จิตรกรรมดิจิทัลสันนิษฐานจากจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดปราสาท
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยเรื่องจิตรกรรมดิจิทัลสันนิษฐานจากจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดปราสาทนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ได้จากงานวิจัยเรื่องการสร้างสรรค์จิตรกรรมดิจิทัลประกอบสื่อการท่องเที่ยวเสมือนจริงเพื่อส่งเสริม ความรู้ทางพุทธศาสนาผ่านจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถ วัดปราสาท จังหวัดนนทบุรี โดยวัตถุประสงค์คือ เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดปราสาท และนำข้อมูลที่ได้มาสร้างสรรค์จิตรกรรมดิจิทัลสันนิษฐานจากจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดปราสาท งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมระเบียบวิธี (Mixed methodology) โดยได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับจิตรกรรมฝาผนังในประเทศไทยและภายในอุโบสถวัดปราสาท แนวคิดและทฤษฎีทางศิลปะ สัญศาสตร์ การเล่าเรื่อง ทฤษฎีทางดิจิทัลอาร์ต ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปกรรมโบราณ, และทฤษฎีที่เกี่ยวกับการสร้างภาพสันนิษฐานศิลปกรรมไทยโบราณ เพื่อช่วยให้เข้าใจและเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสรรค์จิตรกรรมดิจิทัลสันนิษฐานจากต้นแบบที่ชำรุดไปแล้วให้มากที่สุด จากนั้นประเมินผลงานที่ได้สร้างสรรค์โดยกลุ่มตัวอย่างที่มาจากผู้รับชม
ผลการวิจัยพบว่า ภาพจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดปราสาทนี้สร้างขึ้นราวสมัยอยุธยาตอนกลางช่วงปลาย มีการกล่าวอ้างว่าสร้างโดย "พระเจ้าปราสาททอง" ในช่วงที่ท่านทรงยังไม่ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ จิตรกรรมฝาผนังแห่งนี้เป็นฝีมือสกุลช่างนนทบุรี และถือได้ว่ามีความเก่าแก่มากที่สุดในจังหวัดนนทบุรี ในปัจจุบันมีความเสียหายอย่างมาก เทคนิคที่ใช้คือจิตรกรรมสีฝุ่นผสมกาวกระทิน มีลักษณะเป็นภาพเขียนบอกเล่าเรื่องเนื้อหาทางพระพุทธศาสนา โดยสามารถแบ่งกลุ่มตามเนื้อหาของภาพเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 3 กลุ่ม คือ 1) ภาพแสดงอดีตพระพุทธเจ้า ที่ปรากฏในส่วนพื้นผนังด้านบน 2) กลุ่มภาพเทพพนมยืน ที่อยู่ในตำแหน่งระหว่างภาพทศชาติชาดก และ 3) ภาพแสดงทศชาติชาดกที่อยู่ในระดับพื้นผนังทางด้านซ้ายและขวาภายในอุโบสถ ด้านการจัดวางตำแหน่งของภาพมีลักษณะคล้ายคลึงกันกับตำแหน่งของภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนปลายและรัตนโกสินทร์ตอนต้นหลายแห่งที่ร่วมสมัยเดียวกัน เช่น วัดช่องนนทรี (กรุงเทพฯ) วัดชมภูเวก (จ.นนทบุรี) วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร (กรุงเทพฯ) วัดบางยี่ขัน (กรุงเทพฯ) วัดใหม่เทพนิมิตร (กรุงเทพฯ) ฯลฯ หากแต่การเรียงตำแหน่งแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้จากกลุ่มที่ได้ทำการเปรียบเทียบ พบว่าตำแหน่งกลุ่มภาพทศชาติชาดกของวัดช่องนนทรีใกล้เคียงกับวัดปราสาทมากที่สุด แต่จะแตกต่างตรงที่การจัดเรียงเรื่องราวเท่านั้น
โดยภาพทศชาติชาดกในอุโบสถวัดปราสาทแสดงทั้งหมด 10 ช่อง มีจำนวน 4 ช่อง ลบเลือนหมดแล้ว ที่ยังคงปรากฏอยู่ ได้แก่ ภาพสุวรรณสามชาดก เนมิราชชาดก มโหสถชาดก พรหมนารถชาดก วิธุรชาดก และเวสสันดรชาดก ในส่วนด้านล่างของทุกภาพราว 20% จากทั้งหมดของแต่ละภาพลบเลือนไปแล้ว ด้านรูปแบบของตัวภาพ การเขียนเครื่องทรงและการตัดเส้นใส่รายละเอียดต่าง ๆ ใกล้เคียงกับตัวภาพในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ตัวพระส่วนใหญ่แต่งเครื่องสูงแบบกษัตริย์ สวมชฎายอดชัย มีทั้งสวมฉลององค์และไม่สวมฉลององค์ ที่สวมฉลององค์จะแสดงเป็นเสื้อแขนสั้นประดับด้วยรัดองค์หรือรัดพัสตร์ และปล่อยชายเสื้อ ซึ่งรูปแบบนี้ไม่ค่อยพบเห็นในจิตรกรรมไทยช่วงสมัยใกล้เคียงกันมากนัก ส่วนสนับเพลาไม่มีการใส่ลายผ้าใช้เพียงการตวัดเส้นแสดงรอยยับของผ้าเท่านั้น ส่วนเครื่องประดับถนิมพิมพาภรณ์ของตัวภาพจะปรากฏ พาหุรัด ทองกร ทองบาท หากตัวภาพไม่สวมฉลององค์จะมีกรองคอ สังวาล ทับทรวง ด้วย ส่วนตัวนางที่แสดงถึงชนชั้นสูงจะแต่งเครื่องสูงแบบกษัตริย์ มีถนิมพิมพาภรณ์เช่นเดียวกันกับตัวพระ โดยสวมรัดเกล้ายอด และห่มสไบ ตัวกากมีปรากฏหลายแบบ ถ้าเป็นเหล่าขุนนางตัวภาพมีการสวมเสื้อ บางตัวภาพมีรัดองค์ ปล่อยชายเสื้อ และสวมหมวกคล้ายหมวกหนังประดับลวดลาย หมวกลักษณะนี้ไม่ปรากฏที่งานจิตรกรรมแหล่งอื่น ๆ ทั้งนี้หลายตัวภาพมีการใช้ผ้ารัดสะเอวด้วย
ด้านผลงานสร้างสรรค์ ผู้วิจัยได้ทำคัดเลือกตัวอย่างจิตรกรรมฝาผนังแบบเจาะจงจำนวน 4 ภาพ คือ ภาพสุวรรณสามชาดก ภาพเนมิราชชาดก ภาพวิธุรชาดก และภาพเวสสันดรชาดก มาใช้เป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงานด้วยเทคนิคจิตรกรรมดิจิทัลครั้งนี้ โดยผลการประเมินผลงาน พบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้ที่ได้รับชมผลงานส่วนใหญ่ ไม่รู้จักและไม่เคยไปวัดปราสาทแห่งนี้ ในความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างต่อผลงานชุด “จิตรกรรมดิจิทัลสันนิษฐานจากจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดปราสาท” พบว่า มีความพึงพอใจโดยรวมในระดับ “มากที่สุด” โดย “จิตรกรรมดิจิทัลสันนิษฐานฯ ภาพเวสสันดรชาดก” มีคะแนนความพึงพอใจมากที่สุด นอกจากนั้นด้านประโยชน์ที่ได้รับจากผลงาน ได้รับผลคะแนนในระดับมากขึ้นไปในทุกประเด็น โดยส่วนใหญ่มีความเห็นว่าผลงานชุดนี้สามารถทำให้เข้าใจเกี่ยวกับความรู้ทางพุทธศาสนามากขึ้นได้ ที่ได้คะแนนรองลงมาคือ การเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมไทย, การเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนสนใจในวัดปราสาทแห่งนี้มากขึ้น, ความมีคุณค่าต่อสังคมและชุมชนของผลงาน, และความสามารถในการนำไปต่อยอดและพัฒนาในส่วนอื่น ๆ ต่อไปได้ ตามลำดับ ทำให้เห็นได้ว่าสื่อที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นนี้สามารถเป็นแนวทางหนึ่งในการอนุรักษ์และส่งเสริมความรู้ ความเข้าในจิตรกรรมฝาผนังของไทยได้ทางหนึ่ง รวมถึงยังสามารถทำให้ถึงเนื้อหาทางพระพุทธศาสนาได้อีกด้วย
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 4.0 International License.
Copyright Transfer Statement
The copyright of this article is transferred to Journal of The Faculty of Architecture King Mongkut's Institute of Technology Ladkrabang with effect if and when the article is accepted for publication. The copyright transfer covers the exclusive right to reproduce and distribute the article, including reprints, translations, photographic reproductions, electronic form (offline, online) or any other reproductions of similar nature.
The author warrants that this contribution is original and that he/she has full power to make this grant. The author signs for and accepts responsibility for releasing this material on behalf of any and all co-authors.
เอกสารอ้างอิง
Bank of Ayudhya. (2020). The Chronicle of Krungsri. [Television series]. Krungsri TV. https://www.krungsri.com/th/ayudhyabulletin/previousepisodes/2563/june
Charoengorngit, P. (2015). The Ubosatha and Vihara in late Ayutthaya to early Rattanakosin Period, Klong Aomnon, Nonthaburi Province [Master’s thesis, Silpakorn University]. Silpakorn University. (in Thai)
Chotivaranon, N. (2014). Narcissism: Digital Art Reflects Truth and Illusion on Social Media [Master’s thesis, Silpakorn University]. Silpakorn University. (in Thai)
Junkasain, T. (2022). Murals from the assumption in Chapel of Wat Prasat. Journal of Fine Arts, Chiang Mai University, 13(2), 196-230. https://www.finearts.cmu.ac.th/wp-content/uploads/2023/04/View-of-Murals-from-the-assumption-in-Chapel-of-Wat-Prasat.pdf
Kijvisala, K. (2021). Narratology in Communication Studies. Journal of Journalism, 14(3). 9-85. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jcmag/article/view/250754
Kunavichayanont, S. (2002). From Old Siam to Modern Thailand: The Transformation of Art from Tradition to Modern and Contemporary. Silpakorn University Art Gallery. (in Thai)
Leksukhum, S. (2005). Ancient Thai Craftsmanship: Collected Essays on Perspectives, Thought, and Meaning. Muang Boran. (in Thai)
Leksukhum, S. (2013). Forms and Shapes Assumed from Ruined Remains located at an Archaeological Site for Creating New Approaches of Fine Arts. Burapha Art Journal, 15(2), 2-9. https://journal.lib.buu.ac.th/index.php/art/article/view/2927
Leksukhum, S. (2021). Hypothetical Forms to Artworks from 59 Archaeological Sites. Professor Emeritus Dr. Santi Leksukhum. Muang Boran. (in Thai)
Nunim, C. (1969). History of Nonthaburi City. Prasert Siri Press. (in Thai)
Pattanopas, T. (n.d.). Semiotics and the Representation of Meaning. Chulalongkorn University. https://www.arch.chula.ac.th/journal/files/article/qyYaZ1mab3Sun103124.pdf
Prayoonrat, C., & Prayoonrat, W. (2021). Thai mural painting to computer animation. Interdisciplinary Sripatum Chonburi Journal, 7(1), 9-20. https://so04.tci-thaijo.org/index.php/ISCJ/article/view/250031
Punthongdeewatana, O. (2013). Review Article: Western Aesthetics – The Development of the Quest for Answers Concerning Art and Beauty. Veridian E-Journal, 6(4), ช-ด. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Veridian-E-Journal/article/view/35044
Royal Society of Thailand. (2008, May 8). Ut - Maha-Ut. http://legacy.orst.go.th/?knowledges=%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%94-%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%94-%E0%B9%98-%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B9%92%E0%B9%95%E0%B9%95%E0%B9%91
Setwong, S, Krajangkanthamat, S, Meghavibhata,K, & Uthaikam,P. (2025). The Guideline of the Arts and Culture Conservation in the New Normal Age: A Case Study of Ban Nong Ueng Community, Chiang Mai Sub-district, Phochai District, Roiet Province. Journal of MCU Palisueksabuddhaghosa, 11(1), 175-191. https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/274274
Thammataweenan, C. (2011). Film animation design to show endemic on Phaya Meng Rai [Master’s thesis, Silpakorn University]. Silpakorn University. (in Thai)
Uluchada, P. (1987). Murals from the middle to early late Ayutthaya period: The Nonthaburi school of painting at Wat Chomphuwek and Wat Prasat. Muang Boran. (in Thai)
Yuenyong, W. (2019). The conjectural reconstruction and dating of Large bronze Buddha fragments in Haripunchai National Museum [Master’s thesis, Silpakorn University]. Silpakorn University. (in Thai)