ปัญหาทางกฎหมายในการดูแลแบบประคับประคอง: ศึกษากรณีไม่มีหนังสือแสดงเจตจำนงไว้โดยชัดแจ้ง
คำสำคัญ:
การดูแลแบบประคับประคอง, หนังสือแสดงเจตจำนง, ผู้ป่วยระยะท้ายบทคัดย่อ
บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัญหาช่องว่างทางกฎหมายในการดูแลแบบประคับประคอง ภายใต้มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยระยะท้ายขาดความสามารถในการตัดสินใจและไม่ได้จัดทำหนังสือแสดงเจตจำนง (Living Will) ไว้ล่วงหน้า ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในการตัดสินใจยุติการรักษาของญาติ และสร้างความเสี่ยงต่อความรับผิดทางกฎหมายของบุคลากรทางการแพทย์
ผลการศึกษาพบว่า บทบัญญัติในมาตรา 12 ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดและไม่ได้ให้การรับรองที่ชัดเจนเพียงพอเกี่ยวกับการตัดสินใจแทนผู้ป่วยโดยผู้แทนหรือญาติใกล้ชิด การที่แพทย์ยุติการรักษาโดยอาศัยเพียงความยินยอมของผู้แทนหรือญาติ อาจส่งผลให้แพทย์ต้องเผชิญกับความรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน พบว่าประเทศเหล่านั้นมีกลไกทางกฎหมายที่ชัดเจนในการกำหนดลำดับชั้นของญาติผู้มีอำนาจตัดสินใจ
ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 โดยเพิ่มบทบัญญัติที่รับรองอำนาจของผู้แทนหรือญาติใกล้ชิดตามลำดับชั้น ให้สามารถแสดงเจตจำนงแทนผู้ป่วยในการยุติการรักษาที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต และเลือกรับการดูแลแบบประคับประคองได้ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ลดความขัดแย้งในทางปฏิบัติ และส่งเสริมให้การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง
นภัส คำนวณ. (2558). ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่และจริยธรรมของแพทย์ เมื่อผู้ป่วยใช้สิทธิปฏิเสธการรักษาในวาระสุดท้าย. [วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์]. ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ประพัฒน์พงศ์ สุคนธ์. (2529). การยกเว้นความรับผิดในการทำให้ผู้ป่วยตายด้วยความสงสาร. [วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]. ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
ปฐมพร ศิรประภาศิริ. (2563). บทที่ 1 บทนำ คู่มือการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและระยะท้าย (สำหรับบุคลากรทางการแพทย์). สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์
ภูมิภัทร ศาสตร์ศศิ. (2555). อำนาจกระทำของแพทย์ในการให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบในวาระสุดท้ายของชีวิต. [วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์]. ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
รุ่งนิรันดร์ ประดิษฐสุวรรณ. (2566). การทำหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการดูแลรักษาผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิต (Advance Directives) และการดูแลรักษาผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative Care). ใน แสวง บุญเฉลิมวิภาส (บ.ก.), นิติเวชศาสตร์และกฎหมายการแพทย์ (พิมพ์ครั้งที่ 8) วิญญูชน.
วนิดา โสภณสินสุข. (2565). สิทธิการตายตามธรรมชาติ : ศึกษากรณีการแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับการรักษาของผู้ป่วยและทายาท. [วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์]. ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย.
วิชัย โชควิวัฒน, อำพล จินดาวัฒนะ, แสวง บุญเฉลิมวิภาส, ปิติพร จันทรทัต ณ อยุธยา และไพศาล ลิ้มสถิตย์. (2554). ก่อนวันผลัดใบ หนังสือแสดงเจตนาการจากไปในวาระสุดท้าย (พิมพ์ครั้งที่ 5). ทีคิวพี.
วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์. (2540). การให้ผู้ป่วยที่สิ้นหวังตายอย่างสงบ (เอกสารประกอบการสัมมนา). ม.ป.ท.
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ. (2562). คู่มือผู้ให้บริการสาธารณสุข กฎหมายและแนวทางการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย (พิมพ์ครั้งที่ 9). สามดีพริ้นติ้งอีควิปเมนท์.
สุณิชญา ธีรโรจน์วิทย์. (2565, มกราคม - มิถุนายน). การใช้สิทธิปฏิเสธการรักษาของผู้ป่วยระยะท้ายตามกฎหมายสุขภาพแห่งชาติ: ศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยและไต้หวัน. วารสารรามคำแหง ฉบับนิติศาสตร์, 11(1), 3-29. https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/260221/175217
แสวง บุญเฉลิมวิภาส และอเนก ยมจินดา. (2546). กฎหมายการแพทย์ (พิมพ์ครั้งที่ 2). วิญญูชน.
ศรีเวียง ไพโรจน์กุล. (2563). บทที่ 2 การดูแลแบบประคับประคองของประเทศไทย:การมุ่งสู่คุณภาพ คู่มือการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและระยะท้าย (สำหรับบุคลากรทางการแพทย์). สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์
Beauchamp, T. L., & Childress, J. F. (2019). Principles of Biomedical Ethics (8th ed.). Oxford University Press.
Cho, C. (2018). From cure to care: The development of hospice care in Taiwan. Hospice & Palliative Medicine International Journal, 2(5), 286-287.
Crave, M. (n.d.). Hospice & Palliative Medicine International Journal. https://medcraveonline.com/HPMIJ/HPMIJ-02-00108
Di, Z. (2019). Why China Should Start Planning for Legal Euthanasia. https:// www.sixthtone.com/news/1003690/why-china-should-start-planning-for -legal-euthanasia [2023, September 6].
Quill, T. E., & Abernethy, A. P. (2013). Generalist plus specialist palliative care—creating a more sustainable model. New England Journal of Medicine, 368(13).
Meier, D. E. (2011). Increased access to palliative care and hospice services: Opportunities to improve value in health care. The Milbank Quarterly, 89(3).
Lin, Y. (2018). Asia’s first ‘Natural Death’ law, Will Taiwan be ready? https: //english.cw.com.tw/article/article.action?id=1975 [2023, September 6].
Sepúlveda, C., Marlin, A., Yoshida, T., & Ullrich, A. (2002). Palliative care: The World Health Organization’s global perspective. Journal of Pain and Symptom Management, 24(2).
Cheng, S., Chen, C., & Chiu, T. (2016, December). Advances of hospice palliative care in Taiwan. The Korean Journal of Hospice and Palliative Care, 19(4), 292-295.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร ทั้งนี้ ข้อมูล เนื้อหา และข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว กองบรรณาธิการไม่มีความจำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
เนื้อหา ข้อมูล รูปภาพ และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารฯ อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ของวารสารนิติศาสตร์และสังคมท้องถิ่น การนำไปเผยแพร่ ดัดแปลง หรือใช้ประโยชน์ในลักษณะใด ๆ ไม่ว่าเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารก่อน