ผลของโปรแกรมสุขศึกษาด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรีกลุ่มเสี่ยง
คำสำคัญ:
โปรแกรมสุขศึกษา, การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน, การส่งเสริมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสุขศึกษาด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรีกลุ่มเสี่ยง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 78 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 39 คนและกลุ่มเปรียบเทียบ 39 คน ระยะเวลาในการทดลอง 10 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยสถิติ Independent t-test นำเสนอด้วยค่า Mean difference และ 95%CI วิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมด้วย (Analysis of covariance [ANCOVA])
ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านการรับรู้ความรุนแรงของการเป็นมะเร็งปากมดลูก การรับรู้ประโยชน์ของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การรับรู้อุปสรรคของการเข้ารับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และการเข้ารับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก สูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < .001) สาเหตุสำคัญที่ทำให้สตรีกลุ่มเสี่ยงตัดสินใจไปรับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกคือ ได้รับความรู้จากการเข้าร่วมอบรม ร้อยละ 89.74 และได้รับคำแนะนำ ชักชวนจากกลุ่มสตรีที่ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ ร้อยละ 69.23 ระดับความพึงพอใจในการเข้ารับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 92.31
เอกสารอ้างอิง
นิยม จันทร์นวล. (2560). “การประยุกต์ใช้ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อสุขภาพในการส่งเสริมการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกของสตรีอายุ 30-60 ปี ตำบลหนองแหน อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร”. วารสารวิชาการสาธารณสุข, Vol 26(ฉบับเพิ่มเติม 1) : 138-146.
ปรัชญาพร รุจาคม และจารุวรรณ ไตรทิพย์สมบัติ. (2560). “ผลของโปรแกรมส่งเสริมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรีอายุ 35-60 ปี โดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับการสนับสนุนทางสังคม อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา”. วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา, Vol23(2) : 35-45.
รจเรข ธรรมกร่าง และคณะ. (2557). “การประยุกต์แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคม เพื่อส่งเสริมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรีอายุ 30-60 ปี ที่ไม่เคยตรวจคัดกรอง”. Veridian E-Journal Science and Technology Silpakorn University, Vol 1(5) : 19-29.
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. (2554). แผนการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรงมะเร็งปากมดลูก. กรุงเทพฯ : [ม.ป.ท.].
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา. (2560). รายงานประจำปี 2560. นครราชสีมา : โครราชพริ้นติ้ง.
สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข. (2560). ยุทศาสตร์ ตัวชี้วัดและแนวทางการจัดเก็บข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560. นนทบุรี : สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์สำนักงานปลัด กระทรวงสาธารณสุข.
Albert Bandura. (1977). “Self-efficacy : Toward a unifying theory of behavioral change”. Psychological Review, Vol 84(2), Mar 1977, 191-215.
House, J. S.. (1988). “Structures and Processes of Social Support”. Annual Review of Sociology, Vol. 14 (1988), pp. 293-318.
Rosenstock, I.M. (1974). “Historical Origins of Health Belief Model”. Health Education Monographs. (2): 328-335.
World Health Organization. (2015). WHO Encourage 9-13 year olds to receive cervical cancer vaccines. (Online).
Available from : https://www.voathai. com/a/who-cervical-cancer- tk. (7th August 2018).
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ และคณาจารย์ท่านอื่นๆในสถาบันฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว

