การศึกษาระดับความรู้ในการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550

Main Article Content

ดวงพร บุญสม

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ของพนักงานสอบสวนต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 และเพื่อศึกษษถึงผลการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผุ้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานสอบสวนที่ได้รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ในเขตการปฏิบัติงานของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ใช้วิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสัมภาษณ์ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เจาะลึกกับกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดและนำเสนอข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา


ผลการศึกษา พบว่าพนักงานสอบสวนส่วนใหญ่มีความรู้ต่อการปฏิบัติหน้าที่ตาพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พงศ. 2550 ในระดับที่สองความรุ้เชิงบริบท (Know-How) คือ พนักงานสอบสวนสามารถนำเอาความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมหรือตามบริบทของจนเองได้ ก่อเกิดเป็นทักษะหรือ ประสบการณ์ รู้ประเด็นการใช้ การบังคับใช้ กฎหมายตั้งแต่กฎหมายเริ่มใช้จนถึงปัจจุบันสามารถตีความและมีความเข้าใจในการปฏิบัติตามกฎหมาย และยังพบว่าพนักงานสอบสวนน้ำพระราชบัญญัติฯ ไปใช้เป็นส่วนน้อย ถึงแม้ว่ากฎหมายจะกำหนดวิะีปฏิบัติและบทบาทหน้าที่ ของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องไว้ชัดเจน แต่นทางปฏิบัติพบว่าผู้ปฏิบัติยังคงสับสนในรูปแบบวฺะีการและบทบาทหน้าที่ของตนเองอยู่ ซึ่งเป็นผลมาจากขาดการประชาสัมพันธ์ถึงตัวกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนโดยทั่วไปหรือผู้เสียหายไม่ทราบช่องทางในการเข้าถึงกฎหมายรวมทั้งสิทธิที่ตนจะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายฉบับนี้ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้เสียหายบางส่วนปฏิเสธที่จะใช้กฎหมายดังกล่างในกรณีที่เกิดความรุนแรงในครอบครัวขึ้น ประกอบกับความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องที่ทางพนักงานสอบสวนวหลีกเลี่ยงโดยไม่ใช้ข้อกฎหมายในการแก้ไขกรณีดังกล่าว จึงทำให้ความเชี่ยวชาญในการใช้ข้อกฎหมาย ดังนั้นการนำพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดขึ้นอยู่กับระดับความรู้ของพนักงานสอบสวนในการนำมาปฏิบัติให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฯ


ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งนี้ คือ ควรมีนักงานสอบสวนหญิงประจำแต่ละสถานีเนื่องจากการศึกษาพบว่าในขั้นตอนการสอบสวนคดีความรุนแรงในครอบครัว เหยื่อหรือผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวไม่สะดวกใจในการให้ข้อมูลบางอย่างกับพนักงานสอบสวนที่เป้นเพศชาย และเห็นควรให้มีพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติฯจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เข้ามาบูรณาการการทำงานร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบในการดูแลคดีที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติฯฉบับนี้โดยตรง เนื่องจากการศึกษพบว่าการประสานงานกับสหวิชาชีพยังมีความติดขัดในหลายกรณีและขาดคุคลากรที่สามารถปฏิบัติงานได้จริงในการรองรับการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติฯ รวมถึงเห็นควรให้มีการจัดลำดับหมุนเวียนพนักงานสอบสวนในหน่วยงานให้มีโอกาสได้รับการอบรมในแต่ละหลักสูตรอย่างเหมาะสมและทั่วถึงกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระจายความรู้และขจัดปัญหาความซ้ำซ้อนของพนักงานสอบสวนที่ผ่านการอบรวมในเรื่องเดิมมาแล้ว และการอบรมในแต่ละหัวข้อควรให้ความสำคัญต่อการนำไปใช้เพื่อให้ความรู้ยังคงติดตัวและให้เกิดความเชี่ยวชาญในความรู้ด้านนั้น ๆ อย่างแท้จริง เนื่องจากการศึกษาพบว่าการอบรมซ้ำ ในความรู้รูปแบบเดิม ๆ แก่พนักงานสอบสวนคนเดิมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และความรู้ที่ได้จากการอบรมจะคงอยู่ไม่นานหากไม่ได้นำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมมาใช้ในทางปฏิบัติ

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
บุญสม ด. (2014). การศึกษาระดับความรู้ในการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550. วารสารกระบวนการยุติธรรม, 7(1), 75–94. สืบค้น จาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JTJS/article/view/247907
ประเภทบทความ
บทความวิจัย