ศาลสงฆ์เชิงพุทธบูรณาการ: ความเป็นไปได้เพื่อยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับศาลสงฆ์ และวิธีพิจารณาคดีเกี่ยวกับสงฆ์เพื่อเกิดพุทธนวัตกรรมในประเทศไทย

ผู้แต่ง

  • พระครูนิติธรรมบัณฑิต สุริยา คงคาไหว คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช นครศรีธรรมราช ประเทศไทย
  • พระครูปลัดสาโรจน์ แซ่อู้ คณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช นครศรีธรรมราช ประเทศไทย
  • ธานี วรภัทร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช นครศรีธรรมราช ประเทศไทย
  • ปุญญาดา จงละเอียด คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช นครศรีธรรมราช ประเทศไทย
  • วิเชษฐ์ สินประสิทธิ์กุล คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช นครศรีธรรมราช ประเทศไทย
  • ธีรวัฒน์ วีระวัฒน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
  • ประสิทธิ์ ประวรรณะ นักวิชาการอิสระ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
  • ชเนศ พราวนิลมณี นักวิชาการอิสระ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
  • พระณัฐพงษ์ ไกรเทพ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช นครศรีธรรมราช ประเทศไทย
  • พระณัฐพงษ์ จันทร์โร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช นครศรีธรรมราช ประเทศไทย

คำสำคัญ:

ศาลสงฆ์, พุทธบูรณาการ, พุทธนวัตกรรม, กฎหมายวิธีพิจารณาคดี, ความเป็นไปได้

บทคัดย่อ

ความเป็นมาและวัตถุประสงค์: ระบบการจัดการความผิดทางพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ในประเทศไทยยังขาดกลไกพิจารณาคดีที่เป็นมาตรฐาน มีความแตกต่างในการบังคับใช้พระธรรมวินัย และไม่มีระบบอุทธรณ์ หรือการตรวจสอบคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นธรรมและความรับผิดชอบ ของกระบวนการทางสงฆ์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความเป็นไปได้เพื่อยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับ ศาลสงฆ์และวิธีพิจารณาคดีเกี่ยวกับสงฆ์เพื่อเกิดพุทธนวัตกรรมในประเทศไทย

วิธีดำเนินการวิจัย: การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) โดยศึกษาวิเคราะห์เอกสารทางกฎหมาย เอกสารพระพุทธศาสนา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 10 รูป/คน ซึ่งเป็นผู้แทนจากศาล อัยการ ตำรวจ ทนายความ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับกิจการคณะสงฆ์ และการประชุมกลุ่มย่อยกับผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 20 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการเปรียบเทียบเชิงแนวคิดกับกรอบกฎหมายและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยใช้วิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation) ควบคู่กับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูล (Member Checking) และการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อยืนยันความสอดคล้อง ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของผลการวิจัย

ผลการวิจัย: ผลการวิจัยพบว่า การจัดตั้งศาลสงฆ์มีความเป็นไปได้ในสี่มิติสำคัญ ได้แก่ 1) เชิงหลักการทางกฎหมาย โดยสามารถดำรงอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐและหลักความเสมอภาคในเชิงเนื้อหา หากจำกัดอำนาจเฉพาะคดีพระธรรมวินัย 2) เชิงโครงสร้าง โดยสามารถออกแบบเป็นองค์กรพิจารณาคดีเฉพาะด้านที่มีองค์คณะผสมระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านพระธรรมวินัยและกฎหมาย 3) เชิงกระบวนการ โดยจำเป็นต้องมีกฎหมายวิธีพิจารณาคดีเฉพาะที่บูรณาการหลัก due process ระบบไต่สวน และกลไกอุทธรณ์ และ 4) เชิงสถาบัน โดยการจัดตั้งศาลสงฆ์สะท้อนแนวทางการพัฒนาธรรมาภิบาลภายในคณะสงฆ์ภายใต้กรอบรัฐสมัยใหม่ และผลการวิจัยนี้ ได้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ คือ “รูปแบบศาลสงฆ์เชิงพุทธบูรณาการ” (Buddhist Integrated Sangha Court Model) ที่มีความแตกต่างจากงานก่อนหน้า เพราะงานวิจัยนี้ไม่ได้เพียงเสนอการจัดตั้งศาลสงฆ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการนำเสนอกรอบแนวคิดเชิงสถาบันที่บูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้ากับหลักนิติรัฐและกระบวนการยุติธรรมสมัยใหม่

ความเกี่ยวข้องกับหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา: การจัดตั้งศาลสงฆ์สอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัย ที่เน้นความรอบคอบในการพิจารณาความผิด หลักการไต่ถามและรับฟังคำชี้แจง และการประชุมสงฆ์หมู่ใหญ่ซึ่งสะท้อนหลักธรรมาภิบาลในพระพุทธศาสนาที่มุ่งรักษาความบริสุทธิ์ของคณะสงฆ์และการฟื้นฟู ผู้กระทำผิดมากกว่าการลงโทษเชิงตอบโต้ การนำหลักกฎหมายสมัยใหม่มาบูรณาการจึงเป็นการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้เป็นพุทธนวัตกรรม แปลความหลักพระธรรมวินัยให้ทำงานได้ในบริบทรัฐสมัยใหม่อย่างเหมาะสม

สรุป: ศาลสงฆ์เชิงพุทธบูรณาการเป็นรูปแบบสถาบันที่สามารถเชื่อมโยงหลักพระธรรมวินัยกับหลักนิติรัฐผ่านกลไกการพิจารณาคดีที่เป็นระบบ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือการกำหนดขอบเขตอำนาจที่ชัดเจน การออกแบบกระบวนการที่สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรม และการรักษาดุลยภาพระหว่างความเป็นอิสระของคณะสงฆ์ กับการตรวจสอบตามหลักธรรมาภิบาล

เอกสารอ้างอิง

Act on the Establishment of Labour Courts and Labour Case Procedure, B.E. 2522. (1979).

Act on the Establishment of the Central Intellectual Property and International Trade Court and Intellectual Property and International Trade Litigation Procedure, B.E. 2539. (1996).

Act on the Establishment of the Tax Court and Tax Case Procedure, B.E. 2528. (1985).

Bankruptcy Act, B.E. 2483. (1940).

Barak, A. (2012). Proportionality: Constitutional Rights and Their Limitations. New York, United States of America: Cambridge University Press.

Braithwaite, J. (2002). Restorative justice & responsive regulation. New York, United States of America: Oxford University Press.

Cappelletti, M. (1989). The Judicial Process in Comparative Perspective. Oxford, United Kingdom: Clarendon Press.

Collins, S. (1990). On the very idea of the Pali Canon. Journal of the Pali Text Society, 15, 89-126. https://doi.org/10.82103/jpts.1990.1.28140.

Constitution of the Kingdom of Thailand, B.E. 2560. (2017).

Damaska, M. R. (1986). The Faces of Justice and State Authority: A Comparative Approach to the Legal Process. London, United Kingdom: Yale University Press.

Djelic, M. & Quack, S. (Eds.). (2003). Globalization and Institutions. Cheltenham, United Kingdom: Edward Elgar Publishing. https://doi.org/10.4337/9781781950012.

Hirschl, R. (2010). Constitutional Theocracy. Massachusetts, United States of America: Harvard University Press.

Hooker, M. B. (2008). Indonesian Syariah: Defining a National School of Islamic Law. Heng Mui Keng Terrace, Singapore: Institute of Southeast Asian Studies.

Huxley, A. (1995). Buddhism and law: The View from Mandalay. Journal of the International Association of Buddhist Studies, 18(1), 47-95.

International Covenant on Civil and Political Rights. (1966).

Juvenile and Family Court and Procedure Act, B.E. 2553. (2010).

Kitiarsa, P. (2008). Religious Commodifications in Asia: Marketing Gods. London, United Kingdom: Routledge.

Matravers, M. (1999). Andrew von Hirsch, Censure and Sanctions, Oxford, Clarendon Press, 1993, pp. xviii + 111. Utilitas, 11(2), 246-251. https://doi.org/10.1017/S0953820800002466.

Phrakatavoot kavasakatammo (Pangtee) & Singkaneti, B. (2022). Problems with Enforcement of the Sangha Act, B.E. 2505 (1962). Law and Local Society Journal, 6(1), 129-162.

Phramaha Suchat Dhammakamo, Phrakhru Suphatthakitjanukarn & Naewphaya, C. (2022). The Judicial System in Justice Process of the Thai Sangha. The Journal of Research and Academics, 5(5), 317-330.

Sangha Act (No. 2), B.E. 2535. (1992).

Schonthal, B. & Walton, M. J. (2016). The (New) Buddhist Nationalisms? Symmetries and Specificities in Sri Lanka and Myanmar. Contemporary Buddhism, 17(1), 81-115. https://doi.org/10.1080/14639947.2016.1162419.

Tamanaha, B. Z. (2004). On the Rule of Law: History, Politics, Theory. Cambridge, United Kingdom: Cambridge University Press. https://doi.org/10.1017/CBO9780511812378.

Tambiah, S. J. (1976). World Conqueror and World Renouncer: A Study of Buddhism and Polity in Thailand against a Historical Background. Cambridge, United Kingdom: Cambridge University Press. https://doi.org/10.1017/CBO9780511558184.

Tyler, T. R. (2006). Why People Obey the Law. New Jersey, United States of America: Princeton University Press.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

06/08/2026

รูปแบบการอ้างอิง

สุริยา คงคาไหว พ., แซ่อู้ พ., วรภัทร์ ธ., จงละเอียด ป., สินประสิทธิ์กุล ว., วีระวัฒน์ ธ., ประวรรณะ ป., พราวนิลมณี ช., ไกรเทพ พ., & จันทร์โร พ. (2026). ศาลสงฆ์เชิงพุทธบูรณาการ: ความเป็นไปได้เพื่อยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับศาลสงฆ์ และวิธีพิจารณาคดีเกี่ยวกับสงฆ์เพื่อเกิดพุทธนวัตกรรมในประเทศไทย. วารสารมานุษยวิทยาเชิงพุทธ, 11(2), 474–488. สืบค้น จาก https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JSBA/article/view/287784

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย