การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการของโรงพยาบาลเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร
คำสำคัญ:
การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการ, โรงพยาบาลเอกชนบทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Description Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
1) ระดับความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการ วัฒนธรรมองค์การ และผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลเอกชน 2) ความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการกับผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลเอกชน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การกับผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลเอกชน
4) ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การกับการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการของโรงพยาบาลเอกชน และ 5) สร้างรูปแบบการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการของโรงพยาบาลเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร
กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 263 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารฝ่ายการแพทย์ ฝ่ายการพยาบาล ฝ่ายประกันคุณภาพ และฝ่ายสนับสนุนบริการ ของโรงพยาบาลเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบประมาณค่า (Likert Scale) มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 1.00 ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) มีค่าระหว่าง .97–1.00 และหาค่าความเที่ยง (Reliability) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ได้ค่าความที่ยง 0.96, 0.96 และ 0.97 ตามลำดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation) และหารูปแบบการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการของโรงพยาบาล โดยใช้สถิติถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษา พบว่า
- ระดับความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการของโรงพยาบาล โดยรวมมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมากที่สุด (
= 4.25, SD. = .62) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านการให้ความสำคัญกับผู้ใช้บริการ (
= 4.51, SD. = .49) รองลงมาคือด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ (
= 4.31, SD. = .53) ส่วนระดับความสำคัญของวัฒนธรรมองค์การ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (
= 3.81, SD. = .73) วัฒนธรรมองค์การด้านการปรับตัวมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (
= 4.71, SD. = .71) รองลงมาคือ วัฒนธรรมองค์การด้านพันธกิจ (
= 3.78, SD. = .73) และระดับความสำคัญของผลการดำเนินงานของโรงพยาบาล โดยรวมมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก
(= 3.90, SD. = .60) โดยประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านการนำองค์การ (
= 4.04, SD. = .59) รองลงมาคือด้านผู้ใช้บริการ (
=4.00, SD. = .52)
- ความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการกับผลการดำเนินงานของโรงพยาบาล โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .71) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการแต่ละด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านการจัดการกระบวนการทำงาน (r = .54) ด้านการมุ่งเน้นบุคลากร (r = .50) ด้านการนำองค์การ (r = .48) และด้านข้อมูลและการวิเคราะห์
(r = .47) - ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การ กับผลการดำเนินงานของโรงพยาบาล โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า วัฒนธรรมองค์การแต่ละด้านมีความสัมพันธ์กับผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้ดังนี้ วัฒนธรรมองค์การด้านเอกภาพ
(r = .64) ด้านพันธกิจ (r = .60) ด้านการปรับตัว (r = .54) และด้านการมีส่วนร่วม (r = .50) - ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การกับการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการของโรงพยาบาล โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .69) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า วัฒนธรรมองค์การด้านการมีส่วนร่วมและด้านเอกภาพ มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการของโรงพยาบาล ในระดับมาก (r = .81, r = 80) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนวัฒนธรรมองค์การด้านพันธกิจและด้านการปรับตัวมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการของโรงพยาบาล ในระดับปานกลาง (r = .67, r = .51)
- ผลการวิเคราะห์ปัจจัยทำนายของการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการและวัฒนธรรมองค์การต่อผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลเอกชน ในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการและวัฒนธรรมองค์การสามารถร่วมกันพยากรณ์ผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลได้ ร้อยละ 80 (r = .80, p<.01)
เอกสารอ้างอิง
เทวัญ ทะวงษ์ศรี. (2559). รายงานสถานการณ์และแนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ไตรมาส 2 ปี 2559. หน่วยวิจัยธุรกิจกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง, ส่วนวิจัยธุรกิจและอุตสาหกรรม ศูนย์เศรษฐกิจ ธุรกิจ และเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน.
นิลาวรรณ งามขำ. (2557). โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความมุ่งมั่นในการบริหารและการพัฒนาคุณภาพต่อผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการการบริหารโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยคริสเตียน
ปิยะนุช สถาพงศ์ภักดี. (2559). ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน. แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2559-61. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา. มิถุนายน 2559.
พิณญาดา อำภัยฤทธิ์. (2554). ภาวะผู้นำและวัฒนธรรมองค์การกับประสิทธิผลขององค์การ. วิทยานิพนธ์ ปรัชญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารการพัฒนาสังคม) การพัฒนาสังคมละสิ่งแวดล้อม. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.
อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล. (2553). เหลียวหลัง แลหน้า 12 ปี ของกระบวนการ HA จาก พรพ. สู่ สรพ. (ฉบับที่ 1). ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหพัฒนไพศาล นนทบุรี.
Ali, A., Musah, M. (2012). Investigation of Malaysian higher Education, Quality, Culture and Workfoce Performance. Quality Assurance in Education, 20(3), 289-309.
Chee, C., Kamal, H., & Richared, W.I. (2001). Imposing Hospital Performance through Organization culture. Advances in Management, 4(7), 33-38.
Dilber, M., Bayyurt, N., Zaim, S., & Tarim, M. (2005). Critical factors of total quality management and its effect on performance in health care industry: A Turkish experience. Problems and Perspectives in Management, 4, 220-235
D’Souza, S.C., & Segueise, A.H. (2011). Application of MBNQA for Series Quality Mangement and Performance in Health care Organizations. International Journal of Engineering. Science and Technology. 3(7). Doi 10.4314/ ijest.v3i7.6s
Flynn, B. B., Schroeder, R. G., & Sakakibara, S. (1995). The impact of quality management practices on performance and competitive advantage. Decision Sciences, 26(5), 659-691. doi: 10.1111/j.1540-5915.1995.tb01445x
Kotter, P. & Heskett, J. (1992) .Corperate Culture and performance. New York : Free Press, Harvard Business School, Faculty Publication.
Larwood, D.K. (2006). Home health care quality improvement: Its relationshop to organizational culture and its effect on employee satisfaction and organizational performance, as measured by patient outcome. (3214745 D.M), University of Maryland University College, United States—Maryland. Retrieved from.
Lewis, W.G., Pun, K.F., & Lalla, T. R. M. (2006). Exploring soft versus hard factors for TQM implementation in small and medium-sized enterprise. International Journal of Productivity and Performance Management, 55(7), 359-554.doi: 10.1108/17410400610702142
Marcoulides, G. & Heck, R. (1993). Organizezational Culture and Performance : Proposeing and Testing a model, Organization Science. Vol 4, Issue 2, PP 123 - 343
Mascia, D., & Vincenzo, F.D. (2010). Understanding hospital performance: the role of network ties and patterns of competition. Retrieved NOV 11, 2012
Patty, M. M. et al., 1995. Relationships between Organizational Culture and Organizational Performance. Psychological Reports. 76: 483 – 492.
Shortell,. S.M., O’Brien, J.L. carman, J.M., Foster, R.W., Hugher,E.F., Boerstir,H.,&Q’ Connan,E.J. (1995). Assessing the Impact of Continuous Quality Improvement/ Total Quality Management: Concept Versus Implementation HSR: Health Serious Research, 30(2), 25
Supa Waisayarat. (2010). A Causal Model of Organizational Performance in Energy Sector: Stock Exchange of Thailand. Dissertation, Doctor of Philosophy Program, Graduator School, Christian University of Thailand.
Teriziovski, M. & Power, D. (2007) . Building Innovation Capabilities in Organization. Life Science Journal, 9(4), 458 P
Williams, Chuck. 2008. Effective Management: a Multimedia Approach. 3rd ed. Mason, Ohio: Thomson South- Western.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ และคณาจารย์ท่านอื่นๆในสถาบันฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว

