การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจังหวัดสุราษฎร์ธานีตามแนวพระพุทธศาสนา
คำสำคัญ:
การพัฒนาศักยภาพ, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน, ตามแนวพระพุทธศาสนาบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 2) เพื่อศึกษาหลักธรรมในการพัฒนาศักยภาพของการปฏิบัติงาน 3) เพื่อการบูรณาการหลักธรรมในการพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจังหวัดสุราษฎร์ธานีตามแนวพระพุทธศาสนา 4) เพื่อนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับ “การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามแนวพระพุทธศาสนา” ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 17 รูป/คน ใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกและการทำเสวนากลุ่ม นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ นำเสนอองค์ความรู้ในรูปแบบของโมเดล
ผลการวิจัยพบว่า: รูปแบบการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเป็นกระบวนการปฏิบัติงานด้านการพัฒนาและด้านการบริการที่มีทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ครอบคลุมด้านการส่งเสริม ป้องกัน รักษาและฟื้นฟูสภาพ มีรูปแบบการปฏิบัติงานสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐและบริบทของพื้นที่ตามปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพต่องาน โดยมีหลักธรรมในการพัฒนาศักยภาพของการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างปัญญาให้เกิดการตระหนัก รับรู้ เข้าใจ ได้แก่ หลักสัมมัปปธาน (ระวัง เลิก รักษา พัฒนา) หลักอิทธิบาท (พอใจ ขยัน เอาใจใส่ ใฝ่ปัญญา) หลักกตัญญูกตเวที (รู้คุณคน) หลักสัปปุริสธรรม (รู้เหตุ ผล ตน ประมาณ กาล ปฏิบัติ บุคคล) หลักสุจริต (ประพฤติดี วจีประสาน จิตพัฒนา) และหลักสังคหวัตถุ (เอื้ออารี วจีไพเราะ สงเคราะห์คน วางตนพอดี) ผสานการปรับพฤติกรรม หมั่นเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนบทบาท การสื่อสาร การสร้างสัมพันธภาพ และพัฒนาทักษะการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง นำสู่การปฏิบัติเพื่อประโยชน์ต่อตนเองและสังคม องค์ความรู้ที่ได้ คือ “KHONDEE MODEL” ประกอบด้วย K = Knowledge, H = Honesty, O = Operation, N = Network, D = Development, E = Enhance, E = Expert
เอกสารอ้างอิง
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. (2561). แนวทางการพัฒนาศักยภาพ อสม. 4.0. ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน. (2564). โครงการพัฒนาความเป็นเลิศและสร้างเสริมแรงจูงใจในการจัดการสุขภาพชุมชนของ อสม. ปีงบประมาณ 2564. นนทบุรี: กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ.
กระทรวงสาธารณสุข. (2563). ระบบฐานข้อมูลด้านสุขภาพประชาชนไทย. สืบค้นจาก www.hdc.moph.go.th
คมนภัค กฤดากร ณ อยุธยา. (2560). ศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยหลักพุทธปรัชญาเถรวาทในคัมภีร์วิสุทธิมรรค. วารสารพุทธมัคค์ศูนย์วิจัยธรรมศึกษา สำนักเรียนวัดอาวุธวิกสิตาราม, 2(2), 22-29.
ชลธิชา ดังสะท้าน. (2559). การบริหารงานตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดเทศบาลนครศรีธรรมราช. นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย.
ชาญชัย จิวจินดา. (2559). การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการส่งเสริมสุขภาพชุมชนของจังหวัดปทุมธานี. นครปฐม: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, วิทยาเขตกำแพงแสน.
สมตระกูล ราศิริ. (2564). บทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขไทย. วารสารวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา, 7(2), 80-95.
สิทธิพร เกษจ้อย. (2560). บทบาทการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนท่อน อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น. วารสารวิจัยสถาบันวิจัยพิมลธรรม, 4(1), 163-73.
สมเจตน์ ผิวทองงาม. (2559). การแนะแนวเพื่อชีวิตที่ดีงามในคำสอนของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต). วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 24(46), 173-186.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2564). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 . สืบค้นจาก https://www.nesdc.go.th/ewt_w3c/more_news.php?filename=&cid=297
Parsons, T. (1956). Suggestion for a Sociological Approach to the Theory of Organization. Administrative Science Quarterly, 1(1), 63-85.
Pender, N. J. (1987). Health Promotion in Nursing Practice. Norwalk, Conn: Appleton and Lange.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2022 วารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอสงวนสิทธิในการเผยแพร่ผลงานที่ตีพิมพ์ในแบบรูปเล่มและทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นใด
บทความหรือข้อความคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฏในวารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนโดยเฉพาะ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ