การพัฒนากฎหมายเพื่อส่งเสริมหน้าที่ของปวงชนชาวไทยในการป้องกันประเทศ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
คำสำคัญ:
กฎหมาย, หน้าที่ของปวงชนชาวไทย, การป้องกันประเทศ, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560, การรับใช้ชาติแบบผสมบทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดทางกฎหมายในการส่งเสริมหน้าที่ของปวงชนชาวไทยในการป้องกันประเทศตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 2. ศึกษามาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมหน้าที่ของประชาชนในการป้องกันประเทศ และ 3. นำเสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อส่งเสริมหน้าที่ดังกล่าว เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยผู้ให้สัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 20 รูปหรือคน และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 9 รูปหรือคน เครื่องมือที่ใช้ คือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้างและประเด็นสนทนากลุ่มเฉพาะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการพรรณนาและการวิเคราะห์เชิงสัมพันธ์ตามกรอบแนวคิด ทฤษฎี และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ผลการวิจัยพบว่า 1. การส่งเสริมหน้าที่ของปวงชนชาวไทยในการป้องกันประเทศยังมีข้อจำกัดจากช่องว่างระหว่างรัฐธรรมนูญกับกฎหมายระดับปฏิบัติ กฎหมายที่ใช้บังคับยังเน้นระบบรับราชการทหารและการบังคับจัดหากำลังพล มากกว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้านความมั่นคง ส่งผลให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับหลักนิติธรรม ความเสมอภาค ความได้สัดส่วน การรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รวมทั้งการขาดมาตรการจูงใจและกลไกสร้างจิตสำนึกพลเมืองที่ชัดเจน 2. มาตรการทางกฎหมายของไทยและต่างประเทศสะท้อนว่า ประเทศไทยควรพัฒนาจากระบบเกณฑ์ทหารแบบเดิมไปสู่ระบบการรับใช้ชาติแบบผสม โดยเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมหลายรูปแบบ เช่น การรับราชการทหาร กำลังพลสำรอง อาสาสมัครด้านความมั่นคง ให้เหมาะกับบริบทไทย และ 3. แนวทางการพัฒนากฎหมายควรใช้ CPILB Model เป็นกรอบสำคัญ ประกอบด้วยการยึดหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ การเปิดช่องทางการมีส่วนร่วมที่หลากหลาย การสร้างแรงจูงใจและกลไกสนับสนุน การคุ้มครองสิทธิและความเป็นธรรมทางกฎหมาย และการบูรณาการหลักพละ 5 เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองด้านความมั่นคง อันจะทำให้การป้องกันประเทศเป็นภารกิจร่วมของรัฐและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
เอกสารอ้างอิง
กษมา เดชรักษา และชุติพงศ์ สมทรัพย์. (2561). หน้าที่ของปวงชนชาวไทยในรัฐธรรมนูญ: สถานะและความผูกพันทางกฎหมาย. พิฆเนศวร์สาร, 14(2), 193–210.
ภัสวรรณ อุชพงศ์อมร และอารีรัตน์ โกสิทธิ์. (2556). ศาลปกครองกับการตรวจสอบการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนภายใต้หลักความได้สัดส่วน (รายงานผลการวิจัย). เชียงราย: มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง.
สฤษดิ์ แผนสนิท และสมิหรา จิตตลดากร. (2563). การพัฒนาพลทหารกองประจำการของกองทัพเพื่อความมั่นคงของชาติ. วารสารมานุษยวิทยาเชิงพุทธ, 5(10), 301–314.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. (2560, 6 เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก. หน้า 1–90.
พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497. (2497, 16 กุมภาพันธ์). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 71 ตอนที่ 13 ก. หน้า 195-226.
Herzberg, F. et al. (1959). The motivation to work (2nd ed.). New York: John Wiley & Sons.
Maslow, A. H. (1943). A theory of human motivation. Psychological Review, 50, 370–396.
Vroom, V. H. (1964). Work and motivation. New York: Wiley.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มใบมอบลิขสิทธิ์บทความให้แก่วารสารฯ พร้อมกับบทความต้นฉบับที่ได้แก้ไขครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ ผู้นิพนธ์ทุกท่านต้องยืนยันว่าบทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์นั้น ได้ส่งมาตีพิมพ์เฉพาะในวารสารสหวิทยาการนวัตกรรมปริทรรศน์ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากมีการใช้ภาพหรือตารางหรือเนื้อหาอื่นๆ ของผู้นิพนธ์อื่นที่ปรากฏในสิ่งตีพิมพ์อื่นมาแล้ว ผู้นิพนธ์ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน พร้อมทั้งแสดงหนังสือที่ได้รับการยินยอมต่อบรรณาธิการ ก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์ หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเบื้องต้น ทางวารสารจะถอดบทความของท่านออกโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น


