ผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาหน้าที่พลเมืองในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยโรงนอก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1

ผู้แต่ง

  • ศุภศิษฏ์ ทองคำ นักศึกษาปริญญาโท สาขาหลักสูตรและการสอน, มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น
  • นภาภรณ์ ธัญญา มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น
  • วรญา ภูเสตวงษ์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น
  • อดิศร ศิริ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

คำสำคัญ:

การจัดการเรียนรู้เชิงรุก, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, โรงเรียนบ้านห้วยโรงนอก

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กับเกณฑ์ปกติ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในรายวิชาหน้าที่พลเมือง โรงเรียนบ้านห้วยโรงนอก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 30 คน โดยได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสังเกตพฤติกรรม และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t-test

ผลการวิจัยพบว่า 1) ได้แนวทางในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่การสนับสนุนปรัชญาทฤษฎีและแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้จริง โดยมีสาระสำคัญ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการของรูปแบบ 2) จุดมุ่งหมายของรูปแบบ 3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ 4) เนื้อหาสาระการเรียนรู้ 5) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด และนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการเรียนรู้เชิงรุกของรายวิชาหน้าที่พลเมือง หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05  2) ระดับความพึงพอใจของนักเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในรายวิชาหน้าที่พลเมือง ภาพรวมอยู่ในระดับมาก

เอกสารอ้างอิง

ทิศนา แขมมณี. (2557). ศาสตร์การจัดการเรียนรู้องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 18). กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์.

พรรณี ลีกิจวัฒนะ. (2558). วิธีการวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ (10). คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและ

พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข. (2557). สอนเขียนแผนบูรณาการ บนฐานเด็กเป็นสำคัญ.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ไพฑูรย์ สินลารัตน์ และคณะ. (2550). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ CRP. คณะครุศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

มาเรียม นิลพันธุ์. (2557). วิธีวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 8. นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.

สถาบันคุรุพัฒนา. (2560). วัตถุประสงค์ของสถาบัน. เข้าถึงได้จากhttp://www.kurupatana.ac.th/objective.php.

สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา. (2560). มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา. เข้าถึงได้จากhttp://www.ksp.or.th/ksp2013/content/view.php?mid=136&did=1193

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). กรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง.กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค.

Bonwell, C. C., & Eison, J. A. (1991). Active learning: creating excitement in the classroom.ashe-eric higher education reports. Washington, DC: The George Washington University.

Dale, E. (1969). Audio-visual methods in teaching (3rd ed.). New York: The Dryden PressHolt, Rinehart and Winston.

Joyce, B., Weil, M., & Calhoun, E. (2004). Models of teaching (7th ed.). Boston: Allyn andBacon.

Oliver, R. L. (2010). Satisfaction: a behavioral perspective on the consumer (2nd ed.). Armonk,NY: M.E.Sharpe.

Scott, P. (1970). The process of conceptual change in science. New York: Cornell University.

Yoshida, H. (2016). Effects of active learning for curriculum management: With focus on the“courses of study” of Japan. International Journal of Knowledge Engineering, 2(2),77-84.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2023-12-28

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย