บทบาทของวัดกับการอนุรักษ์ศิลปะต้องลายฉลุสังกะสีของกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ หมู่บ้านต่อแพ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน

Main Article Content

พระครูอนุสารนันทสิทธิ์
ธวัชชัย ไชยวุฒิ
พัลลภ หารุคำจา

บทคัดย่อ

วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติความเป็นมาศิลปะลายฉลุสังกะสีของกลุ่มชาติพันธุ์ไตหมู่บ้านต่อแพ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน 2) ศึกษากระบวนการการอนุรักษ์ศิลปะต้องลายฉลุสังกะสีของกลุ่มชาติพันธุ์ไต หมู่บ้านต่อแพ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน และ 3) วิเคราะห์บทบาทของวัดกับการอนุรักษ์ศิลปะต้องลายฉลุสังกะสีของกลุ่มชาติพันธุ์ไตหมู่บ้านต่อแพ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน และนำมาวิเคราะห์พร้อมกับนำเสนอในเชิงพรรณนา


          ผลการวิจัยพบว่า


          1) ประวัติความเป็นมาศิลปะลายฉลุสังกะสีของกลุ่มชาติพันธุ์ไตหมู่บ้านต่อแพ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่า ชุมชนชาวไตหมู่บ้านต่อแพ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นชุมชนชาวไตขนาดกลาง ตั้งอยู่ในพื้นที่หุบเขาที่อุดมสมบูรณ์ มีการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปะท้องถิ่นไว้ได้อย่างเข้มแข็ง ได้แก่ ศิลปะลายฉลุสังกะสีไต เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ ความเชื่อ และวิถีชีวิตของชุมชนไตได้อย่างลึกซึ้ง


          2) กระบวนการการอนุรักษ์ศิลปะต้องลายฉลุสังกะสีของกลุ่มชาติพันธุ์ไต หมู่บ้านต่อแพ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่า กระบวนการอนุรักษ์ที่สมบูรณ์เริ่มต้นตั้งแต่การเก็บข้อมูล การประเมินสภาพ ไปจนถึงการวางแผนบูรณะและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นหลัง การประยุกต์ศิลปะลายฉลุสังกะสีเข้ากับรูปแบบการออกแบบร่วมสมัยหรือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ก็จะยิ่งช่วยให้วัฒนธรรมนี้คงอยู่คู่กับชุมชนอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต


 


          3) บทบาทของวัดกับการอนุรักษ์ศิลปะต้องลายฉลุสังกะสีของกลุ่มชาติพันธุ์ไตหมู่บ้านต่อแพ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่า บทบาทของวัดในประเด็นต่างๆ 1) บทบาทในการถ่ายทอดและฟื้นฟู 2) บทบาทด้านการอนุรักษ์รักษา 3) บทบาทดูแลจัดเก็บ 4) บทบาทคุ้มครองป้องกัน 5) บทบาทการใช้ประโยชน์และบริการชุมชน รูปแบบลวดลาย ซึ่งกลายเป็นภูมิปัญญาที่ถูกสั่งสมมายาวนาน

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
นันทสิทธิ์ พ., ไชยวุฒิ ธ., & หารุคำจา พ. (2026). บทบาทของวัดกับการอนุรักษ์ศิลปะต้องลายฉลุสังกะสีของกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ หมู่บ้านต่อแพ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน. วารสาร มจร.หริภุญชัยปริทรรศน์, 10(1), 171–185. สืบค้น จาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMHR/article/view/aaa-13
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

ข่าวสด ออนไลน์. (2561). วัดต่อแพ แม่ฮ่องสอน จิตวิญญาณชาวไตใหญ่. [ออนไลน์]. แหล่งข้อมูล : https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/amulets/news_1818790 [14 พฤศจิกายน].

ประเวศ วะสี. (2539). พระสงฆ์กับการรู้เท่าทันสังคมในการบริหารจัดการวัดในยุคโลกาภิวัตน์. กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอ.พี.กราฟิคดีไซน์ และการพิมพ์ จำกัด.

ปริยา ศุภวงศ์. (2550). อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีต่อพระราชดำริทางด้านการปกครองในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว. รายงานการวิจัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศรีปทุม.

พระครูโสภิตปุญญากร (กล้า กตฺปุญฺโญ), & พระครูโอภาสนนทกิตติ์. (2558). บทบาทของวัดในฐานะเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงวัฒนธรรม. วารสารคุรุศาสตร์ปริทรรศน์, 2 (3), 80-86.

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน. (2549). ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน. แม่ฮ่องสอน: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน.

ศักดิ์ชัย เกียรตินาคินทร์. (2542). “ความสัมพันธ์ระหว่างคุณค่าศิลปกรรมกับการสร้างทัศนคติต่อตนเองและความผูกพันกับชุมชน”. คุรุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.

ศึกเดช กันตามระ. (2535). การศึกษาวิวัฒนาการและการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของศิลปะและสังคมจากรูปลักษณ์พระพุทธปฏิมากร. กรุงเทพมหานคร : คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ศักราช ฟ้าขาว. (2553). การปรับเปลี่ยนและการธำรงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนไตในจังหวัดแม่ฮ่องสอน. รายงานการวิจัย. กรุงเทพมหานคร : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม.

สุณี เขื่อนแก้ว. (2554). ความสัมพันธ์ของวิถีชีวิตชาวไตกับความหลากหลายทางชีวภาพสู่ภูมิปัญญาท้องถิ่น. บทความงานวิจัย. ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

สิริวัฒน์ คำวันสา. (2544). เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสูตรโครงการเสริมความรู้ถวายพระสงฆ์เพื่อการพัฒนาสังคมไทย. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม.

สุชัย สิริรวีกูลและคณะ. (2566). พุทธศิลปกรรมบำบัด: สร้างสรรค์ลวดลายพุทธศิลปกรรมล้านนาสู่ชุมชนวัดสามขา ตำบลหัวเสือ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง. รายงานการวิจัย. สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.