ความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อนโยบายกัญชาทางการแพทย์ของไทย
คำสำคัญ:
กัญชาทางการแพทย์, ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, นโยบายของประเทศไทยบทคัดย่อ
นับตั้งแต่ไทยมีนโยบายกัญชาทางการแพทย์ได้ส่งผลต่อการรับรู้และตื่นตัวของประชาชนมากขึ้น บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อนโยบายกัญชาทางการแพทย์ของไทย โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรง ซึ่งมีค่าอยู่ในช่วง 0.6-1.0 และความเชื่อมั่นที่ 0.8972 จากกลุ่มตัวอย่างประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยกำหนดโควตาในกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน และผู้สูงอายุ จำนวนเท่าๆ กัน หลังจากนั้นเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง รวม 365 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่ากลาง และค่าเบี่ยงเบนควอไทล์ รวมทั้งการใช้สถิติ One-sample t-test ในการทดสอบสมมติฐาน มีผลการศึกษา
ที่สำคัญ ดังนี้
ความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อนโยบายกัญชาทางการแพทย์ของกลุ่มตัวอย่างโดยรวม เกือบครึ่งหนึ่งอยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 47.7 รองลงมาคือระดับไม่ดี ร้อยละ 37.8 เมื่อทดสอบสมมติฐาน พบว่า ไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้ กล่าวคือ กลุ่มตัวอย่างมากกว่าร้อยละ 70 มีความรอบรู้ไม่เกินระดับพอใช้ หากจำแนกตามวัยของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มวัยรุ่นมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมระดับพอใช้ มากกว่าครึ่ง คือ ร้อยละ 53.1 และกลุ่มผู้สูงอายุ จำนวนเกือบครึ่ง คือร้อยละ 47.4 ที่อยู่ในระดับไม่ดี เมื่อจำแนกรายด้านของความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างโดยรวม พบว่า มากกว่าครึ่ง มีความรอบรู้ด้านสุขภาพด้านความเข้าใจ ในระดับพอใช้ ร้อยละ 58.6 โดยกลุ่มวัยทำงานมีความรอบรู้ด้านสุขภาพด้านความเข้าใจในระดับพอใช้เป็นจำนวนมากที่สุด ร้อยละ 64.7 รองลงมา กลุ่มผู้สูงอายุ ร้อยละ 56.8 และกลุ่มวัยรุ่น ร้อยละ 54.7 ตามลำดับ ในขณะที่ด้านการสื่อสาร พบว่า เกือบครึ่งหนึ่งอยู่ในระดับไม่ดี โดยข้อมูลที่พบนี้จะเป็นประโยชน์หรือแนวทางต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการมีนโยบายส่งเสริมความรอบรู้โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากกัญชาทางการแพทย์ของไทยได้อย่างเหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กองสุขศึกษา. (2558). การประเมินและการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy). กระทรวงสาธารณสุข.
กัญญา แซ่โก. (2552). ความแตกฉานด้านสุขภาพในผู้ป่วยผ่าตัดตา [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, ไม่ได้ตีพิมพ์], มหาวิทยาลัยมหิดล.
เกศินี สราญฤทธิชัย. (2563). ความรอบรู้ด้านสุขภาพ: แนวคิด ทฤษฎีและการประยุกต์ใช้. โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา.
ขวัญเมือง แก้วดำเกิง. (2561). ความรอบรู้ด้านสุขภาพ เข้าถึง เข้าใจและการนำไปใช้. (พิมพ์ครั้งที่ 2). บริษัทอัมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน).
ธีระ วรธนารัตน์, ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์, อรจิรา วงษ์ดนตรี, และ มณฑิชา เจนพานิชทรัพย์. (2558). รายงานผลการวิจัยการทบทวนสถานการณ์และกลไกการจัดการความแตกฉานด้านสุขภาพ. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.
ธีระ วรธนารัตน์. (21 ตุลาคม 2561). นโยบาย "กัญชา"...ระวังเรื่องโง่ จน และเจ็บ. สำนักข่าวอิศรา. https://www.isranews.org/isranews-article/70460-kuncha.html
ธีระ วรธนารัตน์. (2563). รายงานผลการวิจัยกรณีศึกษานโยบายกัญชาทางการแพทย์: สถานการณ์ ผลกระทบ แนวทางจัดการ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย. ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.).
บังอรศรี จินดาวงค์, เสาวนันท์ บำเรอราช, วริสรา ลุวีระ และ ปิยธิดา คูหิรัญญรัตน์. (2557). ความแตกฉานด้านสุขภาพระดับพื้นฐานของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น. ใน การประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น. มหาวิทยาลัยขอนแก่น, บัณฑิตวิทยาลัย, https://gsbooks.gs.kku.ac.th/57/grc15/files/mmp88.pdf
เบญจมาศ สุรมิตรไมตรี. (2556). รายงานการศึกษาส่วนบุคคลเรื่อง ความฉลาดทางสุขภาพ (Health Literacy) และสถานการณ์การดำเนินงานสร้างเสริมความฉลาดทางสุขภาพของคนไทยเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน. การฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารการทูตรุ่นที่ 5, สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศ.
ประกาศคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เรื่องธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559. (7 ธันวาคม 2559). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 133 ตอนพิเศษ 284 ง หน้า 11.
ประกาศคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เรื่องธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2565. (10 เมษายน 2566). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 140 ตอนพิเศษ 84 ง หน้า 13.
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565. (9 กุมภาพันธ์ 2565). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 139 ตอนพิเศษ 35 ง หน้า 8.
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522. (27 เมษายน 2522). ราชกิจจานุเษกษา. เล่มที่ 96 ตอนที่ 63 ฉบับพิเศษ หน้า 40.
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562. (18 กุมภาพันธ์ 2562). ราชกิจจานุเษกษา. เล่มที่ 136, ตอนที่ 19 ก, หน้า 1.
ภมร ดรุณ และ ณรงค์วิทย์ ขุนพิจารย์. (2559). ปัจจัยที่มีผลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพและผลลัพธ์พฤติกรรมสุขภาพของประชาชนวัยทำงาน อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ. วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9, 22(1), 14-24.
ภัทรณัญช์ สิทธิสว่าง. (12 มีนาคม 2564). จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามกลุ่มอายุ ความต้องการพัฒนาขีดความสามารถ เพศ ทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. 2557-2563. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. https://www.m-society.go.th/news_view.php?nid=29989
รุ่งนภา อาระหัง, สุธีรา ฮุ่นตระกูล และ ศศิธร รุจนเวช. (2561). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงสำหรับกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง ที่ชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม. วารสารแพทย์นาวี, 45(3), 509-562.
ศรีสุดา บุญขยาย. (2562). รายงานการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ของประชาชนไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป กรณีศึกษาเขตสุขภาพที่ 4. กลุ่มขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และพัฒนากำลังคน, ศูนย์อนามัยที่ 4 สระบุรี กรมอนามัย.
ศิริลักษณ์ อัคพิน, กรกนก เสาร์แดน, ลลดา ทองจำนงค์ และ ญาตาวี เซ็นเชาวนิช. (2563). ความรอบรู้ด้านสุขภาพของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่อการใช้กัญชาในทางการแพทย์. ใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์, การประชุมสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาส ครบรอบ 66 ปี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม: การปลดล็อกความเหลื่อมล้ำสู่ความยั่งยืน (น.211-222). คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์.
อังศินันท์ อินทรกำแหง. (2557). การพัฒนาและใช้เครื่องมือประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพของคนไทยวัยผู้ใหญ่ในการปฏิบัติตามหลัก 3อ.2ส. กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, กองสุขศึกษา.
อังศินันท์ อินทรกำแหง. (2560). การสร้างและพัฒนาเครื่องมือความรอบรู้ด้านสุขภาพของคนไทย. กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, กองสุขศึกษา.
Cronbach, L. J. (1951). Coefficient alpha and the internal structure of tests. Psychometrika, 16, 297-334. https://doi.org/10.1007/BF02310555
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610. https://doi.org/10.1177/001316447003000308
Kobayashi, L. C., Smith, S. G., O’Conor, R., Curtis L. M., Park D., von Wagner C., Deary, I. J., & Wolf, M. S. (2015). The role of cognitive function in the relationship between age and health literacy: a cross-sectional analysis of older adults in Chicago. USA. BMJ open, 5(4), e007222. https://doi.org/10.1136/bmjopen-2014-007222
Manganello, J. A. (2008). Health literacy and adolescents: A framework and agenda for future research. Health Education Research, 23(5), 840-847. https://doi.org/10.1093/her/cym069
Nutbeam, D. (2000). Health literacy as a public health goal: A challenge for contemporary health education and communication strategies into the 21st century. Health Promotion International, 15(3), 259–267. https://doi.org/10.1093/heapro/15.3.259
Nutbeam, D. (2008). The evolving concept of health literacy. Social Science and Medicine, 67(12), 2072-2078. https://doi.org/10.1016/j.socscimed.2008.09.050
Nutbeam, D. (2009). Defining and measuring health literacy: What can we learn from literacy studies? International Journal of Public Health, 54, 303–305. https://doi.org/10.1007/s00038-009-0050-x
Nutbeam, D. (2017). Health literacy as a population strategy for health promotion. Japanese Journal of Health Education and Promotion, 25(3), 210-222. https://doi.org/10.11260/ kenkokyoiku.25.210
Paasche-Orlow, M. K., & Wolf, M. S. (2007). The Causal Pathways Linking Health Literacy to Health Outcomes. American Journal of Health Behavior, 31(Suppl 1), S19-S26. https://doi.org/10.5555/ajhb.2007.31.supp.S19
Sorensen, K., Van den Broucke, S., Fullam, J., Doyle, G., Pelikan, J., Slonska, Z., & Brand, H. (2012). Health literacy and public health: A systematic review and integration of definitions and models. BMC Public Health, 12, 80-93. https://doi.org/10.1186/1471-2458-12-80
World Health Organization. (1946). Constitution of the World Health Organization. https://www.who.int/governance/eb/who_constitution_en.pdf
World Health Organization. (2008). The right to health. Fact sheet no.31. https://www.unscn.org/web/archives_resources/files/Factsheet31.pdf
World Health Organization. (2024). Operational framework for monitoring social determinants of health equity. https://iris.who.int/bitstream/handle/10665/375732/9789240088320-eng.pdf?sequence=1
Zarcadoolas, C., Pleasant, A., & Greer D. S. (2005). Understanding health literacy: An expanded model. Health Promotion International, 20(2), 195–203. https://doi.org/10.1093/heapro/dah609
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และการบริหารสังคม

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอสงวนสิทธิในการเผยแพร่ผลงานที่ตีพิมพ์ในแบบรูปเล่มและทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นใด
บทความหรือข้อความคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฏในวารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนโดยเฉพาะ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบรรณาธิการไม่จําเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ