การศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบทางลาดที่ส่งผลต่อเวลาในการใช้งานสำหรับรถเข็นวีลแชร์

Main Article Content

พันธพัฒน์ บุญมา

บทคัดย่อ

ปัจจุบันสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับการใช้งานของผู้สูงอายุและผู้พิการ โดยเฉพาะการเข้าถึงพื้นที่ต่างระดับ มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ ทางลาด ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาคารที่ช่วยให้การสัญจรเป็นไปอย่างปลอดภัย เท่าเทียม และลดอุปสรรคในการใช้งาน ทั้งในชีวิตประจำวันและในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหวหรืออัคคีภัย ที่จำเป็นต้องมีการอพยพอย่างรวดเร็วและปลอดภัย ภายใต้เงื่อนไขที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและความสามารถทางกายภาพของผู้ใช้งาน


แนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) ได้ถูกนำมาใช้เป็นกรอบแนวคิดสำคัญในการออกแบบสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างเท่าเทียม โดยทางลาดถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญและสะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีข้อกำหนดและมาตรฐานด้านการออกแบบทางลาดที่ชัดเจน ทั้งในด้านความลาดชัน ความกว้าง และการจัดวางชานพัก แต่ในทางปฏิบัติยังพบว่ามีทางลาดจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในมิติของเวลาในการเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยและการอพยพของผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ งานวิจัยนี้จึงให้ความสำคัญในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง รูปแบบทางลาด กับ เวลาในการเคลื่อนที่ เพื่อสร้างองค์ความรู้เชิงเปรียบเทียบที่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางประกอบการออกแบบทางลาดได้อย่างเหมาะสม


งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบรูปแบบทางลาดที่แตกต่างกัน โดยวิเคราะห์ผลกระทบต่อเวลาในการเคลื่อนที่ของผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ รวมถึงเสนอแนวทางการออกแบบทางลาดที่มีประสิทธิภาพด้านเวลาและสอดคล้องกับหลักการออกแบบเพื่อทุกคนและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองโดยใช้การจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ ผ่านโปรแกรม Pathfinder ซึ่งเป็นโปรแกรมจำลองการเคลื่อนที่ที่รองรับการจำลองผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์รายบุคคลและรูปแบบทางลาดตามเรขาคณิตจริงได้โดยตรง เหมาะสมกับการวิเคราะห์เวลาในการเคลื่อนที่ของแบบจำลอง


กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยประกอบด้วยแบบจำลองทางลาดจำนวน 81 แบบ ซึ่งได้จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรต้น 4 ปัจจัย ได้แก่ 1) รูปแบบทางลาด ประกอบด้วย ทางลาดตรง ทางลาดรูปตัว L และทางลาดรูปตัว U 2) การจัดวางชานพัก ได้แก่ ชานพักช่วงต้น ชานพักกึ่งกลาง และชานพักช่วงท้าย 3) ความกว้างของทางลาด 3 ระดับ คือ 1.50, 1.80 และ 2.00 เมตร และ 4) ความลาดชันของทางลาด 3 ระดับ คือ 1:12, 1:13 และ 1:14 โดยกำหนดให้รถเข็นวีลแชร์ที่ใช้ในการจำลองเป็นรถเข็นแบบมือหมุนมาตรฐาน และกำหนดค่าความเร็วพื้นราบและตัวคูณความเร็วสำหรับทางลาดลงให้สอดคล้องกันในทุกแบบจำลอง เพื่อควบคุมเงื่อนไขการเปรียบเทียบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน


ทั้งนี้แบบจำลองถูกกำหนดขึ้นเพื่อประเมินประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ในมิติเชิงเวลาเป็นหลัก โดยโปรแกรม Pathfinder คำนวณเส้นทางการเคลื่อนที่ตามแนวแกนศูนย์กลางของทางลาดและชานพักตามรูปแบบเรขาคณิตจริง โดยไม่ใช้การลัดแนวเฉียง และไม่รวมปัจจัยด้านชีวกลศาสตร์ของการควบคุมรถเข็น ผลการจำลองจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้เปรียบเทียบความแตกต่างด้านเวลาระหว่างรูปแบบทางลาดภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ข้อมูลที่ได้จากการจำลองถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และคำนวณค่าดัชนีประสิทธิภาพสัมพัทธ์ (Efficiency Index: EI) เพื่อใช้เปรียบเทียบประสิทธิภาพด้านเวลาในการเคลื่อนที่ของทางลาดแต่ละรูปแบบ โดยค่า EI ที่เข้าใกล้ 100 แสดงถึงประสิทธิภาพเชิงเวลาที่สูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่มเดียวกัน


ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบทางลาดเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเวลาในการเคลื่อนที่ของผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์มากที่สุด โดยทางลาดรูปแบบ L ให้ประสิทธิภาพด้านเวลาสูงสุด มีค่า EI เฉลี่ยเท่ากับ 98.7% รองลงมาคือทางลาดแบบตรง ซึ่งมีค่า EI เฉลี่ย 96.1% และต่ำสุดคือทางลาดรูปแบบ U ที่มีค่า EI เฉลี่ย 91.5% อันเป็นผลมาจากลักษณะการเปลี่ยนทิศทางกลับตัว 180 องศา ซึ่งทำให้การเคลื่อนที่ขาดความต่อเนื่องและใช้เวลามากขึ้น เมื่อพิจารณาผลของความลาดชัน พบว่าทางลาดที่มีความลาดชัน 1:12 ใช้เวลาเคลื่อนที่น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับความลาดชัน 1:13 และ 1:14 อย่างไรก็ตาม ลำดับประสิทธิภาพระหว่างรูปแบบทางลาดยังคงสอดคล้องกันในทุกระดับความลาดชัน ในด้านความกว้างของทางลาด พบว่าการเพิ่มความกว้างจาก 1.50 เมตร เป็น 2.00 เมตร ส่งผลให้เวลาในการเคลื่อนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในทุกแบบจำลอง แม้ว่าความกว้างที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการใช้งานจริง ส่วนการจัดวางชานพักพบว่าชานพักแบบกึ่งกลางช่วยให้การเคลื่อนที่มีจังหวะที่สมดุลและต่อเนื่องมากที่สุด ในขณะที่ชานพักช่วงท้ายยาวมีแนวโน้มทำให้เวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากระยะทางการเคลื่อนที่ที่ยาวขึ้น


โดยสรุป งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการออกแบบทางลาดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง มุมเลี้ยวเหมาะสม และความลาดชันอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลให้ประสิทธิภาพด้านเวลาในการเคลื่อนที่ของผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ดีขึ้นภายใต้เงื่อนไขของการจำลอง ทั้งในภาวะปกติและสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดด้านเวลา ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับหลักการออกแบบเพื่อทุกคนในมิติของความชัดเจนและการเข้าถึงเชิงพื้นที่ และสามารถใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจด้านการออกแบบทางลาดในอาคารสาธารณะและพื้นที่ที่ต้องรองรับกลุ่มผู้ใช้งานที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
บุญมา พ. (2026). การศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบทางลาดที่ส่งผลต่อเวลาในการใช้งานสำหรับรถเข็นวีลแชร์. Asian Creative Architecture, Art and Design, 39(2), e284336. https://doi.org/10.55003/acaad.2026.284336
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

AnyLogic Company. (2022). AnyLogic simulation software. https://www.anylogic.com

Bentley Systems. (2022). Legion software. https://www.bentley.com

Boonma, P. (2024). A study of home planning for the elderly for earthquake emergency response [Doctoral dissertation, Naresuan University]. Naresuan University Repository. https://nuir.lib.nu.ac.th/dspace/handle/123456789/5908

Center for Universal Design. (1997). The principles of universal design (Version 2.0). North Carolina State University.

Chaikhot, D., Taylor, M. J. D., De Vries, W. H. K., & Hettinga, F. J. (2023). Biomechanics of wheelchair turning manoeuvres: Novel insights into wheelchair propulsion. Frontiers in Sports and Active Living, 5, 1127514. https://doi.org/10.3389/fspor.2023.1127514

Chareonwongsak, K., & Thong, J. (2017). Designing accessible spaces: The importance of universal design for people with disabilities. National Research Council.

Cooper, R. A., Boninger, M. L., & Rentschler, A. J. (1996). Use of wheelchair pushrim biomechanics for understanding injury mechanisms and design criteria. Assistive Technology, 8(1), 3–11.

Department of Public Works and Town & Country Planning. (2019). Building design standards for accessibility of persons with disabilities (Building Code No. 13). Department of Public Works and Town & Country Planning. (in Thai)

Department of Public Works and Town & Country Planning. (2020). Universal design standards for buildings. https://www.dpt.go.th/ (in Thai)

Koontz, A. M., Cooper, R. A., Boninger, M. L., Yang, Y., Impink, B. G., & van der Woude, L. H. v. (2005). A kinetic analysis of manual wheelchair propulsion during start-up on select indoor and outdoor surfaces. The Journal of Rehabilitation Research and Development, 42(4), 447. https://doi.org/10.1682/JRRD.2004.08.0106

Kuligowski, E. D., Peacock, R. D., & Hoskins, B. L. (2010). A review of building evacuation models (NIST Technical Note 1680). National Institute of Standards and Technology. https://doi.org/10.6028/NIST.TN.1680

Imrie, R. (2012). Universalism, universal design and equitable access to the built environment. Disability & Rehabilitation, 34(10), 873–882. https://doi.org/10.3109/09638288.2011.624250

International Organization for Standardization (ISO). (2008). ISO 7176-5:2008 — Wheelchairs — Part 5: Determination of overall dimensions, mass and turning space. ISO.

Ministry of Interior. (2021). Ministerial Regulation prescribing facilities in buildings for persons with disabilities or older persons (No. 2), B.E. 2564 (2021). Royal Thai Government Gazette. https://download.asa.or.th/03media/04law/cba/mr/mr48-58e-upd%2802%29.pdf

National Statistical Office (Thailand). (2021). Thailand becomes a complete aged society. Ministry of Digital Economy and Society. Retrieved April 9, 2025, from https://www.nso.go.th/ (in Thai)

Oasys. (2021). MassMotion crowd simulation. https://www.oasys-software.com

Ronchi, E., & Nilsson, D. (2013). Fire evacuation in high-rise buildings: A review of human behaviour and modelling research. Fire Science Reviews, 2(7), 1–21. https://doi.org/10.1186/2193-0414-2-7

SimWalk. (2020). Pedestrian simulation software. https://www.simwalk.com

Story, M. F. (1998). Maximizing usability: The principles of universal design. Assistive Technology, 10(1), 4–12. https://doi.org/10.1080/10400435.1998.10131955

Bertocci, G., Smalley, C., Page, A., & Digiovine, C. (2019).Manual wheelchair propulsion on ramp slopes encountered when boarding public transit buses. Disability and Rehabilitation: Assistive Technology, 14(6), 561–565. https://doi.org/10.1080/17483107.2018.1465602

Tolerico, M. L., Ding, D., Cooper, R. A., Spaeth, D. M., Fitzgerald, S. G., Cooper, R., & Boninger, M. L. (2007).

Assessing mobility characteristics and activity levels of manual wheelchair users. Journal of Rehabilitation Research & Development, 44(4), 561–571.https://doi.org/10.1682/JRRD.2006.05.0054

Thunderhead Engineering. (2023). Pathfinder – Advanced fire and egress simulation. https://www.thunderheadeng.com/pathfinder

U.S. Department of Justice. (2010). ADA standards for accessible design. Author.

van der Woude, L. H. V., Veeger, H. E. J., Dallmeijer, A. J., Janssen, T. W. J., & Rozendaal, L. A. (2001). Biomechanics and physiology in active manual wheelchair propulsion. Medical Engineering & Physics, 23(10), 713–733. https://doi.org/10.1016/S1350-4533(01)00083-2

World Health Organization (WHO). (2008). Guidelines on the provision of manual wheelchairs in less-resourced settings. WHO Press.