การพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน

Main Article Content

อนุสิทธิ์ นามโยธา

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา/ตรวจสอบและวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน/และนำเสนอรูป แบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริหารและครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดสกลนคร ปีการศึกษา 2554 จำนวน 600 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์เส้นทาง ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบด้านภูมิหลังของผู้บริหารสถานศึกษา องค์ประกอบด้านสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารสถานศึกษา ด้านสมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านสมรรถนะประจำ สายงานของผู้บริหารสถานศึกษา และด้านประสิทธิผลของโรงเรียน 2) ผลการตรวจสอบรูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นพบว่า ค่าสถิติเป็นไปตามข้อตกลง คือ Chi-square=348.74, p-value = 0.21, df=195, RMSEA= 0.03,
สรปุ ได้ว่าข้อมลู เชิง ประจักษ์สอดคล้องกับ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมาโดยผู้วิจัยพบว่า ทุกองค์ประกอบที่นำมาศึกษาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของรูปแบบโครงสร้างนี้ และ 3) รูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของสมรรถนะ ผู้บริหาสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนสรุปได้คือ ประสิทธิผลของโรงเรียนที่เกิดขึ้นตามสมรรถนะของผู้บริหารได้รับอิทธิพลทางตรงเชิงบวกมาจากปัจจัยสำคัญ 3 ด้านคือ ด้านสมรรถนะหลักของผู้บริหารโรงเรียน (Direct Effect or DE=0.97) ด้านสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง (DE=0.82) และด้านภูมิหลังของผู้บริหารโรงเรียน (DE=0.32) ในทำนองเดียวกันได้รับอิทธิพลทางอ้อมมาจากปัจจัยด้านภูมิหลังของผู้บริหารและด้านสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องโดยส่งผ่านปัจจัยด้านสมรรถนะผู้บริหารและปัจจัยทั้งหมดสามารถทำนายประสิทธิผลของโรงเรียนได้ร้อยละ 81 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กาญจนา แสงสารพันธ์. (2548). การศึกษาภาวะผู้นำการบริหารคุณภาพทั้งองค์การของโรงเรียน จุฬาภรณราชวิทยาลัย. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา.
นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2542).โมเดลลิสเรล สถิติวิเคราะห์สำหรับการวิจัย.พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : สุวีวิริยาสาส์น.
เรชา ชูสุวรรณ. (2550). รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของสมรรถนะบุคคลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
วาโร เพ็งสวัสดิ์. (2549). การพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นตรงของประสิทธิผลภาวะผู้นำของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
วิทยา จันทร์ศิริ. (2551). การพัฒนาสมรรถนะหลักของผู้บริหารสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยของรัฐ.วิทยานิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารและพัฒนาการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร. (2549). รายงานการวิจัยเรื่องการวิเคราะห์งานวิจัยทางการบริหารการศึกษา.สกลนคร: คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
สุกัญญา รัศมีธรรมโชติ. (2549). แนวทางการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ด้วย Competency based learning.พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์.
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน. (2548). ความรู้ความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่ง. กรุงเทพมหานคร : พี.เอ.ลีฟวิ่ง.
สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2552). การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์คุรุสภา.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2552). สรุปผลการดำเนินงาน 9 ปี ของการปฏิรูปการศึกษา.กรุงเทพมหานคร : พริกหวานกราฟฟิค.
McCleland, D. (1973). “Testing for competence rather than for intelligence.” American Psychologist, 28(1), 1-14.