รูปแบบการอ้างอิง

ดาวน์โหลด : รูปแบบการอ้างอิง [PDF]

วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ใช้ระบบการอ้างอิงและบรรณานุกรมของ APA (American Psychology Association) ฉบับพิมพ์ครั้งที่6 โดยแบ่งรูปแบบการอ้างอิงออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. การอ้างอิงในเนื้อหา (In-text citation) เพื่อบอกแหล่งที่มาของข้อความนั้น ให้ใช้วิธีการอ้างอิงแบบนาม-ปี (author-date citation system) โดยระบุชื่อผู้เขียน ปีพิมพ์ และเลขหน้าของเอกสารไว้ด้านหน้าหรือด้านหลังของข้อความที่ต้องการอ้างอิง ทั้งนี้ ให้ใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่น ( , ) รูปแบบการอ้างอิงแทรกในเนื้อหามี ดังนี้
    • 1.1 แหล่งข้อมูลเป็นภาษาไทยให้ระบุชื่อของผู้แต่งเท่านั้น ส่วนแหล่งข้อมูลเป็นภาษาต่างประเทศให้ระบุนามสกุลของผู้แต่งเท่านั้น
    • 1.2 ผู้แต่ง 2 คนให้ใช้คำเชื่อม “และ” ระหว่างชื่อผู้แต่งสำหรับแหล่งข้อมูลที่เป็นภาษาไทย ส่วนแหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษให้ใช้คำว่า “and” หรือเครื่องหมาย “&”
    • 1.3 ผู้แต่ง 3 คน ให้ใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นระหว่างชื่อผู้แต่งสองคนแรก และใช้คำว่า “และ” หรือ “&” แล้วแต่กรณี คั่นระหว่างผู้แต่งคนที่สองกับคนที่ 3
    • 1.4 ผู้แต่งมากกว่า 3 คน ให้ใส่ชื่อผู้แต่งคนแรก ตามด้วยคำว่า “และคณะ” ในแหล่งข้อมูลภาษาไทย หรือ “et al.” ในแหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษ
    • 1.5 ปีที่พิมพ์ แหล่งข้อมูลภาษาไทย ให้ระบุ ปี พ.ศ. สำหรับแหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษให้ระบุปี ค.ศ. ทั้งนี้ ให้ระบุเพียงตัวเลข และใช้ปีพิมพ์ครั้งล่าสุด
    • 1.6 หน้าที่อ้าง แหล่งข้อมูลภาษาไทยให้ใช้คำว่า “น.” สำหรับแหล่งข้อมูลภาษาต่างประเทศ ให้แทนคำว่า “หน้า” ด้วย p. ในการอ้างเอกสารหน้าเดียว และ pp. ในการอ้างเอกสารมากกว่าหนึ่งหน้า
    • 1.7 ในการอ้างเอกสารอ้างอิงแทรกในเนื้อหาโดยที่ไม่ใช้เอกสารต้นฉบับ ให้ระบุชื่อเอกสารต้นฉบับและคำว่า “อ้างอิงใน” สำหรับแหล่งข้อมูลเป็นภาษาไทย หรือ “as cited in” สำหรับแหล่งข้อมูลภาษาต่างประเทศ
  2. การอ้างอิงท้ายบทความ (References)
    • 2.1 ผู้แต่ง 2 คน ให้ใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่น ( , ) ระหว่างชื่อผู้แต่งและใช้คำเชื่อม “และ” ระหว่างชื่อผู้แต่งสำหรับแหล่งข้อมูลที่เป็นภาษาไทย ส่วนแหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษเครื่องหมายจุลภาคคั่น ( , ) ระหว่างชื่อผู้แต่งและใช้เครื่องหมาย “&” เชื่อมระหว่างชื่อผู้แต่ง
    • 2.2 ผู้แต่ง 3 คน ให้ใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นระหว่างชื่อผู้แต่งสองคนแรก และใช้คำว่า “และ” หรือ “&” แล้วแต่กรณี คั่นระหว่างผู้แต่งคนที่สองกับคนที่ 3
    • 2.3 ผู้แต่ง 3-7 คน ให้ใส่ชื่อผู้แต่งทุกคนโดยใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่น ( , ) และเชื่อมด้วยคำว่า“และ” ตามด้วยชื่อผู้แต่งคนสุดท้ายในเอกสารภาษาไทย ส่วนเอกสารภาษาอังกฤษให้เชื่อมด้วยเครื่องหมาย “&” ตามด้วยชื่อผู้แต่งคนสุดท้าย
    • 2.4 ผู้แต่ง 8 คนขึ้นไป ให้ใส่ชื่อผู้แต่งคนที่ 1-6 โดยใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่น ( , ) ตามด้วย.ผู้แต่งคนสุดท้าย
    • 2.5 เอกสารอ้างอิงภาษาไทย ให้ใส่ทุกรายการของเอกสารที่อ้างอิงเป็นภาษาไทยโดยเรียงลำดับตามตัวอักษร ก – ฮ
    • 2.6 เอกสารอ้างอิงภาษาไทย ให้ผู้เขียนแปลเอกสารอ้างอิงภาษาไทยดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษด้วย โดยแยกออกมาต่อท้ายกับของการอ้างอิงเอกสารภาษาไทย ภายใต้หัวข้อ Translated Thai References และเรียงตามตัวอักษรตามหลักบรรณานุกรมปกติ และเติมคำว่า “[in Thai]”
    • 2.7 เอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษ ให้ใส่ทุกรายการของเอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษโดยเรียงลำดับตามตัวอักษร A – Z
    • 2.8 บรรณานุกรมที่มีชื่อผู้แต่งคนเดียวกัน และจัดพิมพ์ปีเดียวกันในเอกสารอ้างอิงภาษาไทยให้ใช้อักษร ก ข ค ง...กำกับหลังปีที่พิมพ์ ส่วนเอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษ ให้ใช้อักษร a b c d...กำกับหลังปีที่พิมพ์
    • 2.9 ชื่อบทความในบรรณานุกรมภาษาอังกฤษ ให้ใช้ตัวอักษรตัวแรกเป็นตัวใหญ่เท่านั้น นอกนั้นให้ใช้เป็นตัวอักษรตัวเล็ก ยกเว้น ตัวแรกที่ตามหลังสัญลักษณ์ : หรือ ; หรือคำเฉพาะ เช่นชื่อคน หรือชื่อประเทศ
    • 2.10 ชื่อบทความหรือชื่อเรื่องที่ใช้ในการอิงให้ทำเป็นตัวเอียงเท่านั้น
    • 2.11 การลงรายการครั้งที่พิมพ์ให้ลงรายการตั้งแต่การพิมพ์ครั้งที่ 2
    • 2.12 เอกสารไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ ให้ใช้อักษรย่อ ม.ป.ป. ซึ่งย่อมาจากคำว่าไม่ปรากฏปีที่พิมพ์สำหรับเอกสารภาษาไทย และใช้คำว่า n.d. ซึ่งย่อมาจากคำว่า no date สำหรับเอกสารภาษาต่างประเทศ
    • 2.13 เอกสารไม่ปรากฏสถานที่พิมพ์ ให้ใช้อักษรย่อ ม.ป.ท. ซึ่งย่อมาจากคำว่าไม่ปรากฏสถานที่พิมพ์สำหรับเอกสารภาษาไทย และใช้คำว่า N.P. ซึ่งย่อมาจากคำว่า No Place สำหรับเอกสารภาษาต่างประเทศ
    • 2.14 เอกสารไม่ปรากฏสำนักพิมพ์ ให้ใช้อักษรย่อ ม.ป.พ. ซึ่งย่อมาจากคำว่าไม่ปรากฏสำนักพิมพ์สำหรับเอกสารภาษาไทย และใช้คำว่า n.p. ซึ่งย่อมาจากคำว่า no publisher สำหรับเอกสารภาษาต่างประเทศ
    • 2.15 เอกสารที่มีบรรณาธิการ (Editor) หรือผู้รวบรวม (Compiler) ให้ลงชื่อบรรณาธิการหรือผู้รวบรวมในตำแหน่งของผู้แต่ง ตามด้วยวงเล็บคำว่าบรรณาธิการ หรือผู้รวบรวม หรือ Ed. หรือ Comp. ในกรณีเอกสารภาษาอังกฤษที่มีบรรณาธิการหลายคน ให้ใช้คำว่า Eds.
  3. การอ้างอิงแบบเชิงอรรถ (Footnote citation) ให้ใช้เฉพาะเชิงอรรถขยายความเท่านั้น โดยการอ้างอิงแทรกในเนื้อหา เป็นส่วนช่วยเพิ่มเติม หรือขยายความของข้อมูลโดยการบอกแหล่งที่มา ไม่ควรซับซ้อน ควรเขียนเป็นประโยคสั้นๆ กะทัดรัดและเข้าใจง่าย ซึ่งหากมีความยาวมากเกินไปควรนำไปอ้างอิงแทรกในเนื้อหา

 

รูปแบบและตัวอย่างของการอ้างอิงในเนื้อหา (In-text citation)
และการอ้างอิงท้ายบทความ (References) ตามแบบ APA ฉบับพิมพ์ครั้งที่6

ในการแสดงรูปแบบต่อไปนี้ ใช้เครื่องหมาย แทนการเว้นวรรค 1 ตัวอักษร