จุดมุ่งหมายและขอบเขต
วารสารพัฒนาสังคม มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่องค์ความรู้ทางทฤษฎี ผลการวิจัย และการประยุกต์ใช้ความรู้ในลักษณะสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาบุคคล ครอบครัว องค์การ ชุมชน และสังคม รวมทั้งการเสริมสร้างความเข้มแข็งในเชิงการจัดการ เชิงพัฒนานโยบาย แผนงานหรือโครงการเกี่ยวกับการบริหารการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน
กองบรรณาธิการวารสารพัฒนาสังคม เปิดรับบทความทางวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ประเภทบทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ และบทความวิจารณ์หนังสือ จากผู้สนใจที่เป็นคณาจารย์ นักศึกษา และผู้เชี่ยวชาญ ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน
โดยผลงานที่เสนอเพื่อตีพิมพ์ในวารสารพัฒนาสังคมจะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน และต้องไม่อยู่ในระหว่างการเสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่น
การส่งบทความ
การส่งต้นฉบับบทความเพื่อเสนอตีพิมพ์ในวารสารพัฒนาสังคม ให้ส่งผ่านระบบวารสารอิเลคทรอนิกส์ ของคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ทาง URL: https://www.tci-thaijo.org/index.php/jsd พร้อมแนบไฟล์แบบนำส่งบทความ ระบุรายละเอียดของผู้เขียนบทความ ได้แก่ ชื่อ ตำแหน่งและสังกัด หรือวุฒิการศึกษาสูงสุด อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยให้มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เฉพาะผู้รับผิดชอบบทความให้ระบุที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ หรือ E-mail ที่สามารถติดต่อได้ ในกรณีที่ต้นฉบับเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์หรือหลักสูตรการศึกษา โปรดระบุชื่อหลักสูตรและสถาบันการศึกษาให้ชัดเจน อนึ่ง ไฟล์ต้นฉบับที่ส่งมาจะต้องไม่ระบุชื่อผู้เขียนบทความ
ทั้งนี้ หากมีข้อสอบถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ กองบรรณาธิการวารสารพัฒนาสังคม
คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ อาคารนวมินทราธิราช ชั้น 16 ถนนเสรีไทย แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240 โทรศัพท์ 02-727-3105 โทรสาร 02-377-6764

นโยบายการพิจารณาบทความ
บทความที่เสนอจะได้รับการประเมินจากกองบรรณาธิการ ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
• บทความที่เสนอจะต้องมีเนื้อหาที่มีคุณค่าทางวิชาการตามที่ระบุไว้ข้างต้น และต้นฉบับของบทความเป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด (ดูรายละเอียดการเตรียมต้นฉบับ) โดยกองบรรณาธิการจะพิจารณากลั่นกรองบทความเบื้องต้น ภายในระยะเวลา 15 - 20 วัน หลังจากได้รับบทความ
• บทความที่ผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการจะได้รับการประเมินเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ตามที่กองบรรณาธิการกำหนด โดยผู้ประเมินจะไม่ทราบว่าผู้เสนอบทความเป็นผู้ใด เช่นเดียวกับผู้เสนอบทความที่ไม่ทราบว่าผู้ประเมินเป็นผู้ใด (Double-blind Peer Review) โดยจะแจ้งผลการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิให้ทราบภายใน 45 วัน
• บทความที่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิจะได้รับการพิจารณาความถูกต้องตามหลักวิชาการในขั้นสุดท้ายจากกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิที่ประเมินบทความ (หากมีการ
ร้องขอ) โดยจะแจ้งผลการพิจารณาภายหลังจากได้รับการแก้ไขบทความภายใน 15 - 30 วัน
ทั้งนี้ ผลการพิจารณาของกองบรรณาธิการถือเป็นที่สิ้นสุด กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิในการแก้ไขเนื้อหาและ/หรือรูปแบบของต้นฉบับที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร ตามที่กองบรรณาธิการเห็นสมควร

การเตรียมต้นฉบับ
ต้นฉบับบทความที่เสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารให้อยู่ในรูปแบบของไฟล์เอกสาร .doc ของ Microsoft Word หรือเทียบเท่า หากต้นฉบับประกอบด้วยภาพ ตาราง หรือสมการ ให้ส่งแยกจากไฟล์เอกสาร ในรูปแบบไฟล์รูปภาพ ในสกุล .pdf .jpg .gif หรือ .bmp ความยาวของต้นฉบับต้องไม่เกิน 16 หน้า (รวมบทคัดย่อ ภาพ ตารางและเอกสารอ้างอิง) ต้นฉบับบทความควรมีส่วนประกอบดังต่อไปนี้

ชื่อบทความ ให้มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (ใช้ตัวอักษร TH SarabunPSK ตัวอักษรหนาขนาด 24) จัดกึ่งกลางหน้ากระดาษ
ชื่อ นามสกุลผู้เขียน/ผู้วิจัย
- ไม่ต้องระบุคำนำหน้าชื่อ ใช้ตัวอักษร TH SarabunPSK ตัวอักษรขนาด 16 จัดชิดขวาสุด
- หากมี 2 คน หรือมากกว่า ให้พิมพ์ชื่อและแสดงตัวอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์เล็กแบบตัวยก (Superscript) และเว้นวรรค 1 ครั้ง เช่น “คนที่ 1a คนที่ 2b คนที่ 3c”
- ชื่อตำแหน่ง หน่วยงาน ใช้ตัวอักษร TH SarabunPSK ตัวอักษรขนาด 14 จัดชิดขวาสุด
- E-mail ของผู้เขียน ใช้ตัวอักษร TH SarabunPSK ตัวอักษรขนาด 14 จัดชิดขวาสุด
บทคัดย่อ ให้มีทั้งภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ ความยาวไม่เกิน 250 คำ
คำสำคัญ จำนวน 3 - 5 คำ ให้มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ใช้ตัวอักษรปกติ
TH SarabunPSK ขนาด 15 ส่วนที่เป็นชื่อหัวข้อ “คำสำคัญ” “Keywords” ให้ใช้ตัวอักษรหนา
เนื้อความ เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ใช้ตัวอักษร TH SarabunPSK ขนาด 15 และให้มีหัวข้อได้ไม่เกิน 3 ลำดับ ได้แก่ ลำดับแรก เช่น บทนำ ใช้ตัวอักษรขนาด 18 ตัวหนา ลำดับที่สองใช้ตัวอักษรขนาด 15 ตัวหนา และลำดับที่สามใช้ตัวอักษรขนาด 15 ตัวเอียง และควรประกอบไปด้วยหัวข้อดังต่อไปนี้
บทความวิจัย ประกอบด้วย 1) บทนำ 2) ทบทวนวรรณกรรม 3) วิธีการวิจัย
4) ผลการวิจัยและการอภิปรายผล 5) สรุปและเสนอแนะ 6) กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี) 7) เอกสารอ้างอิง (เป็นภาษาอังกฤษทั้งภายในเนื้อความและท้ายบทความ)
บทความวิชาการ ให้เป็นไปตามรูปแบบและมาตรฐานการเขียนงานทางวิชาการ

ภาพ ตาราง และสมการ ส่วนของต้นฉบับที่เป็นรูปภาพ แผนภาพ และตาราง ให้มีขนาดไม่เกิน 140 x 210 มม. รูปแบบ gray-scale มีระดับความเข้มที่เหมาะสม ตัวอักษรในภาพและตารางให้มีขนาดไม่น้อยกว่า 12 ทุกภาพ ตารางและสมการจะต้องมีชื่อกำกับ ได้แก่ “ภาพที่ 1: ตรงกลางด้านล่างของภาพ”, “ตารางที่ 1: ชิดขอบซ้ายด้านบนของตาราง” และ “(1)” ชิดขอบขวาในบรรทัดเดียวกับสมการ รวมทั้งแหล่งที่มา (ถ้ามี) ด้านล่างของภาพหรือตาราง และให้ระบุตำแหน่งอ้างอิงในบทความ เช่น <ภาพที่ 1>, <ตารางที่ 1> หรือ <สมการที่ 1>
การจัดรูปแบบอื่น ๆ
• ลำดับตัวเลขที่เป็นหัวข้อให้ใช้ตัวเลขตามด้วยเครื่องหมายจุด เช่น 1. และ 2. ลำดับตัวเลขภายในข้อความ ให้ใช้ตัวเลขตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เช่น 1) และ 2)
• เครื่องหมายแสดงข้อย่อย ให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งบทความ
• การเยื้องย่อหน้าให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งบทความ
การเขียนอ้างอิง
1. รูปแบบการอ้างอิงในเนื้อเรื่องและท้ายเล่มให้ใช้วิธีการอ้างอิงระบบนาม – ปี ตามรูปแบบของ American Psychological Association (APA) ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
https://library.nida.ac.th/2015/files/American_Psychological_Association_APA-255905.pdf
2. รายการอ้างอิงจากเอกสารของผู้เขียนคนไทยการอ้างอิงต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ และบรรณานุกรม หรืออ้างอิงท้ายเล่มก็จะต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษทุกรายการ และใส่คำว่า [In Thai] หลังชื่อเรื่อง

ตัวอย่างการเขียนอ้างอิงในบทความ
• กรณีผู้แต่ง 1 คน, 2 คน, 3-5 คน และตั้งแต่ 6 คนขึ้นไป
ผู้แต่ง 1 คน: (อาแว มะแส, 2553) ให้เปลี่ยนเป็น (Masae, 2010)
ผู้แต่ง 2 คน: (สุพรรณี ไชยอำพร และรติพร ถึงฝั่ง, 2558) ให้เปลี่ยนเป็น (Chaiumporn & Teungfung, 2015) ผู้แต่ง 3 – 6 คน: (Maleki, Moradi, & Parsa, 2014) อ้างอิงครั้งที่ 2 เป็นต้นไป (Maleki et al, 2014)
ผู้แต่งตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป: (Renliang et al., 2007)

• กรณีอ้างอิงครั้งละหลายแหล่ง
(Etzioni, 1993, 1996)
(Ghai,1994; Friend, 2007; Neef, Onchan & Schwarzmeier, 2003)
• กรณีอ้างอิงโดยตรงหรืออ้างอิงแบบเจาะจง
(Kline, 2005, p. 50)
(Arghiros, 2002, pp. 228-230)

• กรณีอ้างอิงจากแหล่งทุติยภูมิ
(as cited in Ellis, 2000, pp. 289-302)

ตัวอย่างการเขียนเอกสารอ้างอิงท้ายบทความ
• บทความในวารสาร
Booth, W. J. (1993). A Note on the Idea of the Moral Economy. The American Political Science Review, 87(4), 949-954.
Lin, W., Chen, M., & Cheng, J. (2013). The Promotion of Active Aging in Taiwan. Ageing Int Ageing International, 39(2), 81-96.
Chaiumporn, S. & Wimonwat, T. (2013). Food Management at Family Level according to Muslim Way of Life and the Mobilization Process to Attain Food Security in the Family: A Study of Ban Cha Jai Community Chaiyo District, Ang Thong Province
[In Thai]. Journal of Social Development, 15(2), 1-16.

• หนังสือ
Etzioni, A. (1996). The New Golden Rule: Community & Morality in a Democratic Society. New York: Basic Books.
Leech, N. L., Barrett, K. C., & Morgan, G. A. (2005). SPSS for Intermediate Statistics: Use and Interpretation. 2nd ed. New Jersey: Lawrence Erlbaum Associates.

• บทความในหนังสือ
Broussine, M. (2005). Public Leadership. In T. Bovaird & E. Loffler (Eds.), Public Management and Governance. London: Taylor & Francis Group.
Osborne, S. P. (2010). Introduction: The (New) Public Governance: A Suitable Case for Treatment?. In P.O. Stephen (Ed.), The New Public Governance?: Emerging Perspectives on the Theory and Practice of Public Governance. London: Routledge.


• เอกสารอิเลคทรอนิกส์
Peeplengchart. (2016). History of Thai national anthem [In Thai]. Retrieved January 10, 2017 from https://เพลงชาติ.com
World Meteorological Organization. (2006). Social Aspects and Stakeholder Involvement in Integrated Flood Management Geneva, Switzerland. Retrieved November 21, 2011, from https://www.apfm.info/pdf/ifm_social_aspects.pdf

• อื่น ๆ
Imhan, O. (2011). The Study of Acceptance Factors of Persons with Disabilities to work in Public and Private Organization in Pichit Province of Thailand [In Thai]. Master’ Thesis, Naresuan University.
Masae, A. (2007). The Roles of Human, Social and Cultural Resources in Adapting Livelihood Strategies to Meet Well-being Aspirations in Contemporary Thailand. In International Conference on Happiness and Public Policy. Bangkok: Public Policy Development Office under the Office of the Prime Minister of Thailand and UNESCAP.