แนวทางการบริหารจัดการวัดร้างในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปของวัดร้างในจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2) เพื่อศึกษาการบริหารจัดการวัดร้างในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และ 3) เพื่อวิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการวัดร้างในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารทางพระพุทธศาสนา อรรถกถา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 รูป/คน
ผลการวิจัยพบว่า
1) สภาพทั่วไปของวัดร้างในจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีวัดร้างที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จำนวน 20 แห่ง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) วัดร้างที่ยังมีพระสงฆ์จำพรรษาและได้รับการดูแลจากชุมชน และ (2) วัดร้างที่เหลือเพียงซากโบราณสถานหรือพื้นที่ว่างเปล่าโดยไม่มีการประกอบกิจกรรมทางศาสนา
2) การบริหารจัดการวัดร้างในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังประสบข้อจำกัดหลายด้าน เช่น การประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐที่ยังไม่เป็นระบบ ความล่าช้าในการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและป่าสงวน รวมทั้งข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม อย่างไรก็ตาม ความเชื่อของชุมชนไทใหญ่ที่มองว่าวัดร้างเป็น “วัดห่าง” ซึ่งเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และไม่ควรถูกรบกวน มีบทบาทสำคัญในการป้องกันการบุกรุกและการทำลายโดยไม่ตั้งใจ
3) วิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการวัดร้างในจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีการสำรวจและจัดทำทะเบียนวัดร้างด้วยเทคโนโลยี GIS และระบบฐานข้อมูล การฟื้นฟูและอนุรักษ์ตามหลักวิชาการโดยคงรูปแบบและวัสดุดั้งเดิม การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และการจัดทำแผนบริหารจัดการที่มีเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และพันธกิจที่ชัดเจน โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ คณะสงฆ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน เพื่อการบริหารจัดการวัดร้างอย่างยั่งยืน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
จันทร์หอม จิตตินันท์. (2556). บทบาทของวัดในชุมชน: กรณีศึกษาภาคเหนือ. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ณพศักดิ์ ภูคำศักดิ์. (2560). การบริหารจัดการวัดร้างในอำเภอบางบาล. พระนครศรีอยุธยา: วิทยาลัยสงฆ์.
ทองประเสริฐ จักรพันธ์. (2561). วัดร้างกับการจัดการพื้นที่วัฒนธรรมท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
แทนวุธยา ไทยสันทัด. (2561). วัดร้าง: ปัญหาและโอกาสสำหรับเมืองเก่าเชียงใหม่. เชียงใหม่: คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
พระทวีศักดิ์ ธมฺมกิตฺติโก (โนนใหม่). (2562). แนวทางการพัฒนาวัดร้างในเขตตำบลวังประจบ อำเภอเมือง จังหวัดตาก. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาวิชาศึกษาศาสนา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
รัชณีย์ เจริญนนท์ และคณะ. (2563). แนวทางการฟื้นฟูวัดร้างในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. มหาสารคาม: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
วรรณฉัตร วิจิตร. (2554). พุทธศาสนาและคตินิยมการสร้างวัดในอดีต. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามงคล.
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. (2535). กฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505. กรุงเทพฯ: สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี.
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. (2566). รายงานสถิติวัดทั่วประเทศ พ.ศ. 2566. สืบค้นจาก https://www.onab.go.th
สุขสำราญ ธีรเดช. (2560). วัดไทยกับบทบาททางสังคมในประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: สารคดี.
อ่อนสี พนมกร. (2562). ศาสนสถานกับการดำรงอยู่ของชุมชน. นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหิดล.
Ife, J. (2013). Community development: Community-based alternatives in an age of globalisation (3rd ed.). Australia: Pearson Education.
Mintzberg, H. (1983). Structure in fives: Designing effective organizations. New Jersey: Prentice-Hall.