การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบระบบผู้ตรวจการแผ่นดินของไทยกับต่างประเทศ : บทเรียนเพื่อการพัฒนา
คำสำคัญ:
ผู้ตรวจการแผ่นดิน, การวิเคราะห์เปรียบเทียบ, การพัฒนาองค์กร, การบริหารรัฐกิจ, ธรรมาภิบาลบทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์เปรียบเทียบระบบผู้ตรวจการแผ่นดินระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2560-2565 โดยมุ่งศึกษาสถาบันผู้ตรวจการแผ่นดินในประเทศต้นแบบอย่างสวีเดน กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีบริบทใกล้เคียงกับไทยอย่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์ การศึกษาได้วิเคราะห์เปรียบเทียบใน 4 มิติหลัก ได้แก่ โครงสร้างองค์กร อำนาจหน้าที่ การบังคับใช้อำนาจ และการใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน ผลการศึกษาพบว่าประเทศที่มีอัตราความสำเร็จในการแก้ไขเรื่องร้องเรียนสูงกว่าร้อยละ 80 มีลักษณะร่วมกันสามประการ คือ การมีอำนาจบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการปฏิบัติงาน และการได้รับความร่วมมือที่ดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ประเทศไทยมีอัตราความสำเร็จในการแก้ไขเรื่องร้องเรียนเพียงร้อยละ 65 และใช้ระยะเวลาดำเนินการเฉลี่ย 6 เดือน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศที่ศึกษา บทความนี้ได้เสนอแนวทางการพัฒนาระบบผู้ตรวจการแผ่นดินไทยสามประการ ได้แก่ การเสริมสร้างกลไกการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการรับเรื่องร้องเรียนและติดตามผล และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคประชาสังคม
เอกสารอ้างอิง
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. (2563). การปฏิรูประบบผู้ตรวจการแผ่นดินไทย: ข้อเสนอเพื่อการพัฒนา. วารสาร
รัฐศาสตร์และ รัฐประศาสนศาสตร์, 11(2), 45-68.
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. (2563). การพัฒนาระบบผู้ตรวจการแผ่นดินไทย. วารสารรัฐศาสตร์, 41(2), 78-96.
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ. (2562). องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม.
วสันต์ เหลืองประภัสร์. (2562). ผู้ตรวจการแผ่นดินกับการพัฒนาประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพฯ: สถาบัน
พระปกเกล้า.
วิษณุ เครืองาม. (2564). กลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในประเทศไทย. วารสารนิติศาสตร์, 50(1), 1-25.
สมคิด เลิศไพฑูรย์. (2564). กฎหมายว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน: ศึกษาเปรียบเทียบกับต่างประเทศ. วารสาร
นิติศาสตร์, 50(2), 234-256.
สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน. (2563). รายงานประจำปี 2563. กรุงเทพฯ: สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน.
Abdullah, M. (2019). Public complaints management in Malaysia. Journal of Public Administration, 45(3), 156-178.
Anti-Corruption & Civil Rights Commission (ACRC). (2020). ACRC annual report 2019/20. Seoul: ACRC.
Gregory, R., & Giddings, P. (2000). Righting wrongs: The ombudsman in six continents. Amsterdam: IOS Press.
Japan Local Government Ombudsman. (2019). Japan Local Government Ombudsman Report 2019. Tokyo: JLO Press.
Kim, J., & Kim, S. (2020). The role of ACRC in Korean administrative reform. Asian Journal of Political Science, 28(2), 89-112.
Kucsko-Stadlmayer, G. (2008). European ombudsman-institutions: A comparative legal analysis regarding the multifaceted realization of an idea. Wien: Springer.
Malaysia Public Complaints Bureau. (2019). Annual Performance Report 2019. Kuala Lumpur: PCB Publication.
Office of the Ombudsman Philippines. (2019). Annual Report 2019. Manila: Office of the Ombudsman.
Reif, L. C. (2004). The ombudsman, good governance and the international human rights system. Leiden: Martinus Nijhoff Publishers.
Santos, R. (2021). The Philippine ombudsman: Powers and functions. Philippine Law Journal, 95(4), 789-815.
Stern, J. (2019). The Swedish parliamentary ombudsman: A model of success. Nordic Journal of Law, 42(1), 23-45.
Swedish Parliamentary Ombudsman. (2020). The Parliamentary Ombudsmen Annual Report 2020. Stockholm: Parliamentary Ombudsmen's Office.
Takahashi, H. (2018). Local governance and dispute resolution in Japan. Tokyo: Waseda University Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
- เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารผู้ตรวจการแผ่นดินถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
- บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารผู้ตรวจการแผ่นดินถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารฯ ก่อนเท่านั้น