ความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทยตามวงจรชีวิตครอบครัว: กรณีศึกษาภาคใต้

ผู้แต่ง

  • ระพีพรรณ คำหอม คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ทิพาภรณ์ โพธิ์ถวิล คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
  • รุจา ภู่ไพบูลย์ โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

คำสำคัญ:

ความอยู่ดีมีสุขของครอบครัว, วงจรชีวิตครอบครัว, ครอบครัวภาคใต้

บทคัดย่อ

ความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทยตามวงจรชีวิตครอบครัว: กรณีศึกษาภาคใต้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ครอบครัวไทยแบบบูรณาการตามวงจรชีวิตครอบครัวระยะที่ 2 มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาวงจรชีวิตครอบครัวไทยภาคใต้ตามลักษณะการรับรู้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดในครอบครัวในระยะต่างๆ ตามการเพิ่มและลดของสมาชิก (2) เพื่อศึกษาความอยู่ดีมีสุขและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทยภาคใต้ตามวงจรหรือพัฒนาการชีวิตครอบครัว วิธีการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรที่ศึกษาเป็นกลุ่มตัวอย่างครอบครัวภาคใต้ 784 ครอบครัว การวิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยละ ค่า t–test และค่า F–test (One-way ANOVA) ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชายมีอายุระหว่าง 41-60 ปี ระดับการศึกษาต่ำกว่าประถมศึกษา มีรายได้ตนเองต่อเดือน เฉลี่ย 8,826.80 บาท/เดือน และรายได้ครัวเรือนต่อปีเฉลี่ย 20,209.39 บาท อายุเมื่อแต่งงานหรือมีคู่เฉลี่ยเท่ากับ 23.11 ปี มีบุตร 1 คน ลักษณะครอบครัว พบว่า เป็นครอบครัวเดี่ยว ระดับความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวภาคใต้โดยรวมมีคะแนนความอยู่ดีมีสุขระดับมากทั้ง 9 ด้าน ด้านที่มีคะแนนสูงสุดคือด้านจิตวิญญาณ ด้านการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง ปัจจัยด้านอายุ ระดับการศึกษา จำนวนผู้สูงอายุ จำนวนบุตร จำนวนผู้ป่วยติดเตียง และจำนวนบุตรมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความอยู่ดีมีสุขของครอบครัว ปัจจัยที่มีผลต่อการอยู่ดีมีสุขของครอบครัวในภาคใต้ ได้แก่ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ปัจจัยจำนวนบุตรในครอบครัว และปัจจัยด้านความสมดุลของเวลาระหว่างการทำงานและชีวิตครอบครัว ครอบครัวอยู่ดีมีสุขในภาคใต้จำแนกตามระยะวงจรชีวิต พบว่า ระยะเลี้ยงดูบุตรวัยรุ่นมีคะแนนครอบครัวอยู่ดีมีสุขสูงสุดและค่อยๆลดลงจนถึงวัยสูงอายุ และความอยู่ดีมีสุขเพิ่มขึ้นวัยสูงอายุตอนปลาย อายุ 80 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจัยด้านความสมดุลของเวลาระหว่างการทำงานและชีวิตครอบครัวที่ดีมีผลทางบวกกับความอยู่ดีมีสุขของครอบครัว ข้อเสนอแนะ ควรจัดหลักสูตรโรงเรียนครอบครัวเพื่อพัฒนาศักยภาพในการดูแลสุขภาวะของครอบครัวให้มีความอยู่ดีมีสุข ควรนำแบบประเมินความอยู่ดีมีสุขของครอบครัว 36 ข้อไปใช้เป็นเครื่องมือการทำงานกับครอบครัวแต่ละประเภทกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และควรเสริมสร้างแผนพัฒนาท้องถิ่นเชิงพื้นที่ด้านความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวใต้ด้านจิตวิญญาณ

ประวัติผู้แต่ง

ระพีพรรณ คำหอม, คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศาสตราจารย์ ระพีพรรณ คำหอม อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  

ทิพาภรณ์ โพธิ์ถวิล, คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

ดร.ทิพาภรณ์ โพธิ์ถวิล อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ 

รุจา ภู่ไพบูลย์, โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ศาสตราจารย์ ดร.รุจา ภู่ไพบูลย์ อาจารย์ประจำโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 

เอกสารอ้างอิง

กรมการปกครอง. (2557). สถิติการจดทะเบียนสมรส. สืบค้นจาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/marry/sk/sk_57.html

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว. (2559). นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2560-2564. กรุงเทพฯ: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว.

นานัค คัควานี. (2561). กรอบแนวคิดความอยู่ดีมีสุข. สืบค้นจาก https://www.nesdb.go.th/article_attach/05dataEdit01.pdf

นิตยา คชภักดี และคณะ. (2545). รายงานโครงการพัฒนาตัวชี้วัด “ครอบครัวอยู่ดีมีสุข”. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว.

ยุพา จิ๋วพัฒนกุล. (2556). การพยาบาลครอบครัว. นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดล.

รุจา ภู่ไพบูลย์, อรุณศรี เตชัสหงส์, ชื่นฤดี คงศักดิ์ตระกูล และจิรา อ่อนไสว. (2545). พัฒนกิจครอบครัวในการดูแลเด็กตั้งแต่วัยทารกถึงวัยรุ่น. วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 10(1), 1-14.

รุจา ภู่ไพบูลย์ และคณะ. (2558). การสังเคราะห์องค์ความรู้: การเปลี่ยนแปลงสถานภาพครอบครัวไทยและแนวทางเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

รุจา ภู่ไพบูลย์ และคณะ. (2562). รายงานการวิจัยความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทย: จากครอบครัวระยะเริ่มต้นจนถึงระยะสูงวัย (มาก). เอกสารประกอบการประชุม นำเสนอวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 ณ โรงแรมบางกอกพาเลส กรุงเทพมหานคร.

ศิริกุล อิศรานุรักษ์ และปราณี สุทธิสุคนธ์. (2550). การอบรมเลี้ยงดูเด็ก. วารสารสาธารณสุขและการพัฒนา, 5(1), 105-118.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2558). แผนประชากรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11. สืบค้นจาก http//nesdb.go.th/Default.aspx?tabid=395

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2561). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564). สืบค้นจาก http://www.nesdb.go.th/ewt_dl_link.php?nid=6422

สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2555). มองภาพครัวเรือนไทยในรอบ 10 ปี. สืบค้นจาก http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/citizen/news/news_59.jsp

Bronfenbrenner, U., & Morris, P. A. (2006). The Bioecological Model of Human Development. In R. M. Lerner & W. Damon. (Eds.), Handbook of child psychology: Theoretical models of human development (p. 793–828). John Wiley & Sons Inc.

Christensen, J. (2010). Proposed enhancement of Bronfenbrenner’s development ecology model. Education Inquiry, 1(2), 101-110.

Duvall, E. M. (1977). Marriage and family development. (5th ed). Philadelphia: Lippincott, U.S.A. Elsevier Education Inquiry.

Friberg, E. E. (2019). Conceptual Foundation E-book: The Bridge to Professional. Nursing Practice of reference.

Kirst-Ashman, K. K. (2010). Service, Social Justice, and the Self: An Ecological

Perspective. from https://sites.google.com/site/socw 199wydra/ecosystems-theory.

McGoldrick, M., & Carter, B. (2003). The family life cycle. In F. Walsh (Ed.). Normal family processes: Growing diversity and complexity. New York: The Guilford Press.

Rosner, B. A. (2006). Fundamentals of Biostatistics. Thomson-Brooks/Cole.

เผยแพร่แล้ว

28-12-2020

รูปแบบการอ้างอิง

คำหอม ร., โพธิ์ถวิล ท., & ภู่ไพบูลย์ ร. (2020). ความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทยตามวงจรชีวิตครอบครัว: กรณีศึกษาภาคใต้. วารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และการบริหารสังคม, 28(2), 24–59. สืบค้น จาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/swjournal/article/view/240115

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย