. ม.ป.ท.
Mc Clelland, David C. 1973. Testing for Competence Rather than for “Intelligence”. American
Phychologist, 28(1), 1-14