สภาพ ปัญหาและแนวทางการพัฒนาความผูกพันต่อองค์การ ของอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทย
คำสำคัญ:
ความผูกพันต่อองค์การ, อาจารย์ประจำ, มหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทยบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา และแนวทางการพัฒนาความผูกพันต่อองค์การของอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทย เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี มี 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับเกี่ยวกับสภาพความผูกพันต่อองค์การ 3 ด้านประกอบด้วย ด้านความรู้สึกชอบพอศรัทธา ด้านผลประโยชน์เกื้อกูลและสิ่งตอบแทนและด้านมาตรฐานและระเบียบกฎเกณฑ์การทำงาน และแบบสอบถามแบบเลือกตอบเกี่ยวกับปัญหาความผูกพันต่อองค์การแต่ละด้าน ผู้ให้ข้อมูลการวิจัยประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่างอาจารย์ประจำ จำนวน 323 คน จากมหาวิทยาลัยเอกชนจำนวน 37 แห่ง และข้อมูลแนวทางการพัฒนาความผูกพันต่อองค์การแต่ละด้านจากแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างของผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 12 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความถี่ ร้อยละ และค่าฉันทามติของผู้ทรงคุณวุฒิ
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพความผูกพันต่อองค์การของอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทยด้านความรู้สึกชอบพอศรัทธาและด้านผลประโยชน์เกื้อกูลและสิ่งตอบแทน อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านมาตรฐานและระเบียบกฎเกณฑ์การทำงานอยู่ในระดับปานกลาง 2) ปัญหาความผูกพันต่อองค์การของอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทยแต่ละด้านมีประเด็นสำคัญและแนวทางพัฒนาแก้ไขแต่ละประเด็นดังนี้ 2.1 ด้านความรู้สึกชอบพอศรัทธามีประเด็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความร่วมมือร่วมใจในการปฏิบัติงาน และผู้บริหารขาดความเป็นธรรม ซึ่งมีแนวทางแก้ไขพัฒนาทั้งสองประเด็นโดยการให้บุคลากรมีส่วนร่วมเสนอแนวคิดและทำงานเป็นทีม และการมีเกณฑ์ประเมินผลการปฏิบัติงานที่ชัดเจน 2.2 ด้านผลประโยชน์เกื้อกูลและสิ่งตอบแทนมีประเด็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความเหมาะสมของรายได้และการสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานซึ่งมีแนวทางแก้ไขพัฒนาทั้งสองประเด็นโดยการมีโครงการพิเศษและมีบัญชีเงินเดือนที่ชัดเจน และผู้บริหารต้องมีหลักธรรมาภิบาลในการบริหาร 2.3 ด้านมาตรฐานและระเบียบกฎเกณฑ์ในการทำงานมีประเด็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการมีระเบียบกฎเกณฑ์มากและมาตรฐานการปฏิบัติงานไม่ชัดเจนซึ่งมีแนวทางแก้ไขพัฒนาทั้งสองประเด็นโดยการประชุมชี้แจงกฎเกณฑ์ให้บุคลากรมีความเข้าใจและกำหนดภาระงานให้ชัดเจนในสัญญาการจ้าง
เอกสารอ้างอิง
ทวิพันธ์ พัวสรรเสริญ. (2552). ความผูกพันต่อองค์การของอาจารย์มหาวิทยาลัยภาครัฐในเขตกรุงเทพมหานคร (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ทินวัตร เงินขาว. (2546). ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการครูโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา). กำแพงเพชร: สถาบันราชภัฏกำแพงเพชร.
นวรัตน์ ศรสุริยา. (2548). ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันขององค์การและพฤติกรรมการทำงานของบุคลากร ของบริษัทร่วมทุน ไทย ญี่ปุ่น (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีปทุม.
นันทนา ประกอบกิจ. (2538). ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์การ ศึกษากรณีฝ่ายพัฒนาชุมชน สำนักงานเขต สังกัดกรุงเทพมหานคร (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
นันท์ธนัตถ์ นิ่มยี่สุ่น. (2557). องค์ประกอบของปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์การของพนักงานในอุตสาหกรรมผลิตคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง (วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ประทุม ฤกษ์กลาง. (2538). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์การและผลการปฏิบัติงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชน (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ.
วิมล จำปานิล. (2553). รูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้นของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันโรงเรียนของครูโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารการศึกษา). เลย: มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย.
วิทย์ เมฆะวรากุล. (2553). อิทธิพลของความพึงพอใจในค่าตอบแทนต่อความพึงพอใจในการทำงานและความผูกพันต่อองค์การในบริบทของการรับรู้ความยุติธรรมของพนักงานโรงแรมในเขตภาคตะวันออกของประเทศไทย (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
สิมาภา จันทร์หอมกุล. (2552). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้บรรยากาศองค์การความผูกพันในงานและความพึงพอใจในชีวิตของบุคลากร สังกัดกรมสารบรรณทหารบก (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สุรัสวดี สุวรรณเวช. (2549). การสร้างรูปแบบความผูกพันของพนักงานต่อองค์การ (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.
อนิรุทธิ์ ตุลสุข. (2552). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การเสริมสร้างพลังอำนาจในเชิงโครงสร้างฯ : กรณีศึกษาร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
อริสรา บุญรัตน์. (2557). แนวทางการพัฒนาภาพลักษณ์ ของมหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทย (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
อัจฉรา เนียมหอม. (2551). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ คุณภาพชีวิตการทำงานและความผูกพันต่อองค์การ:กรณีศึกษาธนาคารกรุงศรีอยุธยา (รายงานวิจัย). กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
Colquitt,J.A., LePine,J.A., Wesson.M.J. (2011). Organizational Behavior (2nd ed.). New York: McGraw-Hill/ Irwin,Inc.
Cronbach, L. J. (1990). Essentials of psychological testing (5thed.). New York: Harper Collins Publishers. 202-204.
Irving,P.G., Meyer,J.P,. (1994). Re-exammination of the Met-Expectations hypothesis:A Longitudin alanalysis. Journal Applied Psychology, (79), 937-949.
Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610. Lincoln,James R, & Kalleberg,Arne L. (1990). Cultural effects on employee loyalty in japan and the U.S : Individual or Organization level .Sage Journals, 12(4), 607- 609
Martin ,Thomas N , & Hafer, John C,. (1995). The Multiplicative Interaction Effects of Job Involvement and Organizational Commitment on the Turnover Intentions of Full- and Part- Time Employees. Journal of Vocational Behavior, 46(3), 310-331
Meyer,J.P. & N.J. Allen. (1997). Commitment in the workplace. Theory, Research, and Application Thousand Oaks, CA: Sage Publications,Inc.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ และคณาจารย์ท่านอื่นๆในสถาบันฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว

