การพัฒนารูปแบบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
คำสำคัญ:
รูปแบบ, ผู้บริหาร , โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร และประเมินรูปแบบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ระเบียบวิธีวิจัยโดยใช้เทคนิคการวิจัยอนาคตแบบ EDFR (Ethnographic delphi futures research) จากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารการศึกษา จำนวน 17 คน ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key informants) ซึ่งผู้วิจัยได้เลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) และการประเมินรูปแบบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยตรวจสอบจากผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามตาราง Krejcie & Morgan (1970, p. 608) ได้กลุ่มตัวอย่าง 205 คน และใช้แบบสอบถามรูปแบบสมรรถนะ จำนวน 100 ข้อ
ผลการวิจัยพบว่า
1) รูปแบบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร มี 2 สมรรถนะ คือ สมรรถนะหลัก และสมรรถนะประจำสายงาน มี 10 ด้าน สำหรับสมรรถนะหลัก ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1) การมุ่งผลสัมฤทธิ์ 2) การบริการที่ดี 3) การพัฒนาตนเอง 4) การทำงานเป็นทีม และ 5) เทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับสมรรถนะประจำสายงาน ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1) การคิดวิเคราะห์และการสังเคราะห์ 2) การสื่อสารและการจูงใจ 3) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร 4) การมีวิสัยทัศน์ และ 5) ภาวะผู้นำ ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นสอดคล้องกันว่ามีความสำคัญค่าเฉลี่ย 3 อันดับแรกของแต่ละด้าน และแต่ละข้อคำถามอยู่ในระดับมาก โดยแต่ละข้อมีค่ามัธยฐานตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ตั้งแต่ 1.50 ลงมา
2) ผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ประเมินความเป็นไปได้ของรูปแบบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นในเรื่องสมรรถนะหลักทั้ง 5 ด้านสอดคล้องกัน มีความเป็นไปได้ในระดับมากทั้ง 5 ด้าน เรียงตามลำดับเป็นรายด้าน ดังนี้ 1) เทคโนโลยีสารสนเทศ มีค่าเฉลี่ย 4.45 2) การพัฒนาตนเอง มีค่าเฉลี่ย 4.43 3) การมุ่งผลสัมฤทธิ์ มีค่าเฉลี่ย 4.42 4) การบริการที่ดี มีค่าเฉลี่ย 4.38 และ 5) การทำงานเป็นทีม มีค่าเฉลี่ย 4.36 สำหรับสมรรถนะประจำสายงาน ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นสอดคล้องกันอยู่ในระดับมาก ทั้ง 5 ด้าน เรียงตามลำดับเป็นรายด้าน ดังนี้ 1) การคิดวิเคราะห์และการสังเคราะห์ มีค่าเฉลี่ย 4.47 2) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร มีค่าเฉลี่ย 4.42 3) การมีวิสัยทัศน์ มีค่าเฉลี่ย 4.41 4) การสื่อสารและการจูงใจ มีค่าเฉลี่ย 4.41 และ 5) ภาวะผู้นำ มีค่าเฉลี่ย 4.39 อยู่ในระดับมากทั้ง 5 ด้าน
เอกสารอ้างอิง
กีรติ ยศยิ่งยง. (2550). การวางแผนการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาองค์การเชิงกลยุทธ์. กรุงเทพฯ: มิสเตอร์ ก๊อปปี๊.
เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม. (2550). การพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงาน: สมรรถนะหลัก. วารสารการพิมพ์.
ชวนพิศ สิทธิ์ธาดา. (2552). รูปแบบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีประสิทธิผล (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ฐณิกานต์ เต่งตระกูล. (2552). การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะด้านการบริหารวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ณรงวิทย์ แสนทอง. (2550). มารู้จัก Competency กันเถอะ. กรุงเทพฯ: เอชอาร์เซ็นเตอร์.
ธีระ รุญเจริญ. (2550). สภาพและปัญหาการบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.
ประมา ศาสตระรุจิ. (2550). การพัฒนาเกณฑ์สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีประสิทธิผล. (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร.
พิกุล ภูมิโคกรักษ์. (2550). การพัฒนารูปแบบการบริหารสถาบันอุดมศึกษาที่เกิดจากการหลอมรวมของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.
รุ่งอรุณ รังรองรัตน์. (2556). ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
เรชา ชูสุวรรณ. (2550). รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของสมรรถนะบุคคลที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
สุวิมล ว่องวาณิช. (2550). วิจัยปฏิบัติการทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร. (2558). รายงานการจัดการศึกษาของกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
สำนักงานข้าราชการพลเรือน. (2553). คู่มือการกำหนดสมรรถนะในราชการพลเรือน: คู่มือสมรรถนะของการบริหาร. กรุงเทพฯ: ผู้แต่ง.
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน. (2552). หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญ (แบบสรุปการประเมินผลการปฏิบัติราชการ). กรุงเทพฯ: ผู้แต่ง.
อนุสิทธิ์ นามโยธา. (2555). การพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียน (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). สกลนคร: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
Best. & Kahn James V. (1993). Research in education. (7thed.). Boston: Allyn and Bacon.
Greengard, S. (1999). Competency Management Delivers Spectacular Corporate Gains Workforce Costa Mesa.
Krejcie, R.V., & Morgan, D.W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.
Spencer L. M., & Signe S.M. (1993). Competency at work: Models for Superior Performance. The United State of America: John Wiley & Sons.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2022 สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ และคณาจารย์ท่านอื่นๆในสถาบันฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว

