การประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ: กรณีศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แกล้งดิน

Main Article Content

Burim Otakanon

บทคัดย่อ

ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะกรณีของดินเปรี้ยวจัดเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและแก้ไขยากหรือเรียกว่า “Wicked Problem” การแก้ไขนี้ไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับระบบเศรษฐกิจฐานราก ความมั่นคงทางอาหาร และโครงสร้างสังคมของชุมชนเกษตรกร รากเหง้าของปัญหาทางวิทยาศาสตร์เกิดจากการสะสมของแร่ไพไรต์ (FeS2) ในชั้นดินตะกอนน้ำกร่อยเมื่อมีการระบายน้ำออกจากพื้นที่พรุเพื่อการเกษตร แร่ดังกล่าวจะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันเมื่อสัมผัสกับอากาศและน้ำ นำไปสู่การก่อตัวของกรดซัลฟิวริกตามกลไกเคมี 4FeS2 + 15O2 + 14H2O à 4Fe(OH)3 + 8H2SO4 ซึ่งส่งผลให้ค่า pH ของดินลดลงจนต่ำกว่า 4.0 สภาวะความเป็นกรดจัดนี้ทำให้เกิดการละลายของโลหะหนักที่เป็นพิษ เช่น อะลูมิเนียมและเหล็ก ในขณะที่ธาตุอาหารที่จำเป็นกลับถูกตรึงไว้ในรูปของสารประกอบที่ไม่ละลายน้ำ ขบวนการทางเคมีที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมกลายเป็นดินร้างที่เพาะปลูกไม่ได้ผล นำไปสู่ภาวะความยากจนและการย้ายถิ่นฐานของประชากร การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กระบวนการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ “แกล้งดิน” ผ่านกรอบกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เพื่ออธิบายถึงนวัตกรรมการแก้ปัญหาที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางและมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งแตกต่างจากการแก้ปัญหาเชิงเส้นแบบเดิมที่มักล้มเหลวในการรับมือกับความซับซ้อนของปัญหา


โดยการศึกษาในครั้งนี้ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการสังเคราะห์เชิงประเด็น โดยรวบรวมข้อมูลจากรายงานประจำปี รายงานทางเทคนิค บทความวิจัย และคู่มือการพัฒนาดินของหน่วยงานหลักที่สนับสนุนในโครงพระราชดำริ ได้แก่ สำนักงาน กปร. กรมพัฒนาที่ดิน และมูลนิธิชัยพัฒนา ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาวิเคราะห์ย้อนหลังเพื่อถอดรหัสกระบวนการแก้ปัญหาออกเป็น 5 ขั้นตอน เริ่มต้นจากขั้นตอนการเข้าใจผู้ใช้ (Empathize) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะจุดเริ่มต้นของนวัตกรรม โดยเห็นได้ชัดจากการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสในปี พ.ศ. 2524 เพื่อรับฟังและสังเกตความทุกข์ยากของเกษตรกรด้วยพระองค์เอง การทำความเข้าใจในมิติมนุษย์นี้ทำให้สามารถกำหนดปัญหา (Define) ได้อย่างครอบคลุม ทั้งในแง่ของโจทย์ทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องจัดการกับแร่ไพไรต์ และโจทย์ทางสังคมที่ต้องคืนความมั่งคั่งและศักดิ์ศรีให้แก่เกษตรกรผ่านการฟื้นฟูที่ดินให้กลับมาสร้างรายได้ได้จริง


นวัตกรรมสำคัญของโครงการเกิดขึ้นในขั้นการสร้างแนวคิด (Ideate) ซึ่งเป็นการนำเสนอวิธีการที่ “สวนทางกับสามัญสำนึก” หรือที่เรียกว่าโมเดล “Aggravate-to-Solve” แทนที่จะมุ่งเน้นการใช้ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินแบบชั่วคราวซึ่งให้ผลไม่ยั่งยืนและมีต้นทุนสูง โครงการแกล้งดินกลับเลือกที่จะ “แกล้ง” หรือกระตุ้นให้ดินแสดงความเป็นกรดออกมาให้ถึงขีดสุดผ่านกระบวนการทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกัน เพื่อเร่งให้แร่ไพไรต์ทำปฏิกิริยาออกซิไดซ์จนหมดสิ้นไปจากชั้นดิน จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการสร้างต้นแบบ โดยมีการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ให้เป็นพื้นที่ทดลองในสภาพจริง พื้นที่เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสนามทดสอบความหลากหลายของวิธีการ ตั้งแต่การใช้น้ำล้างกรด การใช้ปูนมาร์ลปรับสภาพ ไปจนถึงการใช้ชีววิธีอย่างการปลูกหญ้าแฝกเพื่อปรับปรุงโครงสร้างดิน ซึ่งการสร้างต้นแบบขนาดใหญ่นี้ช่วยให้ทีมนักวิจัยสามารถตรวจข้อบกพร่องและปรับปรุงวิธีการได้ก่อนที่จะขยายผลไปสู่ระดับประเทศ  สำหรับการทดสอบและการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ (Test and Iteration) โครงการได้พิสูจน์ความสำเร็จจากการทดลองในพื้นที่ของเกษตรกรจริง เช่น ในเขตบ้านโคกอิฐ-โคกใน จังหวัดนราธิวาส พบว่าผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 5-10 ถังต่อไร่ เป็น 40-50 ถังต่อไร่ และในจังหวัดสุราษฎร์ธานี การจัดการดินอย่างเป็นระบบสามารถเพิ่มผลผลิตได้จาก 431 กก./ไร่ เป็น 708 กก./ไร่ บทเรียนสำคัญที่ได้รับคือการค้นพบว่าดินที่ได้รับการฟื้นฟูแล้วอาจกลับมาเปรี้ยวจัดได้อีกภายใน 8 เดือนหากขาดการจัดการน้ำที่ถูกต้อง ข้อมูลส่วนนี้ส่งผลให้เกิดการวนซ้ำของกระบวนการคิดเพื่อสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำและการให้ความรู้ต่อเนื่องแก่ชุมชน


ในมิติวิชาการ ผลการศึกษาโครงการแกล้งดินได้ตอบโจทย์ข้อถกเถียงสำคัญในวรรณกรรมด้านการคิดเชิงออกแบบโดยโครงการได้ตอกย้ำแนวคิดของ Rittel and Webber (1973) ที่ระบุว่าปัญหาที่แก้ไขยาก จำเป็นต้องใช้วิธีการที่ไม่เป็นเส้นตรงและมีความยืดหยุ่นสูง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในระดับนานาชาติที่มองว่าการประยุกต์ใช้ Design Thinking ในปัจจุบันมักกลายเป็นเพียง “ละครแห่งนวัตกรรม” (Innovation Theater) หรือการทำตามขั้นตอนอย่างผิวเผินโดยไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง (Schwab, 2023) กรณีศึกษาแกล้งดินได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อนำหลักการ Design Thinking มาใช้เป็นปรัชญาในการแก้ปัญหาที่ฝังรากลึกในบริบทจริง จะสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้ทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และสังคม


นอกจากนี้ โมเดล “Aggravate-to-Solve” ยังได้ขยายขอบเขตทฤษฎีการแก้ปัญหาเชิงนวัตกรรมของ Buchanan (1992) ที่เน้นการสร้างสรรค์สิ่งที่ยังไม่มีอยู่จริง โดยชี้ให้เห็นว่าในบางกรณี นวัตกรรมที่ก้าวล้ำอาจต้องแลกมาด้วยการยินยอมให้ปัญหารุนแรงขึ้นชั่วคราวเพื่อเข้าถึงและทำลายรากเหง้าของปัญหาอย่างถาวร ซึ่งแนวคิดนี้ท้าทายหลักการแก้ปัญหาแบบมาตรฐานที่มุ่งเน้นการปรับปรุงทีละน้อย การวิเคราะห์ย้อนหลังของโครงการรัฐผ่านกรอบนี้จึงมีคุณค่าในการเปลี่ยนความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคล ให้กลายเป็นโมเดลที่ชัดเจนและสามารถนำไปถ่ายทอดในระดับนานาชาติได้ โดยเฉพาะในโครงการพัฒนาที่นำโดยรัฐซึ่งมักขาดกระบวนการถอดบทเรียนที่เป็นระบบ ในเชิงทฤษฎี บทความวิชาการนี้ได้ขยายขอบเขตของ Design Thinking ไปสู่การเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ย้อนหลังสำหรับโครงการรัฐ เพื่อถอดบทเรียนจากนวัตกรรมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและสร้างเป็นโมเดลที่สามารถถ่ายทอดได้ ในเชิงปฏิบัติ โมเดล “Aggravate-to-Solve”ถือเป็นบทเรียนสำหรับการจัดการปัญหาซับซ้อนอื่น ๆ เช่น การจัดการน้ำท่วมในเขตเมือง หรือการฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม ซึ่งต้องการการตัดสินใจที่อิงอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจมนุษย์และการทดลองที่ยืดหยุ่นเพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
Otakanon, B. (2026). การประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ: กรณีศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แกล้งดิน. Asian Creative Architecture, Art and Design, 39(2), e282203. https://doi.org/10.55003/acaad.2026.282203
ประเภทบทความ
บทความวิชาการ

เอกสารอ้างอิง

Ackermann, R. (2023, February 9). Design thinking was supposed to fix the world. Where did it go wrong? MIT Technology Review. https://www.technologyreview.com/2023/02/09/1067821/design- thinking-retrospective-what-went-wrong/

Alford, J., & Head, B. W. (2017). Wicked and less wicked problems: A typology and a contingency framework. Policy and Society, 36(3), 397–413. https://doi.org/10.1080/14494035.2017.1361634

Bender-Salazar, R. (2023). Design thinking as an effective method for problem-setting and needfinding for entrepreneurial teams addressing wicked problems. Journal of Innovation and Entrepreneurship, 12(1), 24. https://doi.org/10.1186/s13731-023-00291-2

Buchanan, R. (1992). Wicked problems in design thinking. Design Issues, 8(2), 5–21. https://doi.org/10.2307/1511637

Carlgren, L., Rauth, I., & Elmquist, M. (2016). Framing design thinking: The concept in idea and enactment. Creativity and Innovation Management, 25(1), 38–57. https://doi.org/10.1111/caim.12153

Chaipattana Foundation. (2025). The “Klaeng Din” project, Nakhon Nayok province. Living Natural Museum. https://www.rdpb.go.th/MediaUploader/File/9226/e-Book%20--%20Living%20Natural%20Museum.pdf

Chou, D. C. (2018). Applying design thinking method to social entrepreneurship project. Computer Standards & Interfaces, 55, 73–79. https://doi.org/10.1016/j.csi.2017.05.001

de Souza, J. J. L. L., & Abrahão, W. A. P. (2022). Pyritic subsoils in acid sulfate soils and similar problems in mined areas with sulfidic rocks. In Subsoil constraints for crop production (pp. 109–123). Springer International Publishing. https://doi.org/10.1007/978-3-031-00317-2_5

Ghori, N. H., Ghori, T., Hayat, M. Q., Imadi, S. R., Gul, A., Altay, V., & Ozturk, M. (2019). Heavy metal stress and responses in plants. International Journal of Environmental Science and Technology, 16(3), 1807–1828. https://doi.org/10.1007/s13762-019-02215-8

Gomiero, T. (2016). Soil degradation, land scarcity and food security: Reviewing a complex challenge. Sustainability, 8(3), 281. https://doi.org/10.3390/su8030281

Head, B. W. (2022). Wicked problems in public policy: Understanding and responding to complex challenges. Springer Nature. https://doi.org/10.1007/978-3-030-94580-0

Land Development Department. (2005). Klaeng Din. Ministry of Agriculture and Cooperatives. https://worldsoilday.ldd.go.th/Data/8_document/docu_5_636372b7a5881.pdf

Liedtka, J. (2018). Why design thinking works. Harvard Business Review, 96(5), 72–79. https://hbr.org/2018/09/why-design-thinking-works

Msimbira, L. A., & Smith, D. L. (2020). The roles of plant growth promoting microbes in enhancing plant tolerance to acidity and alkalinity stresses. Frontiers in Sustainable Food Systems, 4, 106. https://doi.org/10.3389/fsufs.2020.00106

Nandan, M., Jaskyte, K., & Mandayam, G. (2020). Human centered design as a new approach to creative problem solving: Its usefulness and applicability for social work practice. Human Service Organizations: Management, Leadership & Governance, 44(4), 310–316. https://doi.org/10.1080/23303131.2020.1737294

Office of the Royal Development Projects Board. (2020). The Pikulthong Royal Development Study Centre. https://www.rdpb.go.th/en/StudyCenter/the-pikul-thong-royal-development-study-center-c46

Osman, K. T. (2018a). Management of soil problems. Springer International Publishing. https://doi.org/10.1007/978-3-319-75527-4

Osman, K. T. (2018b). Acid soils and acid sulfate soils. In Management of soil problems (pp. 299–332). Springer International Publishing. https://doi.org/10.1007/978-3-319-75527-4_11

Porpeang. (2021). Klaeng Din. http://www.porpeang.org/content/6253/แกล้งดิน

Rampai, P. (2013). The "Teasing the Soil" theory was initiated by His Majesty the King. Kasetsart News, 58(2), 1–10.

Rittel, H. W. J., & Webber, M. M. (1973). Dilemmas in a general theory of planning. Policy Sciences, 4(2), 155–169. https://doi.org/10.1007/BF01405730

Royal Initiative Projects. (2016). Compilation of royal initiative projects in Narathiwat province, 1973–2009. https://www.rdpb.go.th/en/Projects/royal-initiative-projects-in-narathiwat-province-c81

Srichampa, S. (2024). Shared initiatives in education and knowledge between ASEAN and the Indo-Pacific countries for sustainability. In S. Singh & R. Marwah (Eds.), India and ASEAN in the Indo Pacific (pp. 209–231). Springer Nature Singapore. https://doi.org/10.1007/978-981-99-7309-5_10

Vijarnsorn, P. (2021). Sustainable management of peatland in Thailand. In M. Osaki, N. Tsuji, N. Foead, & J. Rieley (Eds.), Tropical peatland eco-management (pp. 725–750). Springer Singapore. https://doi.org/10.1007/978-981-33-4654-3_27

Zade, S. B., Vaidya, P. H., Parbhani, V., Rama, S., Singh, Sinha, S., & Kumar, A. (2021). Problem soils and their management practices. Jaya Publishing House. https://www.researchgate.net/publication/365348816_Problem_Soils_And_Their_Management_Practices_i_PROBLEM_SOILS_AND_THEIR_MANAGEMENT_PRACTICES