การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านการอ่านของนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่าน และ 2) พัฒนาและศึกษาผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฐานสมรรถนะต่อความฉลาดรู้ด้านการอ่านของนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่บูรณาการแนวคิด SMART Teaching และวงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Kolb, D. A. (1984) สำหรับนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 4 การวิจัยใช้แบบแผนผสานวิธีเชิงสังเคราะห์จากงานวิจัยปฏิบัติการ จำนวน 10 ระดับชั้น ที่ใช้โครงสร้าง 3 ระยะร่วมกัน ได้แก่ การวิเคราะห์ประสบการณ์ผู้ใช้และความต้องการจำเป็นจากครูและนักเรียน การออกแบบและพัฒนาต้นแบบชุดกิจกรรม และการประเมินผลพร้อมการสะท้อนคิด ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือครูผู้สอนและนักเรียนในแต่ละระดับชั้น เครื่องมือวิจัย คือ ชุดกิจกรรม แบบทดสอบความฉลาดรู้ด้านการอ่านตามกรอบ PISA แบบสำรวจประสบการณ์ผู้ใช้ และแบบบันทึกการสะท้อนคิด เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบคุณภาพได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่นระหว่าง 0.81–0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนทุกระดับชั้นอยู่ในภาวะอ่านออกแต่ไม่ฉลาดรู้
โดยผู้เรียนสามารถถอดรหัสคำได้คล่องแคล่วแต่ขาดสมรรถนะด้านการตีความและการประเมินค่าสาร ตามกรอบ PISA พื้นที่ศึกษาจึงต้องการระบบโครงสร้างสมรรถนะการอ่านที่ต่อเนื่องตามช่วงวัย และ 2) ผู้เรียนทุกระดับชั้น มีคะแนนเฉลี่ยความฉลาดรู้ด้านการอ่านหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และช่องว่างคะแนนผลสัมฤทธิ์ระหว่างผู้เรียนกลุ่มเก่งและกลุ่มอ่อนแคบลง
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ปรากฏในวารสารนี้ เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน ซึ่งสมาคมนักวิจัยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป การนำเสนอผลงานวิจัยและบทความในวารสารนี้ไปเผยแพร่สามารถกระทำได้ โดยระบุแหล่งอ้างอิงจาก "วารสารสมาคมนักวิจัย"
เอกสารอ้างอิง
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2562). ผลการประเมิน PISA 2018 การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
Chen, J., Zhang, Y., & Hu, J. (2021). Synergistic effects of instruction and affect factors on high- and low-ability disparities in elementary students' reading literacy. Reading and Writing, 34, 199-230. https://doi.org/10.1007/s11145-020-10070-0
Hattie, J., & Timperley, H. (2007). The power of feedback. Review of Educational Research, 77(1), 81-112. https://doi.org/10.3102/003465430298487
Kolb, D. A. (1984). Experiential learning: Experience as the source of learning and development. Englewood Cliffs, NJ: Prentice Hall.
Koyuncu, I., & Firat, T. (2021). Investigating reading literacy in PISA 2018 assessment. International Electronic Journal of Elementary Education, 13(2), 263-275. https://doi.org/10.26822/IEJEE.2021.189
Mullis, I. V. S., & Martin, M. O. (Eds.). (2019). PIRLS 2021 assessment frameworks. Chestnut Hill, MA: TIMSS & PIRLS International Study Center, Boston College. Retrieved June 30, 2026, from https://files.eric.ed.gov/fulltext/ED606056.pdf
OECD. (2019). PISA 2018 assessment and analytical framework. Paris: OECD Publishing.
Translated Thai References
Office of the Education Council. (2019). Guidelines for developing learner competencies in basic education. Bangkok: Office of the Education Council. (In Thai)
Institute for the Promotion of Teaching Science and Technology. (2019). PISA 2018 results: Reading, mathematics, and science. Bangkok: IPST. Retrieved June 30, 2026, from https://www.oecd.org/en/publications/pisa-2018-results-volume-i_5f07c754-en/full-report.html (In Thai)