ภาษาไทย สภาพปัญหาในการสอบสวนคดีอาญาของอัยการทหาร
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัญหาในการสอบสวนของอัยการทหาร และเปรียบเทียบอำนาจและหน้าที่อัยการทหาร วิธีการสอบสวนและการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหาของอัยการต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อนำแนวทางของต่างประเทศมาประยุกต์ใช้กับของประเทศไทย ให้ได้มาตรฐานสากล โดยใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในศาลทหารทั้งทางตรงและทางอ้อม ผลการศึกษา พบว่า สภาพปัญหาในการสอบสวนของอัยการทหาร ประกอบด้วย (1) กำลังคน (Man Power) ที่ยังคงขาดแนวทางการคัดเลือก และอบรมบุคลากรที่ชัดเจน การเพิ่มความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกที่มีความรู้ความสามารถมาช่วย โดยมีการจัดการสอบสวนคดีอาญาในรูปของการให้อัยการทหารเข้าร่วม ส่วนหลักสูตรอัยการทหารของกรมพระธรรมนูญนั้น ควรมีการเพิ่มเติมหลักสูตรการสอบสวนคดีอาญาด้วย (2) ค่าใช้จ่าย (Money) การขาดงบประมาณในการวางระบบและพัฒนาหลักสูตร ซึ่งแก้ปัญหาโดยอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกที่มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยงาน ทำให้กระทรวงลดภาระงบประมาณในการพัฒนาภารกิจด้านกระบวนการยุติธรรม (3) เครื่องจักร (Machine) การขาดเครื่องมือเครื่องใช้ในการสอบสวนทั้งทางเทคโนโลยี และทางนิติวิทยาศาสตร์ การพัฒนาด้าน ทักษะ วัสดุอุปกรณ์ หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ นั้นอาจทำได้โดยอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกที่มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยงาน (4) การจัดการ (Management) ขาดการบริการด้านกำลังพล กรอบเวลา และการถ่วงดุลอำนาจจากองค์กรภายนอก การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อการดำเนินการ “คดีพิเศษ” อันหมายถึง คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาโดยตรง โดยหน่วยงานดังกล่าวอาจทำหน้าที่ตรวจสอบกระบวนการสอบสวนว่าการจับกุม และการสอบสวนนั้นชอบ หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ โดยทำงานร่วมกับพนักงานอัยการเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และ (5) วิธีการ (Method) การขาดแนวทางปฏิบัติทั้งด้านระเบียบ และขั้นตอนที่ชัดเจน อีกทั้งพนักงานอัยการยังทำหน้าที่สอบสวนและฟ้องคดี จึงอาจทำให้เกิดข้อสงสัยในความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม ควรบัญญัติกำหนดฐานความผิดไว้ในประมวลกฎหมายอาญาทหารให้ชัดเจน และกำหนดวิธีการสอบสวนที่มีมาตรฐานตามหลักรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยศึกษาจาก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประกอบเพื่อให้สอดคล้องกับผลของการสอบสวนที่บัญญัติใช้อ้างให้มีผลเช่นเดียวกับการสอบสวนตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น จะถูกต้องตามหลักมากกว่า สภาพปัญหามีความสอดคล้องกับผลการเปรียบเทียบแนวทางการสอบสวนคดีอาญาทหารของประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่พบข้อที่จะต้องแก้ไขเชิงโครงสร้างการสอบสวนของอัยการทหาร ทั้งความพร้อมในด้านคุณสมบัติ ทักษะในการปฏิบัติงานจริง และด้านการตรวจสอบการถ่วงดุลอำนาจจากภายในองค์กรและองค์กรยุติธรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง อันนำมาสู่แนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมทางการสอบสวนของอัยการทหาร เช่น การปรับปรุงหลักสูตรการอบรม การคัดสรรบุคลากร และขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจน
Article Details
เอกสารอ้างอิง
Chakrapong Viwatvanich. Principle and Theory of Inquiry. 5th ed. Bangkok: Pimaksornprinting, 2013. [In Thai]
Chakrapong Viwatvanich. “Screening of Evidence during Criminal Inquiry.” Master’s thesis, Graduate School, Chulalongkorn University,1997. [In Thai]
Kerper, Hazel B. Introduction to the Criminal Justice System. Eagan, Minnesota: West Publishing, 1972.
Kanung luchai. Law of Criminal Procedure (Vol.1). 11th ed. Bangkok: Winyuchon, 2018. [In Thai]
Legal Execution Department, Ministry of Justice. “Strategic Plan of the Court of Justice B.E. 2560 – 2564.” Accessed December 10, 2020. http://www.led.go.th/integration/pdf/3-2-4.pdf [In Thai]
Rucha Krairerk. Criminal Proceedings in the Military Court: Office of the Attorney General. Bangkok: Nititham, 2017. [In Thai]
Sarunya Seema Criminal Inquiry. Bangkok: The Secretariat of the House of Representatives, 2021.
The Judge Advocate General’s Department. “Practice guideline The Judge Advocate General’s Department.” Accessed December 10, 2020, https://ddcs.mod.go.th/ข้อมล-Banner-มาตรฐานการปฏิบัติงาน-นขต-สป-ป/6-ธน/6-ธน.aspx [In Thai]