การนำแนวทางปฏิบัติที่ดีไปใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน
คำสำคัญ:
การมีส่วนร่วมของชุมชน, การป้องกันอาชญากรรมในชุมชน, การป้องกันความรุนแรงในครอบครัวบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และการนำแนวทางปฏิบัติที่ดีไปใช้ในพื้นที่ชุมชนนำร่อง ได้แก่ ชุมชนตำบลบางปรอก เทศบาลเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี และชุมชนถนนหักพัฒนา เทศบาลเมืองนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยนำแนวคิดการป้องกันอาชญากรรมผ่านการพัฒนาสังคมและการป้องกันอาชญากรรม โดยใช้ชุมชนหรือท้องถิ่นเป็นฐานมาประยุกต์ใช้ในการทำกิจกรรมร่วมกับกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนจำนวน 8 ด้าน ได้แก่ 1. การสร้างความตระหนักรู้ให้กับชุมชน 2. การพัฒนาทักษะความรู้ให้กับแกนนำและอาสาสมัครในชุมชน 3. การจัดกิจกรรมในชุมชน เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว 4. การจัดทำนโยบายและแผนงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5. การบูรณาการระบบเครือข่ายในชุมชน 6. การจัดทำแผนป้องกันความรุนแรงในครอบครัวในชุมชน 7. การจัดตั้งศูนย์ป้องกันการกระทำความรุนแรงในครอบครัวในชุมชน และ 8. การสนับสนุนการดำเนินงานในชุมชนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ผลการศึกษาพบว่า ชุมชนตำบลบางปรอก ได้มีการวางบทบาทหน้าที่ให้กับแกนนำชุมชนและอาสาสมัครในชุมชนเป็นหลักในการดำเนินการหลายอย่าง และให้คนในชุมชนเข้ามาร่วมทำกิจกรรมป้องกันแก้ไขการใช้ความรุนแรงในครอบครัวในลักษณะที่เปิดกว้างและมีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดให้น้อยที่สุด โดยมีเทศบาลเมืองปทุมธานีให้การสนับสนุน ส่วนชุมชนถนนหักพัฒนา คณะกรรมการชุมชนได้มีการจัดทำแผนที่บ้านของสมาชิกภายในชุมชน รวมทั้งการรับแจ้งข้อมูลข่าวสารจากเพื่อนบ้านสมาชิกในชุมชนในการร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยได้มีการทำกิจกรรมนำแนวทางปฏิบัติที่ดีไปใช้ในพื้นที่ชุมชน โดยเทศบาลได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกระทำความรุนแรงในครอบครัวระดับตำบล และมีคู่มือแนวการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวภายในชุมชน พร้อมทั้งมีการส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้ต่อปัญหาและมีจิตสำนึกร่วมกันในการป้องกันปัญหาความรุนแรงในครอบครัวในชุมชน
เอกสารอ้างอิง
กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว. (2561). รายงานตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ประจำปี 2561. สืบค้นจาก https://www.ryt9.com/s/cabt/3108565
กรมสุขภาพจิต. (2563). ห่วงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว. สืบค้นจาก https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=30544
โกวิทย์ พวงงาม. (2562). การจัดการตนเองของชุมชนและท้องถิ่น (พิมพ์ครั้งที่ 2). นนทบุรี: ธรรมสาร.
กองยุทธศาสตร์และแผนงาน, สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2561). ยุทธศาสตร์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พ.ศ.2560-2564 (ฉบับปรับปรุงมีนาคม 2561). สืบค้นจาก http://tpso8.m-society.go.th/index.php/th/tpso-news/2017-05-16-15-16-07/193-2560-2564-2561
ชัยวัฒน์ หน่อรัตน์. (2546). เศรษฐกิจและสวัสดิการชุมชน การบริหารที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน. กรุงเทพฯ: พิมพ์ดี.
ไชยชนะ สุทธวรชัย. (2535). ปัจจัยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน: ศึกษาเฉพาะกรณีอำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
นฎกร คาประสิทธิ์. (2557). การมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาตำบลเขาคันทรง อำเภอศรีราชาจังหวัดชลบุรี, รายงานการค้นคว้าอิสระรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยรังสิต.
นิฤมน รัตนะรัต และคนอื่นๆ. (2562). รายงานการวิจัยเรื่อง แนวทางปฏิบัติที่ดีในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว, กรุงเทพฯ: สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พชรวรรณ ขำตุ้ม. (2563). กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในกฎหมายวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน. วารสารนิติ รัฐกิจ และสังคมศาสตร์, 1(1), 29-44. สืบค้นจาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/lawcrru/article/view/173705
ยงยุทธ แสนประสิทธิ์. (2554). รูปแบบการป้องกันปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน: กรณีศึกษาชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ยศศักดิ์ โกไศยกานนท์. (2557). การมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ทางอาญาของไทย, กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต.
วิชุลดา มาตันบุญ. (2556). การพัฒนากลไกในระดับชุมชนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทำความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของประเทศไทย, เชียงใหม่: สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.
ศศิพัฒน์ ยอดเพชร. (2544). สถาบันครอบครัว: มุมมองของนักสวัสดิการสังคม. กรุงเทพฯ: เจพริ้นต์.
ศศิพัฒน์ ยอดเพชร. (2560). บริการท้องถิ่นเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2561). พบผลสำรวจ 'ความรุนแรงในครอบครัว' 34.6%. สืบค้นจาก https://www.thaihealth.or.th/Content/40742-
Katherine, S. W. (2004). Textbook on Criminology. (5th ed). Newyork: Oxford University Press.
Shepard, M. (2008). Mobilizing communities to prevent domestic violence. Harrisburg, PA: VAWnet, a project of the National Resource Center on Domestic Violence/Pennsylvania Coalition Against Domestic Violence. Retrieved February 25, 2021. from https://vawnet.org/material/mobilizing-communities-prevent-domestic-violence
Thitiphon Yothaphan. (2563). ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว แก้ไขได้ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน. สืบค้นจาก https://www.thaihealth.or.th/Content/53055-ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว%20แก้ไขได้ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน.html
United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC. (2010), Handbook on the crime prevention guidelines Making them work. New York: United Nations Publication.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2022 วารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอสงวนสิทธิในการเผยแพร่ผลงานที่ตีพิมพ์ในแบบรูปเล่มและทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นใด
บทความหรือข้อความคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฏในวารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนโดยเฉพาะ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ