ละครรำเรื่อง กาตยานี: นาฏศิลป์สร้างสรรค์จากภารตนาฏยัมและนาฏศิลป์ไทย
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยเรื่องละครรำเรื่องกาตยานี: นาฏศิลป์สร้างสรรค์จากภารตนาฏยัมและนาฏศิลป์ไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์ละครรำเรื่อง กาตยานี ได้รับแรงบันดาลใจและแนวคิดมาจากละครชุด (TV Series) เรื่อง “ทุรคา มหาเทวี” อันนำไปสู่การศึกษาตำนานของเทพีกาตยายนีซึ่งเป็นเทวสตรี ในศาสนาฮินดู และเป็นปางหนึ่งของพระอุมาที่อวตารมาปราบอสูรร้าย จากนั้นผู้วิจัยได้นำวรรณกรรมมาแปรรูปสู่การแสดง โดยแบ่งเนื้อเรื่องออกเป็น 3 องก์ ได้แก่ องก์ที่ 1 อสูรอหังการ์ องก์ที่ 2 พระอุมาอวตาร และองก์ที่ 3 สังหารอสุรา นำเสนอในรูปแบบละครรำ ประกอบด้วยลักษณะแบบแผนของละครรำดั้งเดิมของไทย 3 ประเภทรวมกัน ได้แก่ 1. แบบแผนละครชาตรี คือการรำเบิกโรงหรือเรียกว่า “รำถวายมือ” ก่อนเริ่มการแสดง โดยให้ผู้แสดงตัวพระและตัวนางทั้งหมดเป็นผู้ร่ายรำ 2. แบบแผนของละครนอกแบบหลวง คือการดำเนินเรื่องรวดเร็วและสนุกสนาน และ 3. แบบแผนของละครใน คือการรำอวดฝีมือด้วยลีลาอ่อนช้อยละเมียดละไม ส่วนกระบวนท่ารำใช้หลักการผสมผสานนาฏยจารีต 2 รูปแบบ คือ 1. ภาพลายเส้นในตำราท่ารำนาฏศิลป์ไทย และ 2. ภาษามือหรือที่เรียกว่า “มุทรา” ในภารตนาฏยัม อีกทั้งมีการนำหลักฐานทางศิลปะรูปแบบอื่นๆ เช่น หุ่นวังหน้า ภาพตัวพระตัวนางและภาพจับเรื่องรามเกียรติ์ในตำรารำ จิตรกรรมในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ฯลฯ มาสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายแบบ “ยืนเครื่อง” มีการเพิ่มเสียงเป่าสังข์และการบูชาอารตีในช่วงท้ายของการแสดงที่ช่วยเพิ่มกลิ่นอายของวัฒนธรรมฮินดู การวิจัยมีแนวคิด ฐานความรู้ และองค์ประกอบของการแสดงดังกล่าวสร้างสรรค์ “ละครรำเรื่องกาตยานี” ผสมผสานอัตลักษณ์ของนาฏศิลป์ไทยกับภารตนาฏยัม เป็นละครรำเรื่องใหม่ในรูปแบบใหม่สำหรับการแสดงของไทย องค์ความรู้ที่ได้จากการสร้างสรรค์ครั้งนี้คือการบูรณาการข้ามศาสตร์ทั้งกระบวนท่ารำ และรูปแบบการแสดงด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการคิด นำจุดเด่นของแต่ละศาสตร์มาผสมผสานเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นผลงานสร้างสรรค์
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กิตติธัช ศรีฟ้า. (2561). พระอินทร์ในบริบทสังคมไทย. วารสารศิลป์ พีระศรี, 6(1), 68-87.
จักรพันธุ์ โปษยกฤต. (2540). หุ่นวังหน้า. กรุงเทพฯ: กรุงเทพ (1984).
ธรรมจักร พรหมพ้วย. (2554). นาฏกรรมอินเดีย เอกสารประกอบการสอนวิชาทฤษฎีนาฏยศาสตร์. สืบค้นเมื่อ 10 มกราคม 2564 จาก https://www.academia.edu/43061631/.
บำรุง คำเอก. (2553) การเฉลิมฉลองเทศกาลทุรคาบูชา. วารสารดำรงวิชาการ, 9(2), 120-134.
ประวิทย์ ฤทธิบูลย์ และคณะ. (2564). รูปแบบการสร้างสรรค์นาฏศิลป์ที่สื่อให้เห็นถึงคุณค่าของปีกแมลงทับและส่งเสริมการสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์โดยผ่านมิติการแสดง. วารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ, 22(2), 125-139.
ประเวศ อินทองปาน. (2561). สถานภาพและบทบาทของสตรีเพศตามแนวจริยศาสตร์ทางศาสนา. วารสารธรรมธารา, 4(2), 61-99.
ผาสุข อินทราวุธ. (2522). รูปเคารพในศาสนาฮินดู. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร.
พเยาว์ นาคเวก. (2526). เทพีทุรคาในเอเชียอาคเนย์ (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์). มหาวิทยาลัยศิลปากร, กรุงเทพฯ.
พุทธเลิศหล้านภาลัย, พระบาทสมเด็จพระ. (2514). เรื่องอิเหนา. กรุงเทพฯ: ศิลปาบรรณาคาร.
มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ. (2552). วิวัฒนาการเครื่องแต่งกายโขน-ละครสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ: แปลน โมทิฟ.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน.
ศรัณ สุวรรณโชติ. (2562). ‘คีตนาฏการล้านนา’ การสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงภายใต้กระบวนการสืบสานภูมิปัญญาล้านนา. ใน พรรัตน์ ดำรุง และคณะ (บ.ก.), ข้ามศาสตร์ ข้ามเวลา (น. 238-277). กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์.
ศิลปากร, กรม. (2540). ตำรารำ. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.
ศิลปากร, กรม. (2557). จิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.
สุรพล วิรุฬห์รักษ์. (2547ก). หลักการแสดงนาฏยศิลป์ปริทรรศน์. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุรพล วิรุฬห์รักษ์. (2547ข). วิวัฒนาการนาฏยศิลป์ไทยในกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325-2477. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุรศักดิ์ ทอง. (2553). สยามเทวะ. กรุงเทพฯ: มติชน. Kshetra of Art. (2020). Mudras in Bharatnatyam. Retrieved July 19, 2021, from https://www.kshetraofart.com/2020/09/mudras-in-bharatnatyam.html?m=1.